Thursday, September 25, 2014

สิ่งที่ 'ลืมไม่ได้' เมื่อเป็นพ่อแม่

นานเท่าไรแล้วเนี่ยที่ไม่ได้เขียนบล๊อก ไม่ใช่สิ จริงๆแล้วต้องบอกว่า นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้โพสต์ เพราะเขียนมาตลอดแต่ไม่โพสต์ มัวแต่เขียนเรื่องส่วนตั๊วส่วนตัวอยู่ วันนี้ได้ฤกษ์ละ หลังจากคิดอยู่ตั้งนานว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี ก็ตัดสินใจได้ว่าเอาเรื่องนี้ดีกว่า เรื่อง ครอบครัว ใกล้ตัวดี 

ฉั้นย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยได้ซักพักละ หลังจากตัดสินใจไม่นานว่าจะไม่ทนชีวิตในบราซิลอีกต่อไปละ ตอนตัดสินใจอ่ะ มันแป๊บเดียว แต่ตอนต้องทนทุกข์ทรมานเนี่ยสิ มันโคตรนานเลย ใช้คำว่าทนทุกข์ทรมานเลยนะ เพราะกลับมา 2-3 เดือนแรก เรียกว่ายังมีอาการจิตตกอยู่เลย กลัว รนราน หวาดระแวง เครียด เกลียด โกรธ มองโลกในแง่ร้าย ไม่น่าเชื่อว่าบราซิลมันเปลี่ยนฉั้นได้ขนาดนั้น เล่นซะฉั้นจิตป่วยเลย กลับมาอยู่เมืองไทย เลยใช้เวลาพักฟื้นอยู่นาน กว่าสภาพจิตใจจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม 

จริงๆเหตุผลที่ตัดสินใจกลับมาก็เพราะมีครอบครัวนี่แหละ เพราะมันคือสิ่งที่เรารักและหวงแหน เราเลยต้องปกป้องและรักษา ไม่ให้ใครไม่ว่าหน้าไหนมาทำลาย 

เพราะอย่างงี้ฉั้นจึงต้องศึกษา หาหนังสือ หาคลิปอะไรต่างๆมาดู มาอ่าน ให้รู้ว่า หน้าที่อะไรบ้างที่พ่อแม่อย่างเราควรทำ แต่จะว่าไป ฉั้นว่าฉั้นตั้งใจจะเขียนโพสต์นี้ในฐานะลูกมากกว่า เพราะฉั้นเติบโตมาแบบครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์หลายด้าน พอมามีครอบครัวเองแล้วเริ่มศึกษาถึงได้รู้ว่า อ้าว...นี่เราเกิดมาในครอบครัวที่มัน......ขนาดนั้นเลยเหรอวะเนี่ย มิน่าล่ะ....."  แต่ก็เอาเหอะ ชีวิตลำบากถึงแค่วัยกลางคน ก็ถือว่าไม่สายเกินไป ตอนนี้สบายละ ก็อยากแบ่งปันอะไรดีให้คนอื่นบ้างเท่าที่พอจะมีปัญญา 

การเป็นแม่นี่มันเปลี่ยนฉั้นหลายอย่างจริงๆนะ เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนความคิด ทำให้เราโตขึ้น คิดเยอะขึ้น กล้าขึ้น และทันคนขึ้น และอีกหลายอย่างที่เป็นข้อดี เลยคิดว่า เอามาเขียน มาแชร์กันดีกว่า เผื่อมีประโยชน์   

การเป็นพ่อเป็นแม่เนี่ยมันง่าย แต่จะเป็นยังไงให้ดีและมีคุณภาพ  เราต้องไม่ลืมว่า
- เราเป็นตัวอย่างแก่ลูก เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่เค้าใช้ชีวิตอยู่ ไม่ว่าคำสอนอะไรที่เราพร่ำพูด หรือพร่ำบ่น แม้มันจะเข้าหู แต่มันก็จะผ่านออก แต่สิ่งที่เราทำให้เข้าเห็นเนี่ยสิ มันจะชัด เค้าจะจำในสิ่งที่เค้าเห็น แล้วเค้าก็จะทำตามเรา เพราะมีแค่เราเท่านั้นในโลกของลูก ที่เป็นต้นแบบการใช้ชีวิต การกินอยู่ การพูดการจา แม้แต่การนั่งการนอน มีเราคนเดียวที่เค้าคลุกคลีด้วย มีเราคนเดียวที่บางทีอาจไม่รู้กันทั้งคู่ด้วยซ้ำว่ากำลัง Copy/Paste กันอยู่ 

ดังนั้น (เตือนตัวเอง) ถ้าอยากให้เค้าพูดเพราะ เราต้องพูดเพราะ ถ้าอยากให้เค้าชอบช่วยเหลือ เราต้องคอยช่วยเหลือ และสอนให้เค้ารู้จักช่วยเหลือ ถ้าอยากให้เค้าร่าเริง สดใส เราก็ต้องดูแลจิตใจตัวเองให้ร่าเริง สดใส ถ้าอยากให้เค้าเรียนเก่ง เราต้องเรียนกับเค้า คอยเช็ค คอยสอน คอยทำการบ้านด้วยกัน อ่านหนังสือด้วยกัน ไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาด้วยกัน ถ้าอยากให้เค้าสุขภาพดี เราก็ต้องทำอาหารที่ดีมีประโยชน์ และกินอาหารดีๆมีประโยชน์ให้เป็นนิสัย อยากให้เค้าวางตัวเหมาะสมก็ต้องสอนทุกอย่างที่ดีที่เหมาะสมเท่าที่เรารู้ให้กับเค้า ทำให้เค้าเห็นเป็นตัวอย่าง มันจะง่ายกว่าการพร่ำบนปากเปียกปากแฉะเป็นไหนๆ 

- แต่อย่าคาดหวัง พัฒนาการที่สมบูรณ์แบบจากลูก เด็กๆมีพัฒนาการทางร่างกายตามพัฒนาการทางสมองของเค้า ถ้าสมองและร่างกายเค้าพัฒนาไปถึงจุดที่เค้าเริ่มคลานได้ เค้าก็จะคลาน ถ้าสมองและร่างกายเค้าพัฒนาไปถึงจุดที่เค้าเริ่มเดินได้ เค้าก็จะเดิน เค้าก็จะพูด เค้าก็จะยิ้ม เค้าก็จะเริ่มหยิบจับสิ่งของ เริ่มวิ่ง เริ่มโต้ตอบ ต่างๆเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมทางสมองและร่างกายของเค้าทั้งนั้น 

สำคัญที่ว่า ถ้าไปกดดันเค้าด้วยการคาดหวังพัฒนาการของเค้าโดยไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆ จนเริ่มเครียดซะเอง และเริ่มอัดสิ่งที่พ่อแม่คิดว่ามันดีมีประโยชน์จนมากเกินไป ลูกก็จะเครียดตามไปด้วย  หรือไม่ก็อาจจะกลายเป็นความเศร้า ความทดท้อได้ และอย่าไปคาดหวังเค้าจนเริ่มดูถูกลูกตัวเอง เช่นว่า ทำไมยังไม่ยอมเดิน จะคลานไปจนอายุ 15 เลยมั้ย หรือทำไมยังไม่ยอมอดนมแม่ จะกินไปจนโตเลยเหรอ อันนี้...แบบว่า สามีเดี๊ยนเองเลย ที่พูด 

คำพูดเหล่านี้มันบั่นทอนนะ ลูกอ่ะเค้ายังไม่รู้หรอก แต่มันบั่นทอนคนเลี้ยงหรือคนเป็นแม่มากกว่า เวลาฟังแล้วมันเจ็บ พอเจ็บก็ต้องเลือกละ ว่าจะท้อหรือจะสู้ ซึ่งผลลัพภ์มักเกิดขึ้นหรือส่งผลกับลูกเสมอล่ะ 

เพราะงั้นก็ต้องค่อยๆสอนเค้าไปตามอายุนั่นแหละ สอนตามความพร้อมของลูก ความพร้อมมันจะมาเอง ขอเพียงให้สังเกตุ อย่าสอนอะไรที่ไม่เหมาะกับอายุ อย่าลืมอายุของลูก ลูกอายุเท่าไรก็สอนเค้าให้เหมาะสมนั่นแหละดีที่สุด

- อย่าลืมหน้าที่ของพ่อแม่ ฉั้นว่าเวลาเราทำอะไรซักอย่าง คนเรามันมีนะ ที่เป๋ๆไป คือ ไม่ได้ตั้งจุดประสงค์ของสิ่งที่เรากำลังทำอย่างชัดเจน การเป็นพ่อเป็นแม่ก็เหมือนกัน เรามีหน้าที่ของเราที่ต้องทำ ตอนเราเป็นแฟนกัน เราก็ทำหน้าที่แฟน คือ โทรหากัน ไปเดทกัน ห่วงใยกัน แสดงออกว่ารักกัน พอเราเป็นคู่สามีภรรยา เราก็ต้องทำหน้าที่ เช่น สามีทำงาน ภรรยาถ้าไม่ได้ทำงานก็ต้องคอยดูแลสามี ดูแลอาหารการกิน ดูแลบ้านช่อง ดูแลเสื้อผ้า ดูแลตัวเอง อาจดูแลค่าใช้จ่ายบ้าง พวกนี้ถือเป็นหน้าที่ แต่พอมาเป็นพ่อแม่เนี่ย สิ่งที่ท้าทายคือ เราต้องทำหน้าที่ทั้งหมดที่ว่ามา เพื่อยังรักษาชีวิตสมรส และยังต้องดูแลลูก เพื่อรักษาชีวิตครอบครัวให้ได้ด้วย นี่ล่ะที่มันยาก

ตอนฉั้นอยู่ที่บราซิล ฉั้นพยามทำหน้าที่ของฉั้น ในการเป็นภรรยา จนตั้งท้องและคลอดลูก ก็ต้องเพิ่มบทบาทในการทำหน้าที่เป็นแม่ด้วย แต่มันไม่แค่นั้น สิ่งที่มันยากลำบากและปวดกบาลมากที่สุด คือ ต้องทำหน้าที่สะใภ้ด้วยเนี่ย มันทำให้ฉั้นเครียดมาก เพราะแม่สามีก็คอยจะแอบร้ายกับฉั้น จนถึงขั้นที่ฉั้นต้องให้แฟบจัดอันดับความสำคัญใหม่ ว่ายูจะทำหน้าที่ลูก หรือจะทำหน้าที่สามี และ พ่อที่ดี อะไรจะมาก่อนมาหลัง ตอบ!!! ฮ่าๆๆ โหด!

เพราะไม่ว่าเราจะอยู่ในบทบาทไหน ทุกบทบาทมีหน้าที่ของมัน ทุกคนต้องทำตามหน้าที่ การเป็นพ่อเป็นแม่ จึงมีหน้าที่หลัก คือ ดูแล ปกป้อง จัดหา เลี้ยงดู และสั่งสอน เพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิตให้กับลูกในอนาคต เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่ดูแลลูก ไม่ปกป้องลูก ไม่คอยจัดหาสิ่งที่จำเป็นให้เค้าเริ่มจากปัจจัยสี่ รวมไปถึงไม่สั่งสอนเค้าในสิ่งที่เหมาะสม ก็เท่ากับคุณไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง

- และต้องไม่ลืมนะว่า 'ลูก' นะ ไม่ใช่ 'ตัวประกัน' ฉั้นเห็นหลายๆคู่นะ ที่พอมีลูกแล้วใช้ลูกเป็นเครื่องมือต่อรองในเรื่องต่างๆ เช่น  ยอมมีลูกเพื่อให้ได้ผัว ยอมมีลูกเพื่อรักษาชีวิตแต่งงานตัวเองเพราะคิดว่าลูกจะช่วยเป็นโซ่ทองคล้องใจได้ บางคนยอมใช้ลูกหรือหลาน เป็นเครื่องมือในการสร้างความเจ็บปวดให้เขยหรือสะใภ้ที่ตัวเองไม่ชอบ พ่อแม่ที่หย่าร้าง ทำให้คู่ครองเจ็บด้วยการใช้ลูกเป็นตัวประกัน กีดกันลูกไม่ให้เจอหน้าอีกฝ่าย หรือสอนให้ลูกต่อต้านอีกฝ่ายด้วยการถ่ายทอดความเจ็บช้ำน้ำใจของตัวเองให้กับลูก อะไรอย่างงั้นเป็นต้น 

พวกนี้ สำหรับฉั้น ถือว่า "ผิด" ตัวโตๆ ฉั้นรับไม่ได้ เด็ก ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเครื่องมือใคร ไม่ได้เกิดมาพร้อม Assignment ว่าจะต้องเกิดมาเพื่อรักษาชีวิตสมรสพ่อกับแม่ เด็กควรเกิดมาด้วยเหตุผลที่ถูกต้องเท่านั้น คือ พ่อแม่ที่รักกันและมีความพร้อมที่จะมีลูกด้วยกันเพื่อเป็นสายใยรักต่อกัน ไม่ใช่เกิดจากความผิดพลาด

- และ 'ลูก' ไม่ใช่ 'สิ่งชดเชย' ฉั้นรู้ว่า ความผิดพลาด บางทีมันเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ คู่บางคู่แต่งงานกันเพราะรักกัน พอมีลูกด้วยกัน ก็คิดว่าน่าจะดี แต่มันอาจไม่เป็นอย่างที่คิด ด้วยเหตุผลต่างๆนานา สุดท้ายพ่อแม่อาจแยกทางกัน และมันอาจจะมีคนบางคนไม่สามีก็ภรรยาที่รู้สึกผิดต่อลูก เลยชดเชยทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งสิ่งที่ตัวเองมีและไม่มีให้แก่ลูก ลูกขออะไรก็ปรนเปรอให้หมด เห็นลูกร้องไห้ไม่ได้ รู้สึกผิด รู้สึกเจ็บแทนลูก 

หรืออาจจะมีบางคนที่ให้กำเนิดลูกแล้วลูกไม่แข็งแรง หรือไม่ปกติ คนประเภทนี้ก็อาจจะชดเชย หรือชดใช้ความผิด หรือความรู้สึกผิด ที่ทำให้ลูกไม่ปกติด้วยการไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง รู้ว่าอะไรไม่ถูกไม่ควร แต่เวลาลูกทำผิดแทนที่จะเด็ดขาดกับลูกเพื่อสอนให้เค้ารู้ถูกผิด กลับสงสารและรู้สึกผิดเองอีกที่เห็นลูกร้องไห้เวลาโดนดุ กลับขอโทษลูกซะงั้น เด็กที่ไม่ปกติอยู่แล้วก็ยิ่งไม่รู้ความเหมาะสมด้วยก็ยิ่งแล้วใหญ่

หรือพ่อแม่บางคนที่ต้องทำแต่งาน พอรู้สึกผิดที่ไม่มีเวลาให้ลูกหรืออาจเลือกที่จะไม่ใช้เวลากับลูก ก็จะใช้เงินแทน ซื้อข้าวของให้ ของเล่น ของฟุ่มเฟือย ทดแทนความรู้สึกให้กับลูก บอกเลยมันแทนความรักไม่ได้ 

ถ้าคุณจน คุณก็ให้ต้องให้ความรักแทน ถ้าคุณรู้สึกผิดก็ทำสิ่งที่ถูกให้ลูกแทน ถ้าคุณไม่มีเวลา ก็ต้องให้การรับฟังและการใช้เวลาทุกนาทีให้มีคุณภาพแทนปริมาณ
  
- อย่าลืมว่า 'ชีวิตลูก' ไม่ใช่ 'ชีวิตเรา' เวลาเรามีลูกแล้ว เราห่วงลูก เราหวงลูก อยากให้ลูกมีความสุข อยากให้ประสบความสำเร็จ อยากให้ลูกมีทุกอย่างที่เราอยากมี จนลืมไปว่า ลูกอยากได้อะไร ลูกมีความสุขกับอะไร และอะไรที่ลูกจะเรียกมันว่า ประสบความสำเร็จ ให้เกียรติลูกในแง่ที่ว่า ลูกเองเค้าก็มีจิตวิญญาณของเค้า มีความชอบ ความรัก ความต้องการ ตามแบบฉบับของเค้า อย่าเอาความคิดและความต้องการตัวเองไปตัดสินว่า สิ่งนั้นดี สิ่งนี้ไม่ดี จนกระทั่งลูกเติบโตเข้าสู่วัยที่เค้าต้องหัดตัดสินใจด้วยตัวเอง แล้ววันนั้น ถ้าเรายังไปคอยตัดสินให้เค้า ว่าอะไรถูก อะไรดี ด้วยความคิด ความรู้สีกและความต้องการของเรา ก็เตรียมตัวไว้ได้เลย ว่าวันนั้นแหละ จะเป็นวันที่ลูกจะตัดสินว่า เค้าไม่ต้องการเราอีกต่อไปแล้ว

- อย่าเอาลูกเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องของผู้ใหญ่ เช่น พ่อแม่จะทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไร ถ้าหลบไปแอบทะเลาะกันไม่ได้จริงๆ ก็ไม่ต้องเอาไปเล่า หรือบ่น หรือร้องไห้กับลูก ให้ลูกมันฟัง ให้มันรับรู้ ไม่ต้องให้ลูกเลือกข้างว่าจะอยู่ข้างใคร เพราะ หนึ่ง...เด็กเค้าไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะรับมือกับเรื่องของผู้ใหญ่ เค้าไม่รู้หรอกว่าอะไรถูก อะไรผิด เค้าไม่รู้หรอกว่าอะไรจริงหรือหลอก เค้ามีความสามารถอย่างเดียวคือตัดสินว่าเรื่องราวทั้งหมด เค้ามีส่วนผิด มันเป็นความผิดของเค้า เค้าอาจเป็นภาระของพ่อแม่ เค้าอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อแม่ทะเลาะกัน แล้วเค้าก็จะเชื่ออย่างงั้นไปจนเติบโต และจะพยามทำทุกอย่างเพื่อชดเชยความผิดที่เค้าไม่ได้ก่อ เหมือน ทรายสีเพลิง ไง! สอง...ลูกไม่ได้เกิดมาเพื่อแก้ปัญหาของคุณ หรือแก้ปัญหาให้คุณ ถ้าพ่อและแม่ทะเลาะกัน เค้าก็ไม่จำเป็นต้องรับรู้ เพราะยังไงเค้าก็ช่วยแก้ปัญหาไม่ได้ หรือแม้บางคน บางคู่ที่คิดว่า การมีลูกจะทำให้ชีวิตแต่งงานที่แย่กลับมามีความสุขขึ้นได้ ก็กลายเป็นมอบหมายงานให้ลูกตั้งแต่เค้ายังไม่เกิดเลยนะ สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ถ้าคุณยังไม่เคยมีประสบการณ์การเลี้ยงลูก เลี้ยงลูกน่ะ....เลี้ยงยากนะ จะบอกให้ และที่สำคัญ เมื่อคุณหย่าร้าง คุณอาจหมดหน้าที่การเป็นสามีหรือภรรยา แต่ภาระหน้าที่ของการเป็นพ่อกับแม่ จะต้องทำไปจนตลอดชีวิต เลิกเป็นไม่ได้ นอกจากคุณจะเป็นคนที่ไม่มีความรับผิดชอบจริงๆ

- อย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วยล่ะ เคยได้ยินมั้ยที่หลายคนพูดว่า พวกเค้ารักลูกมากจนสามารถตายแทนได้ มีนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน Dr.Phil McGraw พูดไว้ดีมากว่า เปลี่ยนบริบทใหม่เถอะ อย่าบอกว่ารักจนตายแทนได้ แต่ให้บอกว่า รักและจะ 'อยู่' เพื่อลูก แทนจะดีกว่า 

ฉั้นว่าจริงนะ คนสมัยก่อน คนเป็นแม่ พอเป็นแม่แล้ว ก็ทำแต่หน้าที่แม่ โดยไม่ห่วงตัวเอง ไม่สนใจสามี ปล่อยให้ตัวเองเป็นยัยเพิ้ง หมดสวย หมดเสน่ห์ ผัวเบื่อ ไม่เหมือนสมัยนี้ หลายคนหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น หลายคนทำงานนอกบ้าน จ้างคนมาช่วยเลี้ยง ก็มีเวลาเป็นของตัวเอง ได้ไปออกกำลังกายบ้าง ไปร้านเสริมสวย ทำเล็บ ทำผมได้บ้าง มีเงินหน่อยอาจหาคนมาช่วยทำงานบ้าน หาเวลาไปพักผ่อนไปกินข้าวนอกบ้านกับสามีบ้างอะไรบ้าง เพื่อให้ตัวเองได้ชาร์ตแบต ฉั้นว่ามันดีนะ แต่ยังไง คนเป็นภรรยาก็ยังต้องรับบทบาทหนักในบ้านอยู่ดี

แต่สำหรับฉั้น เป็นแม่บ้านเต็มตัว ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน เลี้ยงลูกอยู่บ้าน ยิ่งลูกโตยิ่งเลี้ยงยาก เหนื่อยมาก เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ เค้าเริ่มเล่นไม่หยุด อยากได้อะไรต้องได้เดี๋ยวนั้น ถ้าไม่ได้จะเริ่มกรีดร้อง ร้องไห้ เวลานอนถ้าไม่ง่วงอาจไม่ยอมนอน เวลาเล่น ถ้าไม่ดูแลให้ดีอาจล้มบ้าง เจ็บตัวบ้าง เวลาเราต้องทำนู้นทำนี่ เค้าก็จะเรียกร้องความสนใจอยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่เวลาต้องทำกับข้าว หรือแม้แต่เวลาเข้าห้องน้ำ และนั่นคือ พฤติกรรมเด็กเล็ก ที่บอกเลยว่าทำให้ฉั้นสติแตกบ่อยมาก โดยเฉพาะตอนนี้ที่เค้าอายุ 2 ขวบ แล้วจะสติแตกมากขึ้นอีกเวลาที่ต้องดูแลสามีด้วย เพราะสามีเราจะทำแต่งาน เพราะเค้าคิดว่านั่นคือหน้าที่ของหัวหน้าครอบครัว คือ ทำงานหาเงิน หาให้ได้มากๆ เพื่อจะได้มีเงินไว้ทำประกันให้ลูกให้เมีย เก็บเงินไว้เพื่อการศึกษาลูก เก็บเงินไว้ใช้ยามเกษียรณ เก็บเงินๆๆๆๆ ฯลฯ ไม่รู้สามีคนอื่นเป็นไง แต่สามีเดี๊ยนเป็นงี้ เลยเอาแต่ทำงาน และจะสตริ๊กเรื่องเงินมาก ส่วนหน้าที่เลี้ยงลูกและดูแลบ้านช่อง ฉั้นก็เลยรับผิดชอบทำเองหมดไปโดยปริยาย รวมทั้งดูแลเค้าด้วย ทั้งทำกับข้าวให้กิน ชงกาแฟให้ดื่ม ซักเสื้อผ้าให้ จัดเก็บที่หลับที่นอน จัดระเบียบบ้านช่องให้สะอาดเรียบร้อย นี่ยังดีนะ หรือไม่ดีก็ไม่รู้ที่เค้าทำงานอยู่สิงคโปร์ ภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลเค้าเลยเป็นแค่ช่วงเสาร์อาทิตย์ แต่ที่ไม่ดีก็คือ คิดถึงเค้า แล้วบางทีมันไม่มีคนมาแตะมือ แท๊กทีม ดูแลลูกให้บ้างซัก 10-20 นาที ฉั้นเลยต้องดูแลลูกตลอด 24 ชั่วโมง แบบไม่มีวันหยุด และไม่มีวันเสาร์อาทิตย์ และจะสติแตกมากขึ้นได้อีก เวลาสามีมาหงุดหงิดหรือจู้จี้จุกจิกกับเรา เฮ้อออออ.........

นี่แหละ ชีวิตฉั้น ที่ใครไม่รู้อาจคิดว่าสบาย ถึงได้บอก ว่าต้องดูแลตัวเองดีๆ อย่างน้อย ถ้าไม่อยากจ้างคนมาเลี้ยงลูก ก็ต้องจ้างคนมาทำความสะอาด ต้องมีเครื่องช่วย เช่น เครื่องซักผ้า อบผ้า(ถ้าจำเป็น) เครื่องล้างจาน ไม่งั้น ตายแน่ ฉั้นเคยทำกับข้าว เลี้ยงลูก ดูแลสามี แค่วันเดียว ทำพร้อมๆกันหลายๆอย่าง หลังแทบจะหัก ปวดหลังไป 2 วันเต็ม จะได้พักก็คือ วันที่สามีไม่อยู่ วันที่ไม่ต้องไปซุปเปอร์มาร์เก็ต วันที่ไม่ได้มีคนมาทำความสะอาด วันที่ไม่ต้องซักผ้า เก็บผ้า พับผ้า นั่นก็คือ วันเดียว วันใดวันหนึ่งในสัปดาห์ บ่นซะยาว สรุปคือ อย่าปล่อยให้ตัวเองเฉา ถ้าไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย ก็ต้องลุกขึ้นมาแต่งหน้าแต่งตัวบ้าง ให้มองหน้าตัวเองในกระจกแล้วรู้สึกฟรุ้งฟริ้งได้บ้าง ใส่เสื้อผ้าซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆใส่ ไปเดินช้อปปิ้งบ้าง ไปนั่งทำเล็บบ้าง เล่นเฟสบุ๊คบ้าง ทำงานอดิเรกบ้างเวลาลูกหลับ แค่นี้ก็พอช่วยได้ อย่าปล่อยให้ตัวเองชำรุดทรุดโทรม ไม่งั้นจะป่วยทางใจ แล้วก็จะทำให้ลูกป่วยไปด้วย 

- อย่าลืมรักและศรัทธาตัวเอง ฝรั่งเรียก Self esteem ข้อนี้ สำหรับฉั้นสำคัญที่สุด เค้าว่าคนเราจะใช้ชีวิตยังไง และเลี้ยงลูกยังไง มาจากการที่เราถูกเลี้ยงดูมายังไง ถ้าเรามีชีวิตวัยเด็กที่ขาด เราก็จะคาดหวังว่าเราจะเติมส่วนที่เราขาดให้กับลูก โดยลืมสิ่งที่ลูกต้องการหรือสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม หรือในวัยเด็กเราเติบโตมาแบบไหน มันก็มีเปอร์เซ็นต์สูงที่เราจะเลี้ยงลูกแบบนั้น เพราะเราเองก็เรียนรู้จากสิ่งที่เราอยู่และเติบโตมา มันเป็นสิ่งเดียวที่เรารู้ ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิด เหมาะหรือไม่เหมาะ เราก็จะยึดมันเป็นแนวทางในการเลี้ยงดูลูก เช่น ถ้าเราเติบโตมากับแม่ที่ดุ เฮี๊ยบ เจ้าระเบียบ เราก็อาจจะเป็นแม่หรือพ่อแบบนั้น เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เราเรียนรู้มา เช่นเดียวกัน ถ้าแม่เราเป็นคนปล่อยปละ ละเลย ไม่ใส่ใจ ไม่ดูแล เราก็มีแนวโน้มที่จะเป็นพ่อหรือแม่แบบนั้น เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เราเติบโตมากับมัน

ถ้าตอนเด็กๆเราจน ขาดแคลน แต่ตอนนี้เราสบายแล้ว เราก็ให้ในสิ่งที่เราแน่ใจว่าทำให้ลูกมีความสุข ไม่ใช่ให้เค้าแต่ในสิ่งที่เราไม่เคยมี ถ้าตอนเด็กๆเราอยากเรียนสูงๆในโรงเรียนดีๆ และเรารู้ว่าการศึกษาเป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดที่พ่อแม่พึงให้ได้ เราก็หาโรงเรียนดีๆให้เค้า แต่ต้องอย่าลืมให้เค้าได้มีโอกาสเลือกเรียนในสิ่งที่เค้าอยากเรียนด้วย โตขึ้นเค้าก็จะได้เลือกอาชีพที่เค้าอยากเป็น เลือกคู่ครองที่คู่ควร ในความคิดส่วนตัวฉั้นนะ ไม่ต้องไปอัดคอร์สพิเศษต่างๆให้ลูกมากเกินไปหรอก ให้เค้าได้มีเวลาที่จะเล่นซนตามภาษาเด็ก ตามธรรมชาติของเด็กบ้างจะดีกว่า อย่าเอาความแอบกลัวของตัวเองไปกดดันลูก เช่น กลัวว่าเค้าจะไม่เก่งกว่าคนอื่น กลัวเค้าจะมีพัฒนาการช้ากว่าคนอื่น หรือกลัวลูกชายจะไม่แมน กลัวลูกสาวจะไม่เรียบร้อย กลัวนู้นกลัวนี่จนเปลี่ยนวิธีหรือสไตล์การเลี้ยงดูลูกไปจนขาดความเป็นธรรมชาติ  

ฉั้นว่า เอาให้มันเป็นธรรมชาติ คอยดูเค้าให้เค้าอยู่ในสายตาตลอด แต่อย่าบังคับควบคุมมากเกิน มันมีเทคนิคเสมอแหละ ถ้าเราใส่ใจ เช่น มีข้อต่อรองเวลาที่อยากให้ลูกทำอะไรที่เราคิดว่ามันเหมาะสมกว่า แทนการให้ลูกตัดสินใจเองแบบผิดๆ ใช้วิธีโน้มน้าวใจแทนวิธีการลงโทษรุนแรง จัดระเบียบในบ้านโดยมีความยืดหยุ่นบ้าง อย่าตึงจนเกินไป จนความสัมพันธ์แทนที่จะเป็น พ่อแม่ลูก กลับกลายเป็น หัวหน้ากับผู้ใต้บังคับบัญชาไปซะ อย่างเด็กๆเนี่ยบางทีเค้าก็ชอบรื้อของเล่นออกมาเล่นเต็มบ้าน แต่เมื่อบ้านต้องเป็นระเบียบและสะอาดสะอ้าน และคุณแม่อาจจะเหนื่อยกับการคอยตามเก็บ แทนที่จะดุด่าว่ากล่าว พร่ำบ่น ก็แค่ ขอให้เค้าช่วยกันเก็บเข้าที่ ก่อนที่เค้าจะออกไปไหน หรือก่อนเข้านอน ก่อนไปกินข้าว โดยที่เราช่วยกัน พูดกับเค้าดีๆ ให้เค้าเห็นเป็นตัวอย่างแล้วทำตาม ก็น่าจะดีกว่า แล้วอย่าลืมให้คำชมเชยเค้าซักนิด ทุกครั้ง ทุกเรื่อง ที่ขอให้เค้าทำอะไร คำชมสั้นๆ เช่น เก่งมากลูก Good boy, Good girl หรือ Love you หรือ ขอบคุณ Thank you อะไรก็ได้ที่ทำให้เค้ารู้ว่าสิ่งที่เค้าทำเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ถ้าเค้าทำอีกก็ได้รับคำชมอีก เค้าก็จะปลื้มและก็จะอยากทำอีก ไปเรื่อยๆ  

การทำโทษลูกเวลาเค้าทำผิดก็เหมือนกัน มันมีหลายวิธีนะ ที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง อย่าจินตนาการถึงการทำโทษ ว่าคือการตีด้วยไม้เรียว เข็มขัด ไม่แขวนเสื้อ อะไรพวกนั้นเพียงอย่างเดียว หรือฝรั่งบ้าๆมีนะที่มันทำโทษลูกด้วยการให้กินซอสพริก เอาพริกป้ายปากเวลาพูดคำหยาบ จับขังห้องมืดเวลาทำผิด อะไรอย่างงั้น หรือจับอาบน้ำเย็นๆจากฝักบัวเวลาไม่เชื่อฟัง!! ไม่เอานะ ไม่เอา สงสารลูก อย่างงั้นเรียกโรคจิต เรียก Abusive เห็นแล้วจะบ้าตาย 

มันมีค่ะ การทำโทษลูกด้วยการ Time Out ก็ได้ คือให้นั่งเข้ามุม สงบสติอารมณ์ซักพักทั้งเราทั้งเค้า เวลาที่เค้าทำผิด หรือ Out of control อธิบายว่าเค้าทำอะไรผิด แล้วพอลมสงบก็มานั่งอธิบายอีกรอบ ให้เค้าขอโทษ แล้วก็กอดกัน หอมแก้มกัน พวกนี้มันดีนะ ถ้าทำเป็นจะได้ผลมากๆเลย ไม่เจ็บตัว ไม่เจ็บใจ ลูกจะมีเหตุผลไม่ก้าวร้าว ฉั้นใช้นะ บางทีพอเราเริ่มเสียงแข็งเวลาเค้าทำผิด เค้าก็เดินเข้ามุมเองเลย เรียกว่า Time out ตัวเอง เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ ครั้งนึงจับเค้ามากอดเลย เห็นเค้าลงโทษตัวเอง อิแม่ก็ใจอ่อนระทวย ถึงจะสติแตกบ้าง แต่อย่างน้อยไม่ทำให้ลูกเจ็บตัว พอหายโกรธแล้วก็ไม่รู้สึกผิดกับตัวเอง

ถ้าเรามีศรัทธาในตัวเอง รู้ว่าหน้าที่ของพ่อแม่คืออะไร แล้วโฟกัส เราจะรู้ว่าเรากำลังทำอะไรเพื่อผลลัพภ์อะไร ที่ไม่ใช่เพื่อชดเชยความรู้สึกอะไรก็ตามของตัวเอง ดีหรือไม่ดี เหมาะหรือไม่เหมาะ เราจะไม่มีทางรู้ถ้าไม่ได้ศึกษาเรียนรู้และปรับใช้ให้เหมาะกับครอบครัวเรา ลูกเรา สามีหรือภรรยาของเรา ให้ศรัทธาในตัวเอง รักและเคารพตัวเอง เพื่อให้ตัวเองยืดหยัด แข็งแกร่ง มีเรี่ยวแรง ไม่อ่อนไหวต่อคำวิจารณ์ คำดูถูก เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความสุข เพื่อจะได้ถ่ายทอด ส่งต่อให้กับคนในครอบครัว 

- และอย่าลืมเซตให้มีวันสำคัญๆในครอบครัวด้วยนะ มันก็จะเพิ่มอารมณ์หวานๆเข้าไปได้บ้าง จะวันเกิด วันครบรอบแต่งงาน วันคริสต์มาส วันปีใหม่ วันพ่อ วันแม่ หรืออาจแค่วันใดวันหนึ่งก็ได้ ทำให้มันเป็นวันสำคัญซะหน่อย ฉลองกันซักนิด เพราะมันจะกลายเป็นเครื่องหมายแทนคำว่า 'รัก' และคำว่า 'ครอบครัว' มันจะเป็นวันที่ทำให้เรามีความสุข ลืมช่วงทุกข์ไปได้บ้าง และเราทำให้คนที่เรารักมีความสุขด้วย แต่ก็ต้องรู้จักปรับตัวด้วยนะ เผื่อไว้ในอนาคต ถ้าวันนึงครอบครัวเราขยายใหญ่ขึ้น มีสมาชิกมากขึ้น เราอาจจะต้องรู้จักยืดหยุ่นบ้าง อาจลดวันสำคัญบางวันลงบ้างเพื่อไม่ให้มันตึงเครียดเกิน ตัวอย่างฉั้นเองเป็นต้น คือ ตอนอยู่บราซิล ครอบครัวแฟนฉั้น มีหลานๆหลายคน มีพี่น้องแฟน มีพ่อแม่แฟน และเค้าก็จะมี วันพ่อ วันแม่ วันเกิด วันปีใหม่ วันคริสต์มาส ที่ต้องฉลอง หรือถ้าไม่ฉลองก็ต้องซื้อของขวัญให้กัน แล้วคิดดูสิ ว่าทั้งเขยทั้งสะใภ้รวมเข้าไปอีก ก็กลายเป็นว่ามันเยอะเกินจนเครียดกันเอง ทุกเดือน ไม่ใครก็ใครต้องเกิด วันพ่อวันแม่ ก็ต้องหาของขวัญมาให้ใครที่เป็นพ่อแม่แล้วอีก คือ มันเยอะไง เลยบอกว่าต้องรู้จักยืดหยุ่นด้วย อย่าทำให้มันกลายเป็นหน้าที่ ทำให้มันเป็นความสุขในครอบครัว จะด้วยวิธีไหนก็ได้  ก็จะดีกว่า 


แต่ยังไงก็ตาม หนทางของฉั้นมันยังอีกยาวไกล คงมีอะไรให้ต้องอดทน ฟันฝ่า อีกเยอะ แต่ฉั้นไม่ยอมแพ้ หรอก ไม่มีวันยอมแพ้ สู้ สู้! ;)

'Never give up on your family!' Dr.Phil McGraw

No comments:

Post a Comment

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...