Pages

วันศุกร์, มกราคม 20, 2555

รับมือกับคนเย่อหยิ่ง

ระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ มีโอกาสได้เข้าสังคม(เล็กๆ)ได้พบปะผู้คนมนุษย์มนากับเค้าอยู่บ้าง โชคไม่่ดีที่บางครั้งดันต้องเจอคนประเภทหนึ่งที่ไม่ค่อยอยากจะเจอ แต่ก็โชคดีอยู่นิดนึงก็คืออย่างน้อยก็ได้เรียนรู้ผู้คนและการแสดงออกบางอย่าง จะว่าไปที่นี่ก็มีผู้คนหลากหลายประเภทเหมือนกับทุกที่ในโลก แต่ประเภทที่อยากขอพูดถึง คือ คนที่ออกแนวเย่อหยิ่ง หลงตัวเองนี่แหละ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเพราะเจอมากะตัว ช่างเหมือนในละครเปี๊ยบ แบบว่าโดนมองหัวจรดเท้า ไม่พูดไม่จาด้วยทั้งที่ร่วมโต๊ะอาหาร ไม่แสดงการต้อนรับขับสู้เมื่อพบปะเยี่ยมเยียน  ตั้งประเด็นคำถามแบบไม่น่าคุยต่อ ทำท่ารังเกียจเดียดฉันท์ และดูถูก ดูเหมือนพยายามแสดงให้คนอื่นรู้สึกว่าตัวเองมีดีกว่า รวยกว่า เริ่ดกว่า อะไรประมาณนั้น บางครั้งก็แสดงเหมือนว่าตัวเองเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก ทั้งที่ไม่เคยใส่ใจสาระทุกข์สุกดิบของใครอย่างจริงใจ หรือทั้งที่เพิ่งผ่านเรื่องราวอันเจ็บปวดมา เจอความเฟคแบบนี้บ่อยๆเข้า มันก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ

ใช่...หนึ่งปีที่ผ่านมา นี่จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เอือมระอาสุดๆ เมื่อต้องรับมือกับคนประเภทนี้ มารู้ตัวว่าตกเป็นเหยื่อก็ตอนที่รู้สึกว่าตัวเองจิตตก หดหู่ ทุกครั้งที่ต้องเจอและได้รับการต้อนรับแบบไม่ต้อนรับอยู่เสมอ ทั้งที่ไม่เคยทำอะไรให้ซักหน่อย และหลังจากผ่านระยะเวลาหนึ่งในการพยายามสร้างความเป็นมิตรด้วยแต่กลับไม่เป็นผล จึงถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจว่าการไม่ต้องพบปะคนประเภทนี้อีกน่าจะทำให้ชีวิตและจิตใจเป็นสุขขึ้นเยอะ แต่เพราะความใฝ่รู้ใฝ่ศึกษาของฉั้น (หรือภาษาชาวบ้านเรียกอยากรู้อยากเห็นอ่ะนะ!) มันไม่ค่อยเข้าใครออกใคร มันยังคงเคลือบแคลงสงสัยและเลิกคิดไม่ได้ว่าอะไรที่เป็นแรงดลใจให้คนเราแสดงออกแบบนั้นได้อย่างไม่รู้สึกว่ามันออกจะดูแปลกๆอยู่ ฉั้นเริ่มค้นหาคำตอบว่าเค้าหรือเรากันแน่ที่เป็นอะไรมากไปป่าว!! จะเป็นพวกรักความสมบูรณ์แบบเหรอ หรือ เป็นพวกมองโลกในแง่ร้าย หรือเราคิดมากไปเอง และแล้วฉั้นก็ไปค้นพบบทความอันหนึ่งที่พูดถึงคนประเภทที่เรียกว่า Arrogant People อ่านจบฉั้นก็พบว่า มันใช่เลย ทั้งลักษณะท่าทางและอาการต่างๆ 

ในบทความบอกไว้ว่า จะสังเกตุได้จากอะไรบ้างที่จะทำให้รู้ว่าคนคนนั้นเป็นคนประเภท Arrogant People หรือคนเย่อหยิ่ง หลงตัวเอง;
  1. พูดถึงแต่ตัวเอง ห่วงภาพลักษณ์ตลอดเวลา จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เป็นจุดสนใจ และไม่ชอบให้ใครมาทำลายภาพลักษณ์ของตัวเอง ไม่ว่าด้วยวิธีใด เพราะคิดว่าตัวเองมีดีกว่า เหนือกว่าคนอื่น
  2. หากรู้ว่าพวกเค้าอาจเพิ่งผิดหวังในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมา ให้สังเกตุว่าพวกเค้าอาจแสดงออกในทางตรงกันข้าม เพื่อเก็บซ่อนความเจ็บปวดและให้ใครๆเห็นว่าตัวเองยังเพรียบพร้อมสมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติอยู่ ก่อนไปถามไถ่อะไรก็ดูทิศทางลมให้ดี เพราะไม่แน่ว่าการไปแสดงความเป็นห่วงเป็นใยอาจกลับกลายเป็นการทำลายภาพลักษณ์เค้าเข้าได้โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจจะได้เห็นอาการโมโห ฉุนเฉียว โกรธเกรี้ยวขึ้นมาแทนก็เป็นได้
  3. ลองดูวิธีที่พวกเค้าปฏิบัติต่อคนอื่น บางครั้งอาจใส่ใจใครมากเกินความจำเป็น แต่กับบางคนอาจโดนมึนตึงใส่ คนประเภทนี้จะมีทัศนคติ 'my-way's-the-only-way' attitude คือ ทำตามวิธีของฉั้นเท่านั้นหรือพวกชอบเผด็จการ เพราะไม่ชอบให้ใครมีคำถามเกี่ยวกับเหตุผลหรือความคิดแท้จริงที่ซ่อนอยู่
  4. บางทีก็แสดงออกอย่างคนแสนดี เช่น ชวนคุยไม่หยุดบ้าง ร่าเริงแจ่มใสกว่าปกติบ้าง หรือแสดงความเป็นเจ้าบ้านที่ดีมากๆบ้าง เพราะรู้ว่านั่นจะทำให้ตัวเองดูดี แต่ถ้าไม่ชอบใจใครขึ้นมา สบโอกาสเมื่อไรเป็นต้องแสดงความร้ายกาจใส่ อาจด้วยการโจมตีจุดอ่อนหรือไม่ก็อาจชวนทะเลาะสร้างความร้าวฉานเล่นๆ การทำให้คนอื่นดูด้อยลงหรือทำให้คนอื่นไม่มีความสุขก็ถือเป็นวิธีหนึ่งในการระบายความโกรธเกรี้ยวในความไม่สมบูรณ์แบบหรือความผิดหวังบางอย่างของตัวเอง เพื่อนหรือคนใกล้ชิดก็ไม่ค่อยกล้าห้ามปรามหรอกเพราะไม่อยากต้องเผชิญกับความร้ายกาจนั้นซะเองเหมือนกัน
  5. ลองเอ่ยถึงเพื่อนหรือใครที่คิดว่าพวกเค้าไม่ชอบหน้าดูสิ แล้วสังเกตุว่าพวกเค้าจะวิจารณ์ได้อย่างรุนแรงเกินกว่าเหตุ หรือคนที่เค้าคิดว่าเป็นคู่แข่งหรือเป็นศัตรู ยิ่งไม่ชอบมากจะยิ่งวิจารณ์รุนแรงมากเหมือนไม่ต้องการอยู่ร่วมโลกกันเลยว่างั้น 
  6. พวกเค้าจะรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองไม่มีความสามารถในการรักษามิตรภาพที่ดีให้จีรังยั่งยืน เพราะเป็นคนต่อหน้าอย่างลับหลังอีกอย่าง และไม่เชื่อว่ามิตรภาพที่ดีมีอยู่จริง แต่ก็สร้างภาพลักษณ์ว่ามีเพื่อนเยอะ แต่ก็มีแต่ปริมาณนะ หาคุณภาพไม่ค่อยได้!
คำแนะนำจากบทความก็คือ 
  • อยู่ห่างๆคนประเภทนี้ไว้ซะ เพราะเค้าจะสามารถสร้างความเจ็บปวดและหดหู่ใจให้เราได้อย่างแสนสาหัส
  • ทำความเข้าใจกับตัวเองให้แน่ใจว่าตัวเราเองไม่ใช่คนประเภทนั้นซะเอง และไม่ได้ตัดสินใครด้วยความอคติ
  • หากจำเป็นต้องพบปะ จำไว้เลยว่าคนประเภทนี้มีบางอย่างที่พวกเค้าพยายามปกป้องไว้เสมอ ไม่ 'ภาพลักษณ์ตัวเอง' ที่ต้องไม่ด้อยไปกว่าใคร ก็ 'ความโดดเด่นเป็นจุดสนใจ' พยายามอย่าใส่ใจ หรือพูดอะไรมากมาย เพราะพวกเค้าไม่ชอบให้ใครตั้งแง่
  • อย่าไปแข่งขันกับพวกเค้าเลย เพราะจริงๆแล้วการจะเย่อหยิ่งอย่างนี้ได้ ก็ต้อง 'มีดี' อะไรบางอย่าง หรือหลายอย่างอยู่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเค้าจะปฏิบัติกับใครต่อใครอย่างดีเสมอไปนะ นอกจากพวกเค้าจะเจอคนที่อาจรวยเหมือนกัน, ดูดีเหมือนกันกัน, เก่งเหมือนกัน หรือ มีเสน่ห์จอมปลอมคล้ายๆกัน หรือเรียกว่าคุณสมบัติเสริมกันเท่านั่น  
  • คนประเภทนี้โกรธง่าย และหายยากด้วย แถมถ้าใครทำให้เคืองขึ้นมาจะไม่ยอมรับคำขอโทษง่ายๆอีกต่างหาก ถ้าไปแข่งหรือทะเลาะกับพวกเค้า แล้วเราดันชนะ ก็จะโดนโจมตีไม่เลิกอยู่ดี เพราะพวกเค้าจะเริ่มเล่นบท 'เหยื่อผู้น่าสงสาร' ทำให้ตัวเองดูน่าเห็นอกเห็นใจ ส่วนเราก็กลายเป็นคนผิด ดูแย่ในสายตาเพื่อนๆไปซะ
  • ถ้าเห็นคนที่ชอบพูดถึงคนอื่นในแนวชวนตลกขบขันอย่างไม่สมควรล่ะก็ นั่นก็ใช่ เป็นตลกร้ายที่ออกแนวหัวเราะเยาะ แสดงให้เห็นถึงความไม่แยแสความรู้สึกคนอื่น ยิ่งความรู้สึกสงสาร เห็นอกเห็นใจคนอื่นก็ยิ่งทำไม่เป็นใหญ่
  • เพราะ 'my-way's-the-only-way' attitude นี่เอง พวกเค้าจึงไม่มีความสามารถในการมองสิ่งต่างๆในแง่มุมอื่นที่ต่างไป หากต้องเสวนาด้วย และไม่เห็นด้วยกับความคิดบางอย่าง ก็ให้เลี่ยงด้วยการบอกว่า "ฉั้นไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เพราะว่า.........." มากกว่าที่จะพยายามพูดเพื่อโน้มน้าวให้พวกเค้าเปลี่ยนวิธีคิดหรือมุมมอง เพราะนั่นจะทำให้เค้ารู้สึกเหมือนถูกโจมตีโลกแห่งความสมบูรณ์แบบที่พวกเค้าสร้างไว้ 
  • ถ้าเป็นไปได้ 'อย่าเกลียด' พวกเค้า เพราะไม่มีใครหรอกที่จะสมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง มันเป็นวิธีที่พวกเค้าใช้เก็บซ่อนอดีตที่เจ็บปวด หรือความไม่สมบูรณ์แบบบางอย่างของตัวเองเท่านั้น หรือเป็นไปได้ว่าอาจเคยโดนใครทำร้ายมาด้วยวิธีเดียวกันและพยายามใช้วิธีเดียวกันในการไถ่ถอนความเจ็บปวดให้ตัวเอง
  • ข่าวร้ายอีกอย่างคือ คนประเภทนี้จะไม่ค่อยรู้ขอบเขตในเรื่องสิทธิส่วนบุคคลซะด้วยสิ
  • เพราะฉะนั้น หากต้องการเอาชนะใจหรือแก้เผ็ด อุ๊ปส์! ^^ สิ่งที่พวกเค้ากลัวที่สุดคือ การไม่เป็นที่(น่า)สนใจ การไม่ใส่ใจ ถามมาตอบไปสั้นๆ หรือการทำเป็นไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งที่พวกเค้าพูดหรือแสดงออกแบบผิดๆแปลกๆ หรือแสดงให้พวกเค้ารับรู้ว่าเราไม่ต้องการมีพวกเค้าอยู่ใกล้ๆด้วยการไม่สื่อสารด้วยมากนัก พบปะให้น้อยลง แสดงความสนใจหรือใส่ใจพวกเค้าให้น้อยลง พวกเค้าจะรับรู้ได้ถึงความไม่เป็นคนสำคัญ ไม่น่าสนใจ ไม่ปลอดภัยและสูญเสียความมั่นใจอย่างมาก
  • ไม่มีใครที่สมควรได้รับการปฏิบัติแย่ๆจากคนเย่อหยิ่ง หลงตัวเอง หรือคนชอบเรียกร้องความสนใจ จำไว้เสมอว่าพวกเค้าไม่เคยชอบใครที่แตกต่างไปจากตัวเอง เพราะฉะนั้น 'ไม่ชอบก็ไม่จำเป็นต้องชอบ ไม่มีอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลง'  
  • ปล่อยให้พวกเค้าเริ่มมองเห็นหรือค้นพบเอาเองว่าเราก็ 'มีดี' เหมือนกันและจงภูมิใจในส่ิงท่ีตัวเราเป็นและมีอยู่  พฤติกรรมแย่ๆที่เคยปฏิบัติกับเราอาจจะเปลี่ยนไป(หรืออาจจะไม่) หรือพวกเค้่าอาจจะใช้ความพยายามมากขึ้นอีกเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่มันจะไม่มีผลต่อความรู้สึกเราอีกต่อไปเพราะเมื่อเราอยู่ห่างๆพวกเค้าไว้ เราก็จะค่อยๆรู้สึกเจ็บปวดกับพฤติกรรมของคนประเภทนี้น้อยลงไปเอง
คนประเภทนี้ ถ้าสามารถนึกถึงแต่ตัวเองให้น้อยลงบ้าง รู้จักแบ่งปันความสุขหรือยินดีกับความสุขของคนอื่นด้วยใจจริงบ้าง พวกเค้าอาจจะรู้สึกเติมเต็ม และมีความสุขกับสิ่งดีๆที่มีอยู่ในตัว โดยไม่ต้องพยายามสร้างภาพเพื่อปิดบังซ่อนเร้นความเจ็บปวดใดๆอีก แต่นี่แหละ คือ คนประเภทหนึ่งที่มีอยู่ในสังคมจริงๆ ไม่ว่าที่ไหนในโลก บางทีคนประเภทนี้อาจกำลังวนเวียนอยู่ในชีวิตเราโดยไม่รู้ตัวก็ได้ ลองสังเกตุดูดีๆ

รู้อย่างงี้แล้ว ฉั้นคงต้องพยายามเรียนรู้ที่จะรับมือกับความรู้สึกตัวเองแทน ไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในภาวะจิตตกอีกเป็นอันขาด

วันจันทร์, มกราคม 02, 2555

ชีวิตหลังแต่ง....

ฉั้นว่าสาวๆเกือบทุกคนคงเคยแอบมีความฝันถึงการแต่งงานอยู่บ้างนะ พวกภาพงานแต่งงานหรูๆ ชุดเจ้าสาวอู้ฟู่ที่สาวๆหลายคนคิดว่าตัวเองต้องสวยที่สุดในวันนั้นล่ะ ถือช่อบูเก้งามๆ เค้กแต่งงาน แขกเหรื่อ ภาพถ่าย ไม่ก็เข้าโบสถ์ กล่่าวคำสาบาน สวมแหวน แล้วก็จูจุ๊บกัน อะไรประมาณนั้น อ้อ..แล้วก็เจ้าบ่าว(หล่อๆ)ด้วย อย่าลืม! แต่งงานเสร็จ ก็ไปฮันนีมูนดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ จากนั้นก็มีลูกน้อยน่ารักเป็นสักขีพยาน แล้วหนังก็จบแบบ Happy ending! ฉั้นเอง แหม่..ไม่อยากโกหกตัวเองว่าไม่เคย มันก็มีแอบฝันอยู่บ้างเหมือนกัน แค่ไม่ได้จินตนาการอะไรที่เริ่ดหรู ว่างานต้องใหญ่โต ชุดเจ้าสาวต้องสวยเริ่ดที่สุดในชีวิต หรืออะไรที่มันอลังการดาวล้านดวง ของแบบนี้เอาแบบสมฐานะและตามความสะดวกจะดีกว่า งานแต่่งงานฉั้นก็เลยสนุก อบอุ่น น่ารัก และเรียบง่ายสมใจ แหม...แค่มีผู้ชายดีๆซักคนมาขอแต่งงาน พ่อแม่ก็ตื้นตันจนบอกไม่ถูก ส่วนฉั้นก็หัวใจพองโตจนยิ้มแก้วปริแล้วปริอีกอยู่ละ  

แต่ชีวิตหลังแต่งงานนี่สิ ไม่ค่อยมีหนังเรื่องไหน ทำให้เราได้รู้รสชาติของชีวิตหลังแต่งซักเท่าไร คนดูเลยดูแบบไม่ประติดประต่อว่าความเดิมตอนที่แล้วที่ happy ending นั่นอ่ะ มันยังไงต่อ คนก็เลยยังคงจินตการว่าชีวิตหลังแต่งงานมันก็ต้องสวยหรูเหมือนกัน จนกระทั่งเจอของจริงด้วยตัวเองนั่นแหละ ฉั้นเอง...ก็ไม่อยากโกหกอีกแหละ แม้ไม่เคยคิดยอมแพ้ต่ออุปสรรคแต่ก็ไม่เคยได้คิดเผื่อไว้ว่าชีวิตหลังแต่งงานแล้วจะต้องเจออะไรบ้าง ก็เลยฝันอยากให้มันเรียบง่ายและมีความสุขแบบ Happy ending ภาคต่อ...

แต่เอาเข้าจริง พอต้องโยกย้ายจากเมืองไทยมาอยู่ที่บราซิล ชีวิตหลังแต่งของจริงเลยบังเกิด บทบาทการเป็นภรรยา รสชาติมันเป็นอย่างงี้นี่เอง สัมผัสความโดดเดี่ยวเดียวดายของจริง อยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก ที่ที่ไม่สามารถสื่อสารกับใครได้ ที่ที่ไม่มีครอบครัว ไม่มีเพื่อน ไม่มีงาน และที่สำคัญไม่มีเงิน(เดือน)ที่หาได้ด้วยตัวเอง วันๆนั่งเฝ้ารอสามีเลิกงานกลับบ้าน รอเตรียมทำอาหารเย็น ดูแลบ้าน ดูแลเสื้อผ้าที่หลับที่นอน เสาร์อาทิตย์์ก็อยู่บ้าน ทำอาหารกินกันแล้วก็เก็บกวาดเช็ดถูเล็กน้อย (โชคดีที่ไม่ต้องทำงานบ้านเองนะ จ้างเค้าดีกว่า!) ว่างๆก็วางแผนเดินทางท่องเที่ยวกันบ้างค่อยยังชั่วหน่อย แต่...ไม่มีอีกแล้วปาร์ตี้คืนวันศุกร์กับเพื่อนฝูง(เพราะไม่มีเพื่อน!) ลืมไปได้เลย ความสนุกจนไม่ยอมปล่อยไมค์ให้ใครในห้องคาราโอเกะ และอารมณ์ความตื่นเต้นเวลาได้นัดเจอกันร้านเดิม เวลาเดิม แล้วก็ไปต่อที่เดิม ไม่มีอาการใจจดใจจ่อรอรับเงินเดือนในช่วงสิ้นเดือนอีกต่อไป... ช่วงแรกๆของการเริ่มต้นบทบาทใหม่ ตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัว เสมือนจะเตรียมตัวไปทำงานอยู่ทุกวัน แต่กลายเป็นเข้าครัวเตรียมอาหารเช้าให้สามี เสร็จก็เก็บที่หลับที่นอน แล้วก้อ....... ว่าง! เฮ้ย...นี่มันจริงไปรึป่าว ชักจะเริ่มเซ็งๆเหมือนกัน! พอเริ่มว่างมากๆเข้าก็เลยลองหางานทำ เปิดเว็บไซต์ Search หางานในเซาเปาโล, บราซิล ป๊าาาาด.... มีแต่ภาษาโปรตุเกส อ่านไม่ออก พูดก็พูดไม่เป็น แล้วใคร บริษัทไหนเค้าจะรับล่ะเนี่ย เรียนจบด้านภาษาอังกฤษ แต่ดันทำงานด้าน เทเลคอมฯ มาตลอดเกือบสิบปี อืมม...แล้วจะไปต่อยังไงดี! อยู่ไปซักพัก เหงาเน๊อะ เศร้าด้วย แต่ทำไงได้ เมื่อนามสกุลเปลี่ยน สถานภาพเปลี่ยน ทัศนคติก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตามไปด้วย เพราะชีวิตการแต่งงานมันกลายเป็นโลกของคนสองคนไปแล้ว ไม่ใช่แค่ของใครคนใดคนหนึ่ง ที่เราจะสามารถตัดสินใจเองได้ว่า เบื่อละ กลับบ้านไปหาแม่ดีกว่า หรือเหงาเน๊อะ บินกลับเมืองไทยไปหาเพื่อนดีกว่า หรือไม่อดทนละ เพราะวันนี้รู้สึกเศร้า เราไม่สามารถตัดสินใจโดยนึกถึงตัวเองเป็นหลักได้อีกต่อไป

ดังนั้น จากคนที่มีโลกส่วนตัวสูง บัดนี้..... 
อะไรที่เคยเป็น "ของฉั้น" และ "ของเธอ" ก็ต้องกลายเป็น "ของเรา" 
เงินที่เคยเป็น 'เงินฉั้น' และ 'เงินเธอ' ตอนนี้ก็มีแต่ 'เงินเรา'
ชีวิตที่เคยมีแต่ 'ครอบครัวฉั้น' และ 'ครอบครัวเธอ' ก็ต้องมองให้เห็นภาพ 'ครอบครัวเรา'
เมื่อก่อนเคยมี 'เพื่อนฉั้น' กะ 'เพื่อนเธอ' ตอนนี้ก็ 'เพื่อนเรา'
ความเห็นที่เคยเป็นของฉั้น และของเธอ ตอนนี้ก็ 'ความคิดเห็นของเรา'
โลกส่วนตัวของฉั้น และโลกส่วนตัวของเธอ ตอนนี้ก็ 'โลกของเรา'
แม้แต่ สรรพนาม ที่เคยเป็น 'ฉั้น' และ 'เธอ' ก็ต้องพูดให้ติดปากว่า 'เรา' 

จากที่ต่างคนต่างทำงาน ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น สามีทำงาน และภรรยาคอยเป็นกำลังใจ
จากเงินของตัวเอง ที่ใช้เท่าไรก็ใช้ไป บัดนี้ ก็ต้องเห็นใจคนหาเงิน และมองอนาคตไปด้วยกัน มองให้เห็นภาพอนาคตเป็นภาพเดียวกัน
ครอบครัวสามีที่เราไม่เคยใกล้ชิดมาก่อน ก็ต้องไปมาหาสู่ และเริ่มทำความรู้จักและทำความเข้าใจ
และแม้แต่ไม่เคยคิดอยากมีลูก เมื่อแต่งงานแล้ว ความคิดกลับเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ

ตอนนี้ล่ะที่มันเริ่มรู้รสชาติอย่างแท้จริง ฉั้นตระหนักแล้วว่า การแต่งงาน มันไม่ใช่เรื่องของงานเลี้ยงรื่นเริงที่ว่านั่น ไม่ใช่แค่ชุดเจ้าสาวอู้ฟู่ ไม่ใช่แค่ตัดเค้กและโยนช่อบูเก้ ไม่ใช่เรื่องของแขกเหรื่อที่มาเป็นสักขีพยาน ไม่ใช่แค่เสียงหัวเราะและรอยยิ้ม แต่มันคือ "งาน" คือ โลกใหม่ ชีวิตใหม่ บทบาทและหน้าที่รับผิดชอบใหม่ ต้องดูแลชีวิตและทรัพย์สิน สุขภาพ และความรู้สึกของคนที่เราตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ด้วย

โดยเฉพาะเมื่อภาษา วัฒนธรรม และสังคมของเราสองคนแตกต่างกันมาแต่กำเนิด ความโชคดีอยู่ตรงที่ ฉั้นเกิดเป็นคนไทยและเติบโตมากับสังคมและวัฒนธรรมแบบไทยๆ ที่สอนให้เราเป็นคนยิ้มแย้ม อ่อนน้อม เคารพนบนอบ ห่วงใย ใส่ใจ และมีน้ำใจคอยช่วยเหลือคนอื่น สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่มีวัฒนธรรมไทยคอยสอน การใช้ชีวิตคู่ที่นี่คงยากเย็นขึ้นอีกไม่ใช่น้อย เพราะครอบครัวสามี แตกต่างอย่างสิ้นเชิง การได้ถูกบ่มเพาะมาแบบนี้ถือได้ว่าช่วยชีวิตได้มาก เมื่อเราโยกย้ายกลับมาบ้านเกิดของแฟบแล้ว ฉั้นก็ต้องรับภาระหนักในการพยามเรียนรู้ให้เข้าใจถึงที่มาที่ไปในโลกของครอบครัวแบบบราซิลเลี่ยนแท้ๆ ว่าเค้ามีความเป็นมาอย่างไร เติบโตมายังไง ได้รับการดูแลมาแบบไหน สัมพันธภาพกับสมาชิกในครอบครัวเป็นยัังไงมาก่อน เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยรับรู้ชัดเจนจนกระทั่งได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง เมื่อเรียนรู้แล้ว สิ่งสำคัญคือ ทำยังไงเราจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างพื้นที่ส่วนตัวของเรากับครอบครัวของเค้าให้ลงตัวได้ มันจึงไม่ง่ายเลย ที่ช่วงแรกๆทุกคนต่างต้องพยามทำกิจกรรมหลายๆอย่างร่วมกัน โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกอึดอัดบ้าง เพราะก็เรื่องภาษาอีกแหละ ในขณะที่พวกเค้าก็พูดคุยกันไป...เราก็นั่งเหวอ ฟังไม่ออกอยู่คนเดียว และเป็นธรรมดามากที่คนบราซิลเลี่ยนจะขี้เกียจพูดภาษาอังกฤษทั้งที่บางคนก็พูดได้ สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวอาจมีการแสดงออกต่อเราไม่เหมือนกัน บางครั้งก็เดาทางออก แต่กับบางคนก็เดาความหมายลำบาก ไม่ง่ายเลยที่ต้องรับมือกับทุกคนให้ได้อย่างไม่ตื่นตูม แต่เพื่อป้องกันปัญหา In-Law War ที่ได้ยินคำเล่าลือมาต่างๆนานาในซีกโลกฝั่งนี้ (ฟังดูแล้วน่ากลัว) ฉั้นก็ได้แต่พยามทำทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด หรือเรียกว่า เนียนๆไปนั่นแหละ

บางครั้งถึงขั้นถามตัวเองอยู่บ่อยๆว่า
จำเป็นมั้ย ที่ต้องเข้ากับครอบครัวสามีให้ได้ และจะต้องเข้ากันได้ถึงระดับไหน?
จำเป็นมั้ย ที่เราต้องดูแลครอบครัวสามีด้วยตามหน้าที่ของภรรยา? เช่น ต้องไปเดินหาซื้อของขวัญวันเกิด ให้พ่อแม่ พี่น้อง และหลานๆ และต้องร่วมงานวันเกิด ไหนจะงานสังสรรค์ของครอบครัวอีก เช่น วันคริสมาสต์(ทั้งที่เป็นคนพุทธแต่กำเนิด)แต่ก็ต้องไปช่วยกันเดินซื้อหาของขวัญให้แต่ละคนทั้งที่ฉั้นเองก็ไม่ค่อยจะรู้จักมักจี่ ไหนจะวันปีใหม่ วันเกิดเราสองคน(ที่ดันเกิดใกล้กัน) หรือแม้กระทั่งวันเกิดอยากจะกินอีกต่างหาก! จะว่าไปแล้วมันก็น่ารักดีนะ เพียงแต่มันค่อนข้างจะขัดกับความรู้สึกฉั้นอยู่ซักหน่อย เพราะอาจเป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่นี่หรือวัฒนธรรมภายในครอบครัวก็ไม่รู้ ที่พวกเค้าไม่ค่อยสนิทใจในการพูดคุยหรือเปิดเผยเรื่องส่วนตัวให้กันและกันฟัง ต่างคนก็ต่างอยู่ เมื่อต้องมารวมตัวกันมันเลยดูเหมือนทำไปตามมารยาทซะมากกว่า
ยังไม่หมด และไหนเพื่อนเค้า หัวหน้าเค้า หรือเพื่อนร่วมงานของเค้าอีก จำเป็นมั้ยที่เราต้องเข้าไปมีบทบาท?

คำถามเหล่านี้มาถึงตอนนี้ แม้จะไม่เคยฝันหวานกับการแต่งงานว่าต้องโรยด้วยกลีบกุหลาบ ก็ยังอุตส่าห์มีหลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งและอดทน โชคดีที่ภูมิคุ้มกันที่มีในตัวอยู่ในขั้นดีใช้ได้ หลังจากใช้เวลามา 1 ปีเต็ม เราทุกคนก็ต่างรู้จักกันมากขึ้นอีกระดับ และฉั้นก็เรียนรู้และเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตัวเองมากขึ้นด้วย สิ่งสำคัญ มันอยู่ที่ตัวเรานี่แหละ ถามตัวเองบ่อยๆว่าเรายังมีความสุขอยู่มั้ย แล้วก็ปฏิบัติตัวต่อทุกคนแบบที่เราอยากให้เค้าปฏิบัติต่อเรา สื่อสารกับสามีให้เข้าใจถึงขอบเขตและข้อจำกัดของเรา ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง การอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ต้องเห็นใจ เข้าใจ และเป็นกำลังใจให้กันและกัน เค้าปรับบ้างเราปรับบ้าง ผลัดกันไป ต่างต้องเข้าใจว่า เมื่อแต่งงานแล้วชีวิตคู่ของเราต้องมาเป็นอันดับหนึ่งไม่ว่าความเป็นมาในครอบครัวเค้าและเราจะเป็นอย่างไรมาก่อน ความเคารพรักและการให้เกียรติ ต้องแสดงออกให้ทุกคนเห็นอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา

แม้นี่จะไม่ใช่ Happy ending ภาคต่อ แต่ชีวิตก็งี้แหละ ยังคงมีอีกหลายภาค ก็ต้องค่อยๆเรียนรู้กันไป อย่างอดทนและเข้าใจ เดี๋ยวความสุขก็ตามมาเอง....

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...