Pages

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Life แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Life แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์, สิงหาคม 18, 2555

ไตรมาสสุดท้าย

และแล้วก็ถึงไตรมาสสุดท้าย เห้อออ.....ตื่นเต้นๆๆ!!

3 เดือนสุดท้ายของการอุ้มท้อง หลายคนบอกว่า คุณแม่ต้องพักผ่อนให้มากๆ งีบให้เยอะๆ เพราะร่างกายคุณแม่จะอุ้ยอ้าย และอ่อนเพลียมาก จริงยิ่งกว่าจริง น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเกือบ 15 โล ตอนนี้ทำให้เดินเหิน นั่งนอน ลำบากมากๆ จะทำอะไรก็ติดพุงตลอด หนักก็หนัก พุงก็ใหญ่ เหนื่อยก็เหนื่อย น้ำหนักแค่พุงอย่างเดียวก็น่าจะเทียบเท่ากับแบกข้าวสาร 3-4 โลได้แล้วล่ะมั้ง เพราะทั้งน้ำ ทั้งรก ทั้งลูกน้อย ทั้งกล้ามเนื้อมดลูก รวมๆกันอยู่ เวลานอนแล้วจะลุกทีแทบอยากจะหารถเครนมาลาก มันลุกไม่ขึ้นจริงๆนะ ต้องตะแคงข้างก่อนแล้วค่อยๆดันตัวขึ้น พระเจ้า...เกิดมาไม่เคยหนักขนาดนี้มาก่อน!!! ฉั้นเห็นตัวเองแล้วก็อดปลงไม่ได้ เพราะตอนนี้ตัวกลมมาก แขนกลายเป็นขา ส่วนขาก็กลายเป็นขาโต๊ะสนุ้กไปแล้วเรียบร้อย ไม่ใช่แค่น้ำหนักที่เพิ่ม แต่เป็นปริมาณน้ำที่ร่างกายเก็บกักสะสมไว้ด้วย ทำให้ออกอาการทั้งอ้วนและบวม ฉั้นต้องดื่มน้ำเยอะมากเพราะลูกน้อยต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงเยอะๆ และเพื่อหล่อเลี้ยงให้ผิวพรรณชุ่มชื่นอีกต่างหาก เวลาร่างกายขาดน้ำทีไรบางช่วงที่อากาศเย็นๆ ผิวฉั้นแห้งแตก จนเป็นผื่นเต็มขาไปหมด แถมผื่นแห้งตกเสก็ดก็ทิ้งร่องรอยแผลเป็น แล้วฮอร์โมนก็ทำให้ร่องรอยแผลเป็นมีสีคล้ำขึ้นอีก ทำให้รู้สึกว่าตอนนี้ฉั้นมีแผลเป็นจากสิวเต็มหน้า และแผลเป็นจากรอยผื่นเต็มขา แถมผิวบางช่วงที่แตกลาย เพราะครืมบางตัวที่ใช้ก็เอาไม่อยู่ โชคดีที่พุงไม่ลาย แต่กลับกลมมน เต่งตึง สวยงาม ค่อยยังชั่ว!! ฉั้นปวดหลังเพราะต้องแอ่นตัวถ่วงน้ำหนักเอาไว้ตลอดเวลา ปวดขาเพราะน้ำหนักที่แบกรับเอาไว้ทำให้น่ังนานไม่ค่อยจะได้ บางวันเท้าและข้อเท้าบวมตุ่ยจนรองเท้าเบอร์เดิมที่เคยใส่แทบจะยัดไม่เข้า ยิ่งถ้าเดินมากๆกลางคืนอาจจะปวดขาจนนอนไม่หลับทีเดียวเชียว ไม่ว่ายน้ำก็ต้องนอนพาดขาสูงๆเข้าไว้จะช่วยได้ระดับนึง อาการปวดข้อมือข้างซ้ายก็ใช่ย่อยโดยเฉพาะตอนกลางคืน หมอสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากแรงกดทับที่เส้นประสาทบางเส้นที่ทำให้ปวดมาตั้งแต่เริ่มเข้าสู่เดือนที่ 6 เห็นจะได้ กลางวันก็ง่วงเหงาหาวนอนจนต้องหาเวลางีบหลับเป็นประจำ แม้จะมีอาการมากมายหลายอย่างที่บางครั้งเล่นเอาซะจิตตก หดหู่ แต่ก็ได้กำลังใจจากแฟบนี่ล่ะ เป็นแรงสำคัญ คอยบอกว่าฉั้นสวยบ้าง บอกว่ามีความสุขบ้าง บอกว่าภูมิใจบ้าง แฟบไม่เคยทิ้งให้ฉั้นหดหู่อย่างเดียวดายเลย ไม่เคยปล่อยให้ฉั้นไปหาหมอคนเดียว ไม่เคยปล่อยให้ฉั้นเศร้าซึมนาน แค่เห็นฉั้นซึมๆก็คอยถามไถ่และให้กำลังใจตลอด แม้เค้าจะเหนื่อยจากงานแค่ไหนแต่ก็ไม่เคยแสดงอาการหงุดหงิดใส่ฉั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว เห็นอย่างงี้แล้วฉั้นได้แต่บอกตัวเองว่า เหนื่อยแค่ไหนก็จะสู้!! >..<' แถมทุกครั้งที่ไปหาหมอ แล้วได้ยินหมอบอกว่า ทุกอย่างโอเค เพอร์เฟ็ค อาการต่างๆจะหายไปหลังคลอด ส่วนหัวใจลูกน้อยเต้นก็เป็นจังหวะแข็งแรง แขนขาขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวตลอดเวลา แถมน้ำหนักก็ขึ้นตามเกณฑ์ปกติ ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง แข็งแรงทั้งแม่ทั้งลูก แค่นี้ก็ทำให้ยิ้มได้ และใจชื้นกันทั้งพ่อทั้งแม่ 

ฉั้นเฝ้าลูบพุงตัวเองอยู่ทุกวันอย่างมีความสุข จนเข้าเดือนที่ 8 ลูกเริ่มเคลื่อนไหวแรงมาก ทั้งเตะ ทั้งต่อย ทั้งยืดเหยียด ทั้งม้วนตัว เช้าบางเช้าตื่นเพราะโดนปลุกจากแรงดิ้นก็มี แต่ตื่นขึ้น สิ่งแรกที่ทำก็คือลูบไล้พุงตัวเองเพื่อเล่นกับเค้าและเพื่อเช็คว่าตอนนี้เค้ากำลังนอนอยู่ด้านไหน ซ้ายหรือขวา เพราะส่วนที่นูนกว่าส่วนอื่นทำให้รู้ได้แล้วว่า เป็นหลังหรือก้น และส่วนที่ดุ๊กดิ๊กไปมาอีกด้านก็ต้องเป็นเท้า และดุ๊กดิ๊กเบาๆอยู่ด้านล่างหน่อยก็คือมือน้อยๆ ตอนนี้เค้ามีสัมผัสการรับรู้และได้ยินแล้ว จึงตอบสนองฉั้นได้ บางวันก็ให้พ่อเค้าชวนคุย แฟบคุยกับลูกผ่านพุงฉั้น รอซักพักเค้าก็จะขยับตัวเคลื่อนไหวไปมาตอบรับ เรามีความสุขและตื่นเต้นกันมากทุกครั้งที่เห็นพุงเคลื่อนไหวราวกับคลื่นใต้น้ำ น้ำหนักลูกเพิ่มอย่างรวดเร็วมากช่วงนี้ ฉั้นต้องเข้าห้องน้ำถ่ายเบาบ่อยขึ้น เพราะเค้าเริ่มยืดเหยียดและดันพุงส่วนล่างจนบีบกระเพาะปัสสวะฉั้นไปด้วย ช่วงนี้ฉั้นตื่นแต่เช้าทุกวันเพราะแรงเคลื่อนไหวของเค้าในช่วงเช้าๆทำให้รู้สึกตัวตื่น แต่บ่อยครั้งที่ตื่นกลางดึกเพราะมือและแขนชา หรือไม่ก็ปวดข้อมือ ไม่ก็ปวดฉี่ ไม่ก็อยากรู้ว่าท่านอนของเราทำให้ลูกอึดอัดรึป่าว เค้าจะดิ้นแรงมากอีกทีช่วงก่อนเที่ยงและช่วงเย็น หมอบอกว่ายิ่งลูกดิ้นแรงและบ่อยยิ่งดี ฉั้นเองก็ว่างั้นเพราะนอกจากมันทำให้ฉั้นมีความสุขมากมายแล้วมันยังบ่งบอกว่าเค้าแข็งแรงและแอ็กทีฟดีอีกด้วย 

ไตรมาสนี้เป็นไตรมาสที่ทุกอย่าง 'จริง' มากขึ้น ไม่ใช่แค่ความสุขอย่างที่บอก แต่เป็นเพราะมีความตื่นเต้น ความประหม่า ความกลัว และกังวล ปนอยู่ด้วย และแทนที่ฉั้นนจะพักผ่อนมากๆ แต่กลับตรงกันข้าม ไตรมาสนี้กลับเป็นช่วงเวลาที่ต้องทำงานหนักที่สุด เพราะเรายังต้องเตรียมความพร้อมอีกหลายอย่าง  เราเตรียมห้องนอน เตียงนอน โต๊ะสำหรับเปลี่ยนผ้าอ้อม ตู้เก็บข้าวของเครื่องใช้ ตกแต่งให้ดูน่ารัก สะอาดสะอ้าน ฉั้นเตรียมทำความสะอาดและจัดระเบียบ ซักรีดเสื้อผ้า ผ้าห่ม ผ้าอ้อม ผ้าขนหนู แกะกล่องข้าวของเครื่องใช้ต่างๆแล้วเริ่มศึกษาว่ามันใช้ยังไง เช่น เครื่องปั้มนม เครื่องทำความสะอาดขวดนม เก้าอี้นั่งเล่นลูก ฯลฯ ยังมีอ่างอาบน้ำและเครื่องใช้เล็กๆน้อยๆที่เป็นรายละเอียดที่ยังขาดอยู่ และต้องไปเดินหาซื้ออีกหลายอย่าง ที่ขาดไม่ได้คือ ฉั้นต้องเตรียมแพ็คกระเป๋าสำหรับไปโรงพยาบาลในวันคลอดเอาไว้ด้วย ซึ่งต้องเตรียมทั้งของเราและของลูก เพราะไม่รู้ว่าเค้าจะพร้อมเมื่อไร จะเกิดขึ้นวันไหน อาจเป็นเมื่อไรก็ได้เมื่อย่างเข้าสู้เดือนที่ 9 ตอนนี้ฉั้นเตรียมใจเรื่องความเจ็บเอาไว้แล้ว แม้จะยังกลัวอยู่ แต่แฟบก็คอยให้กำลังใจฉั้นอยู่ตลอด 

เมื่อมัน 'จริง' ขึ้นเรื่อยๆอย่างนี้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ฉั้นลืมไม่ได้เลยก็คือ การเตรียมพร้อมให้ตัวเองในการเป็นแม่ ฉั้นไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนจึงนึกไม่ออกว่าจะเลี้ยงลูกแบบไหน เท่าที่ทำได้คือ จินตนาการว่า ลูกจะอยากมีแม่แบบไหน แล้วฉั้นควรจะเป็นแม่แบบไหนให้ลูก และที่สำคัญฉั้นอยากให้ลูกฉั้นเป็นคนแบบไหนเมื่อเค้าเติบโตขึ้น ฉั้นเริ่มจากการนึกถึงตัวเอง นึกถึงอดีตของตัวเอง ทบทวนว่าเราเติบโตมาจากครอบครัวแบบไหน ถูกเลี้ยงดูมาแบบไหน สิ่งไหนที่เราชอบ สิ่งไหนที่เราไม่ชอบ สิ่งไหนที่เกิดขึ้นแล้วเปลี่ยนฉั้นจากคนที่ควรเป็นและอยากเป็นในอดีต ฉั้นนั่งคิดและทบทวนทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทำความเข้าใจ พยาม Complete กับอดีตของตัวเอง ฉั้นเชื่อว่าคนเราเกิดและเติบโตมากับครอบครัวที่เลี้ยงดูในรูปแบบที่แตกต่างกันไป และการถูกอบรมเลี้ยงดูมีผลกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันของเราทุกคน อาจมีบางความรู้สึกที่ถูกเก็บซ่อนอยู่ภายในใจตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาจมีบางอย่างที่ครอบงำความคิดและความเชื่อของเราและทำให้เราดำเนินชีวิตในแบบที่เราอาจไม่ได้ต้องการ อาจมีบางเหตุการณ์ที่ต้องย้อนนึกถึงและทำความเข้าใจเพราะมันอาจเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนความเป็นตัวตนและบุคลิกของเรา ฉั้นนั่งคิดและทบทวนคำสั่งสอนและการเลี้ยงดูของพ่อแม่อีกครั้งและมองเห็นหลายอย่างที่เราทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ใช้เวลาซักพักใหญ่ๆกว่าจะเข้าใจที่มาที่ไปของความเป็นตัวตนของตัวเอง การทำแบบนี้มันช่วยให้อย่างน้อยฉั้นก็เห็นหลายๆสิ่งในภาพอดีตที่มันอาจไม่สมบูรณ์แบบ ภาพที่มันอาจมีผลต่อสภาพจิตใจฉั้นมาเนิ่นนานทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ภาพทั้งหมดถูกประกอบขึ้นใหม่ให้เป็นภาพที่มองออก และเข้าใจได้ ฉั้นต้องการให้ภาพอดีตของฉั้นเป็นตัวอย่างในการเรียนรู้ ให้รู้ว่าสิ่งไหนที่พ่อแม่ควรและไม่ควรทำ ฉั้นเปลี่ยนแปลงอะไรในอดีตไม่ได้ แต่ฉั้นก็รู้แล้วว่าฉั้นต้องการเป็นแม่แบบไหน เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสได้ทำหน้าที่นี้ ฉั้นจึงอยากจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด มันเป็นความภูมิใจอยู่ลึกๆที่ไม่ใช่แค่ภูมิใจที่ได้รู้ว่าเราเป็นผู้หญิงเต็มตัว ไม่ใช่แค่ภูมิใจที่มีผู้ชายดีๆคนหนึ่งให้ความไว้วางใจและให้โอกาสฉั้นได้เป็นแม่ของลูกเค้า แต่มันยังอยู่ที่ว่า ฉั้นภูมิใจที่จะได้ทำหน้าที่ดูแล ปกป้อง รับผิดชอบ และอีกหลายอย่างให้กับลูกน้อยที่เกิดจากความรักของเราสองคน การเตรียมความพร้อมจึงไม่ได้อยู่แค่วินาทีนี้ แต่ฉั้นต้องมองไปอีกไกล ล่วงหน้าไปอีกหลายปี จึงต้องเริ่มจากการสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองเป็นอันดับแรก 

ฉั้นมีความเชื่อว่าพ่อแม่ที่สร้างลูกด้วยความรัก ไม่จำเป็นต้องสร้างความเชื่อให้ตัวเองและลูกว่า วันหนึ่งลูกจะต้องกลับมาตอบแทนบุญคุณ เพราะเค้าไม่ได้เป็นคนร้องขอให้เราให้กำเนิดเค้า ทุกอย่างเกิดจากการตัดสินใจของเรา ไม่ว่าจะด้วยความพลาดหรือด้วยความพร้อมก็ตาม หน้าที่ของพ่อแม่ที่ดี คือ สร้างความพร้อมให้กับลูก เพื่อให้เค้าได้มีชีวิตและใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ฉั้นกับแฟบเชื่อในแบบเดียวกันว่าเราจะมีโอกาสทำหน้าที่นี้อย่างเต็มที่ไม่เกิน 25 ปีหรอก เพราะเมื่อเค้าถึงวัยนั้น ลูกก็จะรู้แล้วว่าเค้าอยากมีชีวิตแบบไหน มีความฝัน และทางเดินของตัวเอง และเราก็ต้องเข้าใจและให้โอกาสเค้าได้ดำเนินชีวิตในแบบที่เค้าต้องการ สิ่งที่สำคัญของการเป็นพ่อแม่ คือ การเป็นผู้ให้ เป็นครู เป็นคนคอยสอน คอยชี้แนะ คอยให้คำแนะนำ และเป็นที่พึ่งคอยช่วยเหลือดูแล การเตรียมความพร้อมให้เค้าสามารถใช้ชีวิตในวัยผู้ใหญ่ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องจึงเป็นภาระกิจสำคัญ พ่อแม่จึงไม่ควรทำตัวเป็นภาระของลูก ด้วยการไม่วางแผนให้ตัวเองในยามแก่เฒ่า แล้วยัดเยียดภาระหน้าที่ให้ลูกเป็นผู้ดูแลเรา ด้วยความเชื่อเรื่องการทดแทนคุณ ความเชื่อเกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษ และความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แม้ฟังดูแล้วอาจจะยากเพราะเราไม่รู้อนาคตและอาจขัดกับความเชื่อของคนไทยหลายๆคน แต่ฉั้นว่ามันไม่ยุติธรรมที่เราจะกลายเป็นคนที่เหนี่ยวรั้งชีวิตลูกไว้ จนเค้าต้องละทิ้งความฝัน ละทิ้งชีวิตที่เค้าต้องการ เพื่อคอยดูแลเราจนเราแก่เฒ่าหรือจนกว่าจะตายจากกัน ในขณะเดียวกันพ่อแม่ที่ยังพอมีเรี่ยวแรงก็ไม่ควรละทิ้งภาระหน้าที่ของตัวเองเพียงเพราะคิดว่าลูกๆดูแลตัวเองกันได้แล้ว เพราะความเป็นพ่อ แม่ ลูก มันเป็นสายสัมพันธ์ที่ผูกพันธ์ เชื่อมโยง และยึดเหนี่ยว สำหรับฉั้น เราทั้งคู่ต้องสามารถทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับได้อย่างเท่าเทียมและมีความสุข ความสุขของการเป็นผู้รับและผู้ให้จะไม่ทำให้ใครเห็นแก่ตัว นึกถึงแต่ตัวเอง ไม่ต้องมีความรู้สึกผิดหรือถูกมาเกี่ยวข้องมากเกินไป แต่เราจะนึกถึงกันและกันอย่างอบอุ่นใจอยู่เสมอ นั่นคือ ครอบครัว ในแบบที่ฉั้นคิดว่ามันควรจะเป็น

วันพุธ, พฤษภาคม 16, 2555

เจ้าชายน้อย

และแล้วภาระกิจของการเป็มแม่ในไตรมาสที่ 2 ของฉั้นก็กำลังจะเสร็จสิ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ บอกไม่ได้เลยว่าฉั้นไม่ได้นับวันรออย่างใจจดใจจ่อ เพราะทุกวันที่ผ่านไปไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าจับสังเกตุอาการ คอยวัดรอบเอว คอยช่ังน้ำหนัก คอยเฝ้าลูบไล้ คอยหมั่นทาครีมบำรุง กินวิตามินอย่างไม่ขาด และพยามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มันช่างเป็นงานหนักหนาสาหัสแต่มีความสุข 

ในแต่ละวันฉั้นเฝ้าเช็คดูความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นพุงและหน้าที่แข่งกันกลมขึ้นทุกวันๆ เอวที่หนาขึ้น ไขมันที่พอกพูน อาการบวมตรงนู้นตรงนี้ อาการปวดเมื่อยในบางครั้งบางคราว ตั้งแต่เริ่มตั้งท้องเข้าสู่เดือนที่ 4 อาการแพ้ก็ยังไม่หายไปไหน ยังคงมีอาการคลื่นใส้ วิงเวียน แต่ก็น้อยลงมากจากเดือนที่ 2 และ 3 ฉั้นเริ่มกลับไปออกกำลังกายได้ตามปกติ แต่เปลี่ยนจากการวิ่ง เป็นเดินช้าๆ ไม่ก็ว่ายน้ำบ้าง ครั้งละ 30-40 นาที ซึ่งก็เหนื่อยหอบใช่เล่น ต้องอาศัยนอนงีบยามบ่ายเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว ร่างกายของแม่ที่ต้องหายใจเพื่อคนสองคน และกินเพื่อคนสองคนนี่มันช่างเหนื่อยเอาการ เข้าสู่ไตรมาสที่ 2 นี้ ฉัั้นและแฟบต้องเริ่มเตรียมตัวอะไรหลายอย่างเพื่อลูกแล้ว เพราะต้องรีบเก็บเกี่ยวช่วงเวลาที่ฉั้นยังมีแรงเดินเหินอย่างสบาย เนื่องจากอาการแพ้ก็ค่อยๆทุเลาและท้องก็ยังไม่โย้จนเกินไป เราจึงเริ่มแผนการเตรียมข้าวของเครื่องใช้ให้ลูก เราเสิร์ชหาข้อมูลกันยกใหญ่ว่าเราต้องเตรียมอะไรบ้าง เสร็จสรรพก็สิสต์ออกมาจนยาวเป็นหางว่าว ไม่ว่าจะเสื้อผ้า ขวดนม ที่ปั้มนม เครื่องนอน เครื่องอาบน้ำ ผ้าห่ม ผ้าอ้อม ฯลฯ รวมทั้งเสื้อผ้าและบราสำหรับคนท้องของฉั้นเองอีกด้วย โอ้ว พระเจ้า!!! สร้างคนหนึ่งคนนี่มันยากขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!! 

ใช่ แม้เราจะเตรียมใจมาก่อน แต่ก็อดจะอุทานออกมาไม่ได้ เรารีบวางแผนการเดินทางจากบราซิลไปไมอามี่, สหรัฐอเมริกา อย่างรวดเร็ว เพื่อทำการช้อปปิ้งข้าวของเครื่องใช้ที่เช็คแล้วว่าราคาถูกกว่าที่บราซิลนี่เกือบ 2-3 เท่า วิธีที่คุ้มที่สุดก็คือ การ Redeem ไมล์ที่เราสะสมจากการเดินทางครั้งก่อนๆมาแลกมาเป็นตั๋วเครื่องบินเดินทางไปฟรี แล้วเก็บเงินไว้ช้อปปิ้งให้หนำใจ การนั่งเครื่อง 8 ชั่วโมงกว่าๆ ทำให้คนท้อง 4 เดือนอย่างฉั้นถึงขั้นข้อเท้าบวมฉึ่ง! ขนาดท้องยังเล็กนิดเดียวเองนะ เจ็บก็เจ็บแต่ถึงปุ๊บก็ต้องออกทัวร์ปั๊บ กลับจากการช้อปปิ้งปุ๊บก็ต้องเอาขาพาดข้างฝาอยู่นานกว่าจะหายเจ็บและบวม เรากว๊านซื้อทุกอย่างที่คิดว่าขนไหว ทั้งรถเข็น ทั้งเก้าอี้นั่งเล่น ทั้งที่เปลี่ยนผ้าอ้อม ทั้งเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น อาการหอบแฮ่กๆอย่างคนท้องมีอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ทำให้ย้อท้อเลยแม้แต่น้อย หอบทุกสิ่งทุกอย่างกลับบ้านอย่างทุลักทุกเล 

แม้จะเหนื่อยแทบขาดใจ แต่ก็สบายใจไปหนึ่งเปราะ อย่างน้อยลูกก็มีเสื้อผ้าใส่ ^^ ไม่นานนับจากนั้นฉั้นก็อุ้มท้องเข้าสู่เดือนที่ 5 อาการแพ้แบบคลื่นเหียน วิงเวียน ทุเลาไปมากจนเกือบจะหมด แต่อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องขึ้น กลับเข้ามาแทนที่ เค้าว่าเพราะเนื้อที่ของกระเพาะอาหารมันทุกเบียดให้เล็กลง และลำใส้ก็หดตัว ทำให้อาหารใช้เวลานานในการย่อยกลายเป็นแก็ซแทนที่ เรียกได้ว่าเจ้าแก๊ซนี่แหละทำพิษทั้งกลางวันกลางคืนเลยทีเดียว บางวันก็เล่นถึงขั้นปวดท้องซะนอนลำบาก ได้ยินว่าบางคนอาจท้องผูกด้วย แถมบางคืนบางวันก็มีอาการตะคริวกิน หมอแนะนำให้ดื่มน้ำเยอะๆแก้อาการแก๊ซและท้องผูก ก่อนออกกำลังกายก็ให้ยืดเส้นยืดสายนานหน่อย และกินกล้วยหอมเป็นประจำแก้อาการตะคริว ซึ่งฉั้นก็ทำตามทู้กคำแนะนำ อาการเป็นตะคริวนี่ดีขึ้นมาก แต่อาการแก๊ซในท้องยังแค่ทุเลาลง ต้องอาศัยกินช้าๆเคี้ยวให้ละเอียด ไม่กินของย่อยยาก แม้แต่อาหารเผ็ดและอาหารกลิ่นฉุน ก็ต้องเพลาๆลง

เข้าสู่เดือนที่ 6 ไม่เป็นตะคริวแล้ว แต่กลับปวดหลังและก้นกบแทน อืมม -_-' ฉั้นเริ่มรู้สึกได้ถึงน้ำหนักตัวของลูกในช่วงเดือนนี้ ความหนักแบบหน่วงๆทำให้ฉั้นเริ่มรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเวลานอนหงาย แถมต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายเบาบ่อยขึ้น เพราะกระเพาะปัสวะก็ถูกเบียดบังเนื้อที่ไปด้วยเช่นกัน ทำให้บางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ บางวันเลยต้องอาศัยการออกกำลังกายให้ได้รู้สึกเพลียๆ พอเพลียก็นอนหลับสนิทแต่พอหลับสนิทก็แถมกรนอีกต่างหาก เฮ้ออ!! และแล้วสัปดาห์ที่ 20 ก็เป็นสัปดาห์ที่ตื่นเต้นที่สุดของฉั้น เพราะสัมผัสแรกของแรงถีบของลูกทำให้ฉั้นตื่นเต้นมาก กล้ามเนื้อพุงบางส่วนถูกกระทุ้งเบาๆจากภายใน ย้ำอยู่ที่เดิม 2-3 ครั้ง ในช่วงบ่ายๆของวัน ฉั้นไม่แน่ใจนักในครั้งแรก เลยเริ่มสังเกตุในวันต่อๆมา พบว่าส่วนไหนที่ถูกกระทุ้งเบาๆ ก็จะซ้ำอยู่ที่เดิมซักพัก จนฉั้นมั่นใจว่า ใช่แล้วล่ะ!! เค้าทักทายฉั้นแล้ว!!! ^^ ฉั้นลืมความลำบากกายทุกสิ่งทุกอย่างอย่างสนิท เฝ้ารอแต่สัมผัสนี้ตลอดเวลา ทุกครั้งที่เค้าขยับตัว ฉั้นจะรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหว มันอดยิ้มไม่ได้จริงๆนะ เหมือนได้ความมั่นใจว่า อย่างน้อยท้องที่อูมเหมือนแบกลูกแตงโมครึ่งลูกไว้ตลอดเวลานั่น มันไม่ใช่แค่ลูกแตงโมอีกต่อไป!! ฉั้นเฝ้ารอจังหวะดีๆเพื่ออยากให้พ่อเค้าได้สัมผัสบ้าง แต่เค้าคงยังเล็กเกินไปเวลาแฟบนาบมือหนาๆหนักๆที่พุงของฉั้นทีไร ดูเหมือนเค้าก็จะเงียบไปทันที เรารอจนอีกสัปดาห์ถัดมา สัปดาห์ที่ 21 ดูเหมือนว่า แขนขาเค้าจะเริ่มแข็งแรงขึ้นแล้ว เค้าทักทายพ่อเค้าได้เป็นครั้งแรก และฉั้นเองก็รู้สึกถึงแรงการเคลื่อนไหวบางอย่างอยู่ภายในชัดเจนขึ้น มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ทดแทนอาการทรมานทุกอย่างที่ผ่านมาได้จริงๆ เค้าเคลื่อนไหวของเค้าทุกวัน โดยเฉพาะเวลา(ฉั้น)หิว เวลา(ฉั้น)กิน เวลาที่เปิดเพลงแด๊นซ์ดังๆ และช่วงเวลาเย็นๆตอนพ่อเค้ากลับจากทำงานไปจนถึงเราเข้านอน แต่บางทีก็นอนไม่หลับเพราะรู้สึกว่าเค้าจะดิ้นไม่หยุด ฉั้นไม่รู้ว่าเพราะอะไร และไม่รู้ว่าจะต้องทำไง เลยลองลุกขึ้นมาดื่มนมหนึ่งแก้วแล้วนอนต่อ ปรากฏว่าซักพักก็ผลอยหลับไป เลยสันนิษฐานเอาว่าเค้าคงหิว(อีกแล้ว!) พอดื่มนมก็เป็นอันว่าท้องอิ่ม เราทั้งคู่ก็หลับสบาย!

ความตื่นเต้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่เรา เพราะดูเหมือนปู่กับย่า ป้าและลุงก็จะตื่นเต้นไปด้วย ของขวัญชิ้นแรกที่ได้จากป้าตั้งแต่ยังไม่รู้เพศ ก็คือ เสื้อตัวน้อยๆ และตุ๊กตาลูกเป็ดน้อยน่ารักสีเหลืองสดใส หลังจากนั้นไม่นาน ก็เป็นเสื้อทีมฟุตบอลตัวน้อยๆจากเลขาฯแฟบ แล้วก็มีเสื้อและผ้าขนหนูจากปู่และย่า ตามมาด้วยถุงเท้า เสื้อผ้า จากลุง และอื่นๆอีกมากมายตามมาไม่ขาดสาย ฉั้นเป็นคนไทยที่ได้ยินว่าไม่ควรเตรียมข้าวของให้ลูกก่อนเค้าเกิด มาอยู่ที่นี่ ลืมไปได้เลยเคล็ดแบบนั้น เพราะคนที่นี่ทั้งให้ของขวัญในการแสดงความยินดี และก็ต้องเตรียมข้าวของกันแต่เนิ่นๆ ดังนั้นเมื่อเราซื้อข้าวของที่จำเป็นชิ้นเล็กๆรอไว้แล้ว ขั้นต่อไปก็คือต้องเตรียมห้องนอนให้เค้า ซึ่งที่นี่ต้องไปเดินหาร้านที่ถูกใจแล้วสั่งทำเอา ทั้งเตียง ทั้งโต๊ะ และเก้าอี้สำหรับตกแต่งห้อง Nursery สั่งแล้วก็รอไปอีกเกือบ 2 เดือนกว่าจะได้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเตรียมตัวแต่เนิ่นๆจึงดีกว่ามาก เพราะไม่งั้นอาจจะเกิดอาการรนรานซะมากกว่า

อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะครบ 6 เดือน และมุ่งหน้าเข้าสู่ไตรมาสสุดท้าย ฉั้นหิวและโหยทั้งวี่ทั้งวัน น้ำหนักก็เพิ่มเอาเพิ่มเอา และยังไม่รู้จะมีอาการอะไรอีกบ้าง แต่ที่แน่ๆท้องที่โตขึ้นโตขึ้นทุกวันก็ทำให้ฉั้นมั่นใจว่าเค้าแข็งแรงดีและกำลังเติบโต

อีกไม่นานเราก็จะได้เห็นหน้ากันแล้ว เรานั่งจินตนาการกันทุกวันว่าเค้าจะหน้าเหมือนใคร จะเหมือนพ่อมากกว่าหรือเหมือนแม่มากกว่าน้าาาาา เจ้าชายน้อยของเรา!! :)


        

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 15, 2555

My little baby

I saw that little beautiful round head, little moving legs and arms, brain and back bone, .... including a little something right there! :)
You are still very tiny in me!!
I'm curious who you gonna look like and boy or girl you gonna be.
But you are so beautiful and amazing for me.
You are a big part of my life suchlike your daddy.
I promise you I will always love you with all my heart, my life, my soul.... now and then and forever, my lovely baby. :)

วันศุกร์, มีนาคม 02, 2555

ขอเรียกว่า สิ่งมหัศจรรย์

ฉั้นนึกอยู่ตั้งนาน ว่าจะบรรยายความรู้สึกของการจะเป็น 'แม่' ว่ายังไงดี เพราะมันช่างเป็นความรู้สึกที่ตื้นตันใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เมื่อก่อนก็ไม่เคยคิดเรื่องมีลูกเลยซักนิดเพราะมันช่างเป็นเรื่องที่ไกลตัว เป็นสิ่งที่ต้องเกิดจากความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ วัยวุฒิ และคุณวุฒิของคนสองคนเท่านั้นจริงๆ จนหลังจากแต่งงานและย้ายมาอยู่ที่บราซิล ความเป็นอยู่แบบครอบครัวมันกลายเป็นความรู้สึกผูกพันธ์ที่หนักแน่นขึ้นมาก เสมือนเรามีกันอยู่แค่สองคนบนโลกใบนี้ก็ไม่ปาน ผ่านทั้งความเหนื่อย ความลำบาก ความเหงา ความสุข และความทุกข์มาด้วยกัน จนถึงจุดที่ไม่อยากอยู่กันแค่สองคนอีกต่อไป ทำให้ความคิดเรื่องการมีเจ้าตัวเล็กนี้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ความพร้อมและเวลาอันสมควรทำให้เราต้องเร่ิมวางแผน

เริ่มจากการทิ้งทวนความสุขสบายส่วนตัวด้วยการพากันไปเที่ยวฮันนีมูน และหลังจากนั้นก็เริ่มปฏิบัติการเพื่อหาฤกษ์งามยามดี กว่าสี่เดือนที่เราพยามไปกับการหาฤกษ์งามยามดีที่ว่า แต่ก็ยังไม่เห็นมีวี่แวว เรารออย่างใจจดใจจ่อ จนเริ่มท้อและเครียดเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่ามันจะยากเย็นนัก และคิดไปว่าเราอาจมีปัญหาเรื่องสุขภาพหรือไม่ก็อายุ (ตอนแรกนึกว่าเราจะเหมือนวัยรุ่นที่เปิดปุ๊บติดปั๊บอ่ะ คิดไปได้เน๊อะ!) จนกระทั้งเข้าสู่เดือนที่ห้า เราเริ่มปลงและคิดซะว่าถ้าเค้าจะมาเค้าก็คงมาเอง และเราก็เริ่มผ่อนคลายลงแบบอารมณ์ปลงๆ!! และแล้วเมื่อเราผ่อนคลายปุ๊บก็พบว่า แท๊น แท๊น แท้น แถ่น เดือนที่ห้านั้นเอง ที่ประจำเดือนฉั้นไม่มา และตรวจสอบการตั้งครรภ์ก็พบว่าขึ้น 2 ขีดที่หมายความว่าฉั้นตั้งครรภ์!! เรายังคงเช็คแล้วเช็คอีกว่า ใช่หรือไม่ จริงหรือหลอก ชัวร์หรือมั่วนิ่ม เพื่อให้แน่ใจว่าเค้ามาแล้วจริงๆรึป่าว เราต้องหาหมอเพื่อคอนเฟริ์ม แต่หาหมอที่ไหน ฉั้นไม่รู้จักบราซิลเลย ประสบการณ์ก็ไม่มี เราไม่รู้เลยว่าเค้าต้องหาหมอกันที่ไหน หมอที่ไหนถึงจะดี เราได้คำแนะนำจากพี่สาวแฟบ(ซึ่งมีประสบการณ์คุณแม่ลูกสอง)มาหนึ่งคน เป็นคุณหมอผู้หญิง พูดภาษาอังกฤษได้ ตรงไปตรงมาและอัธยาศัยดี เป็นคลีนิคเฉพาะทาง (ที่นี่เค้าไปหาหมอกันตามคลีนิคเฉพาะทางแบบนี้แหละ ถึงเวลาคลอดค่อยไปทำคลอดที่โรงพยาบาล กับคุณหมอคนเดียวกัน) เราได้พบหมอครั้งแรกเพื่อฟังคำยืนยันว่ามันเป็นเรื่องจริง แล้วความสุขก็ปริออกทางแก้มและพุงของเราสองคน ดูเหมือนรอยยิ้มจะควบคุมไม่อยู่กันเลยทีเดียว!!

จริงๆแล้ว ฉั้นนึกขอบคุณที่ฤกษ์งามยามดีไม่มาตั้งแต่เดือนแรกๆเพราะเราคงตกใจน่าดูเหมือนกัน อย่างน้อยการรอคอยก็ทำให้เราได้มีเวลาตั้งสติและตั้งตัวเตรียมพร้อมอยู่ซักพัก การรอคอยและผิดหวังทำให้เรารู้ว่า เค้ามีความสำคัญกับเราขนาดไหนและเราต้องการเค้ามากแค่ไหนด้วย 

เราจึงเรียกเค้าว่า สิ่งมหัศจรรย์ เพราะเค้าปรากฏตัวขึ้นในร่างกายของฉั้นตั้งแต่เรายังไม่สามารถมองเห็นเค้าได้ด้วยตาเปล่า ได้เห็นเค้าครั้งแรกผ่านเครื่องอัลตราซาวนด์ เค้าก็มีขนาดแค่เมล็ดงาเท่านั้นเอง ฉั้นยังไม่มีความรู้สึกหรืออาการอะไรใดๆนอกจากเหนื่อยอ่อนมากกว่าปกติในช่วงเดือนแรก พุงก็ไม่โต เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนไม่แน่ใจว่ามันคือเรื่องจริงหรือหลอก แม้ร่างกายภายนอกจะไม่บ่งบอก แต่อาการบางอย่างก็เข้าสู่ไฟท์บังคับเมื่อก้าวเข้าสู่เดือนที่สอง ความสุขปนกับความทรมานเริ่มเกิด เมื่อฮอร์โมนบางอย่างในร่างกาย(hCG)เริ่มก่อตัวเพ่ิมขึ้นเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเสริมสร้างให้สิ่งมหัศจรรย์สิ่งนั้นเริ่มเติบโตเปลี่ยนรูปร่าง จากเมล็ดงา กลายเป็นผลมะกอก ร่างกายต้องสร้างรก สร้างสายสะดือ เพื่อส่งต่ออาหารจากร่างกายฉั้น ไปสู่ร่างกายเค้า ในขณะที่เค้าก็ต้องเริ่มสร้างเซลล์ระบบประสาทสมองและไขสันหลัง และอวัยวะต่างๆให้ตัวเค้าเอง โดยต้องอาศัยสารอาหารทั้งโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ เหล็ก คาร์โบไฮเดรต ฯลฯ จากอาหารที่ฉั้นต้องบริโภคเข้าไป แต่ฉั้นกลับเริ่มกินอะไรไม่ได้เลยซะนี่ แค่เปิดตู้เย็นก็เหม็นอาหารจนอยากจะอ๊วก ตื่นมาก็หน้ามืดตาลาย วิงเวียน ต้องกลับไปนอนต่อซักพัก หัวใจต้องผลิตเลือดในปริมาณมากขึ้นจึงทำให้ฉั้นเหนื่อยมาก ออกกำลังกายก็ไม่ไหว หายใจก็ไม่ค่อยออกเหมือนออกซิเจนไม่พอ เลยอยากแต่จะนอนมันทั้งวี่ทั้งวัน กาแฟก็กินไม่ได้ ขม! อาหารก็ทำไม่ได้ เหม็น! (แม้แต่กลิ่นอาหารที่ลอยมาจากคอนโดห้องข้างๆยังเหม็นแทบจะทนไม่ไหว) กินได้แต่ผลไม้ เวลาหิวทีก็หิวจนจะเป็นลม ถึงเวลานอนก็นอนไม่ได้เพราะพะอืดพะอม ฉี่ก็บ่อยแถมหน้าอกก็เจ็บระบมไปหมด ฮอร์โมนอะไรเนี่ย...ทำพิษได้ขนาดนี้ ช่วงนี้หมอจะให้ฉั้นกินโฟเลทเสริมด้วย เพื่อช่วยเรื่องการสร้างเซลล์ต่างๆของลูก และเพื่อป้องกันโรค ป้องกันความผิดปกติ หรือความพิการของระบบประสาทสมองและไขสันหลัง จากเดือนแรกที่ว่าไม่มีอาการอะไรให้เห็นจนสงสัยว่า นี่ตรูท้องจริงหรือ?? แต่มาเดือนนี้ ทรมานจนน้ำตาเล็ด จนอยากบอกกับตัวเองว่า นี่ตรูเปลี่ยนใจทันมั้ย ฮือ ฮือ ฮือ!!  T_T

เข้าสู่เดือนที่สาม อาการเริ่มทุเลาลงทีละนิดๆในแต่ละสัปดาห์ เค้าว่าเพราะฮอร์โมนที่ว่ามันเริ่มลดปริมาณลง รกและสายสะดือ รวมทั้งอวัยวะต่างๆของลูกก็ถูกสร้างเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ผ่านความทรมานช่วงสามเดือนแรกนี้ไปได้ก็เหลือเพียงรอลุ้นกับภาวะการเจริญเติบโตของเค้าเท่านั้น ซึ่งจะไม่ทรมาน(แต่คงจะอึดอัดกับพุงโตๆนั่นน่าดู!!) ฉั้นเริ่มกลับมากินอาหารได้ แม้จะยังไม่อยากอาหารอะไรเป็นพิเศษ กลับมาเข้าครัวอีกครั้ง ที่สำคัญเริ่มกระแด่ะน้อยลง เพราะเหม็นนู้นเหม็นนี่น้อยลง หรืออาการเห็นไอ้นู้นก็กินไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่อยากกินได้กลิ่นแล้วจะอ๊วกนั้นก็น้อยลงไปด้วย ฉั้นเริ่มได้สัมผัสกับความสุขของการเป็นแม่เพิ่มขึ้นทีละนิด เพราะต้องเริ่มหาอะไรให้เค้ากินนับตั้งแต่บัดนี้ บางครั้งหิวจนทนไม่ไหว แต่กินยังไงก็ไม่รู้สึกอิ่มแต่ออกอาการแน่นและอยากจะอ๊วกแทน เพราะกินได้ทีละน้อยๆ กินไปแล้วซักพักก็เลยหิวอีกละ เป็นอย่างงี้ทั้งวัน หมอจึงแนะนำให้กินเป็นมื้อเล็กๆ วันละ 5-6 มื้อแทน แต่นั่นหมายถึงฉั้นก็ต้องฝืนกินให้บ่อยขึ้นทั้งที่ไม่อยากอาหารเลย กินจนเหนื่อยเลยว่างั้น(แถมไม่รู้สึกอร่อยอีกต่างหาก) ฉั้นเฝ้าลูบไล้และพยุงพุงน้อยๆของตัวเองตลอดเวลาเพราะรู้ว่าข้างในมีส่ิงมหัศจรรย์ที่กำลังรอการเจริญเติบโตซ่อนอยู่ เริ่มพาเค้าไปเดินเล่นออกกำลังกายวันละหน่อย เพื่ออย่างน้อยให้ได้สูดอากาศที่สดชื่น พยามกินอาหารดีๆ มีประโยชน์เท่าที่จะกินได้ เพราะอยากให้เค้าแข็งแรง อยากเห็นเค้าบ่อยขึ้นแม้จะเป็นการมองผ่านเครื่องอัลตร้าซาวนด์ ทุกครั้งที่หมอนัดก็จะดีใจทุกที อารมณ์อ่อนไหวแบบน้ำตาไหลพรากเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อโดยเฉพาะเวลาดูหนังครอบครัวซึ้งๆ ไม่รู้เป็นอะไร

หมอบอกว่าช่วงนี้เปลี่ยนไปกินวิตามินรวมแทนโฟเลทได้แล้ว เพราะลูกสร้างอวัยวะเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้วและดูเค้าจะแข็งแรงดี หัวใจก็เต็นถี่เป็นจังหวะใช้ได้ แต่คุณแม่นี่สิ...ดูเหนื่อยอ่อน วิตามินรวมจะช่วยให้คุณแม่กระปรี้กระเปร่าขึ้น จะได้มีเรี่ยวแรงไปออกกำลังกายบ้าง หรือทำอะไรอย่างอื่นบ้าง (ที่ไม่ใช่นอนอืดทั้งวี่ทั้งวัน) ^^'

วันจันทร์, มกราคม 02, 2555

ชีวิตหลังแต่ง....

ฉั้นว่าสาวๆเกือบทุกคนคงเคยแอบมีความฝันถึงการแต่งงานอยู่บ้างนะ พวกภาพงานแต่งงานหรูๆ ชุดเจ้าสาวอู้ฟู่ที่สาวๆหลายคนคิดว่าตัวเองต้องสวยที่สุดในวันนั้นล่ะ ถือช่อบูเก้งามๆ เค้กแต่งงาน แขกเหรื่อ ภาพถ่าย ไม่ก็เข้าโบสถ์ กล่่าวคำสาบาน สวมแหวน แล้วก็จูจุ๊บกัน อะไรประมาณนั้น อ้อ..แล้วก็เจ้าบ่าว(หล่อๆ)ด้วย อย่าลืม! แต่งงานเสร็จ ก็ไปฮันนีมูนดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ จากนั้นก็มีลูกน้อยน่ารักเป็นสักขีพยาน แล้วหนังก็จบแบบ Happy ending! ฉั้นเอง แหม่..ไม่อยากโกหกตัวเองว่าไม่เคย มันก็มีแอบฝันอยู่บ้างเหมือนกัน แค่ไม่ได้จินตนาการอะไรที่เริ่ดหรู ว่างานต้องใหญ่โต ชุดเจ้าสาวต้องสวยเริ่ดที่สุดในชีวิต หรืออะไรที่มันอลังการดาวล้านดวง ของแบบนี้เอาแบบสมฐานะและตามความสะดวกจะดีกว่า งานแต่่งงานฉั้นก็เลยสนุก อบอุ่น น่ารัก และเรียบง่ายสมใจ แหม...แค่มีผู้ชายดีๆซักคนมาขอแต่งงาน พ่อแม่ก็ตื้นตันจนบอกไม่ถูก ส่วนฉั้นก็หัวใจพองโตจนยิ้มแก้วปริแล้วปริอีกอยู่ละ  

แต่ชีวิตหลังแต่งงานนี่สิ ไม่ค่อยมีหนังเรื่องไหน ทำให้เราได้รู้รสชาติของชีวิตหลังแต่งซักเท่าไร คนดูเลยดูแบบไม่ประติดประต่อว่าความเดิมตอนที่แล้วที่ happy ending นั่นอ่ะ มันยังไงต่อ คนก็เลยยังคงจินตการว่าชีวิตหลังแต่งงานมันก็ต้องสวยหรูเหมือนกัน จนกระทั่งเจอของจริงด้วยตัวเองนั่นแหละ ฉั้นเอง...ก็ไม่อยากโกหกอีกแหละ แม้ไม่เคยคิดยอมแพ้ต่ออุปสรรคแต่ก็ไม่เคยได้คิดเผื่อไว้ว่าชีวิตหลังแต่งงานแล้วจะต้องเจออะไรบ้าง ก็เลยฝันอยากให้มันเรียบง่ายและมีความสุขแบบ Happy ending ภาคต่อ...

แต่เอาเข้าจริง พอต้องโยกย้ายจากเมืองไทยมาอยู่ที่บราซิล ชีวิตหลังแต่งของจริงเลยบังเกิด บทบาทการเป็นภรรยา รสชาติมันเป็นอย่างงี้นี่เอง สัมผัสความโดดเดี่ยวเดียวดายของจริง อยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก ที่ที่ไม่สามารถสื่อสารกับใครได้ ที่ที่ไม่มีครอบครัว ไม่มีเพื่อน ไม่มีงาน และที่สำคัญไม่มีเงิน(เดือน)ที่หาได้ด้วยตัวเอง วันๆนั่งเฝ้ารอสามีเลิกงานกลับบ้าน รอเตรียมทำอาหารเย็น ดูแลบ้าน ดูแลเสื้อผ้าที่หลับที่นอน เสาร์อาทิตย์์ก็อยู่บ้าน ทำอาหารกินกันแล้วก็เก็บกวาดเช็ดถูเล็กน้อย (โชคดีที่ไม่ต้องทำงานบ้านเองนะ จ้างเค้าดีกว่า!) ว่างๆก็วางแผนเดินทางท่องเที่ยวกันบ้างค่อยยังชั่วหน่อย แต่...ไม่มีอีกแล้วปาร์ตี้คืนวันศุกร์กับเพื่อนฝูง(เพราะไม่มีเพื่อน!) ลืมไปได้เลย ความสนุกจนไม่ยอมปล่อยไมค์ให้ใครในห้องคาราโอเกะ และอารมณ์ความตื่นเต้นเวลาได้นัดเจอกันร้านเดิม เวลาเดิม แล้วก็ไปต่อที่เดิม ไม่มีอาการใจจดใจจ่อรอรับเงินเดือนในช่วงสิ้นเดือนอีกต่อไป... ช่วงแรกๆของการเริ่มต้นบทบาทใหม่ ตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัว เสมือนจะเตรียมตัวไปทำงานอยู่ทุกวัน แต่กลายเป็นเข้าครัวเตรียมอาหารเช้าให้สามี เสร็จก็เก็บที่หลับที่นอน แล้วก้อ....... ว่าง! เฮ้ย...นี่มันจริงไปรึป่าว ชักจะเริ่มเซ็งๆเหมือนกัน! พอเริ่มว่างมากๆเข้าก็เลยลองหางานทำ เปิดเว็บไซต์ Search หางานในเซาเปาโล, บราซิล ป๊าาาาด.... มีแต่ภาษาโปรตุเกส อ่านไม่ออก พูดก็พูดไม่เป็น แล้วใคร บริษัทไหนเค้าจะรับล่ะเนี่ย เรียนจบด้านภาษาอังกฤษ แต่ดันทำงานด้าน เทเลคอมฯ มาตลอดเกือบสิบปี อืมม...แล้วจะไปต่อยังไงดี! อยู่ไปซักพัก เหงาเน๊อะ เศร้าด้วย แต่ทำไงได้ เมื่อนามสกุลเปลี่ยน สถานภาพเปลี่ยน ทัศนคติก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตามไปด้วย เพราะชีวิตการแต่งงานมันกลายเป็นโลกของคนสองคนไปแล้ว ไม่ใช่แค่ของใครคนใดคนหนึ่ง ที่เราจะสามารถตัดสินใจเองได้ว่า เบื่อละ กลับบ้านไปหาแม่ดีกว่า หรือเหงาเน๊อะ บินกลับเมืองไทยไปหาเพื่อนดีกว่า หรือไม่อดทนละ เพราะวันนี้รู้สึกเศร้า เราไม่สามารถตัดสินใจโดยนึกถึงตัวเองเป็นหลักได้อีกต่อไป

ดังนั้น จากคนที่มีโลกส่วนตัวสูง บัดนี้..... 
อะไรที่เคยเป็น "ของฉั้น" และ "ของเธอ" ก็ต้องกลายเป็น "ของเรา" 
เงินที่เคยเป็น 'เงินฉั้น' และ 'เงินเธอ' ตอนนี้ก็มีแต่ 'เงินเรา'
ชีวิตที่เคยมีแต่ 'ครอบครัวฉั้น' และ 'ครอบครัวเธอ' ก็ต้องมองให้เห็นภาพ 'ครอบครัวเรา'
เมื่อก่อนเคยมี 'เพื่อนฉั้น' กะ 'เพื่อนเธอ' ตอนนี้ก็ 'เพื่อนเรา'
ความเห็นที่เคยเป็นของฉั้น และของเธอ ตอนนี้ก็ 'ความคิดเห็นของเรา'
โลกส่วนตัวของฉั้น และโลกส่วนตัวของเธอ ตอนนี้ก็ 'โลกของเรา'
แม้แต่ สรรพนาม ที่เคยเป็น 'ฉั้น' และ 'เธอ' ก็ต้องพูดให้ติดปากว่า 'เรา' 

จากที่ต่างคนต่างทำงาน ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น สามีทำงาน และภรรยาคอยเป็นกำลังใจ
จากเงินของตัวเอง ที่ใช้เท่าไรก็ใช้ไป บัดนี้ ก็ต้องเห็นใจคนหาเงิน และมองอนาคตไปด้วยกัน มองให้เห็นภาพอนาคตเป็นภาพเดียวกัน
ครอบครัวสามีที่เราไม่เคยใกล้ชิดมาก่อน ก็ต้องไปมาหาสู่ และเริ่มทำความรู้จักและทำความเข้าใจ
และแม้แต่ไม่เคยคิดอยากมีลูก เมื่อแต่งงานแล้ว ความคิดกลับเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ

ตอนนี้ล่ะที่มันเริ่มรู้รสชาติอย่างแท้จริง ฉั้นตระหนักแล้วว่า การแต่งงาน มันไม่ใช่เรื่องของงานเลี้ยงรื่นเริงที่ว่านั่น ไม่ใช่แค่ชุดเจ้าสาวอู้ฟู่ ไม่ใช่แค่ตัดเค้กและโยนช่อบูเก้ ไม่ใช่เรื่องของแขกเหรื่อที่มาเป็นสักขีพยาน ไม่ใช่แค่เสียงหัวเราะและรอยยิ้ม แต่มันคือ "งาน" คือ โลกใหม่ ชีวิตใหม่ บทบาทและหน้าที่รับผิดชอบใหม่ ต้องดูแลชีวิตและทรัพย์สิน สุขภาพ และความรู้สึกของคนที่เราตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ด้วย

โดยเฉพาะเมื่อภาษา วัฒนธรรม และสังคมของเราสองคนแตกต่างกันมาแต่กำเนิด ความโชคดีอยู่ตรงที่ ฉั้นเกิดเป็นคนไทยและเติบโตมากับสังคมและวัฒนธรรมแบบไทยๆ ที่สอนให้เราเป็นคนยิ้มแย้ม อ่อนน้อม เคารพนบนอบ ห่วงใย ใส่ใจ และมีน้ำใจคอยช่วยเหลือคนอื่น สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่มีวัฒนธรรมไทยคอยสอน การใช้ชีวิตคู่ที่นี่คงยากเย็นขึ้นอีกไม่ใช่น้อย เพราะครอบครัวสามี แตกต่างอย่างสิ้นเชิง การได้ถูกบ่มเพาะมาแบบนี้ถือได้ว่าช่วยชีวิตได้มาก เมื่อเราโยกย้ายกลับมาบ้านเกิดของแฟบแล้ว ฉั้นก็ต้องรับภาระหนักในการพยามเรียนรู้ให้เข้าใจถึงที่มาที่ไปในโลกของครอบครัวแบบบราซิลเลี่ยนแท้ๆ ว่าเค้ามีความเป็นมาอย่างไร เติบโตมายังไง ได้รับการดูแลมาแบบไหน สัมพันธภาพกับสมาชิกในครอบครัวเป็นยัังไงมาก่อน เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยรับรู้ชัดเจนจนกระทั่งได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง เมื่อเรียนรู้แล้ว สิ่งสำคัญคือ ทำยังไงเราจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างพื้นที่ส่วนตัวของเรากับครอบครัวของเค้าให้ลงตัวได้ มันจึงไม่ง่ายเลย ที่ช่วงแรกๆทุกคนต่างต้องพยามทำกิจกรรมหลายๆอย่างร่วมกัน โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกอึดอัดบ้าง เพราะก็เรื่องภาษาอีกแหละ ในขณะที่พวกเค้าก็พูดคุยกันไป...เราก็นั่งเหวอ ฟังไม่ออกอยู่คนเดียว และเป็นธรรมดามากที่คนบราซิลเลี่ยนจะขี้เกียจพูดภาษาอังกฤษทั้งที่บางคนก็พูดได้ สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวอาจมีการแสดงออกต่อเราไม่เหมือนกัน บางครั้งก็เดาทางออก แต่กับบางคนก็เดาความหมายลำบาก ไม่ง่ายเลยที่ต้องรับมือกับทุกคนให้ได้อย่างไม่ตื่นตูม แต่เพื่อป้องกันปัญหา In-Law War ที่ได้ยินคำเล่าลือมาต่างๆนานาในซีกโลกฝั่งนี้ (ฟังดูแล้วน่ากลัว) ฉั้นก็ได้แต่พยามทำทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด หรือเรียกว่า เนียนๆไปนั่นแหละ

บางครั้งถึงขั้นถามตัวเองอยู่บ่อยๆว่า
จำเป็นมั้ย ที่ต้องเข้ากับครอบครัวสามีให้ได้ และจะต้องเข้ากันได้ถึงระดับไหน?
จำเป็นมั้ย ที่เราต้องดูแลครอบครัวสามีด้วยตามหน้าที่ของภรรยา? เช่น ต้องไปเดินหาซื้อของขวัญวันเกิด ให้พ่อแม่ พี่น้อง และหลานๆ และต้องร่วมงานวันเกิด ไหนจะงานสังสรรค์ของครอบครัวอีก เช่น วันคริสมาสต์(ทั้งที่เป็นคนพุทธแต่กำเนิด)แต่ก็ต้องไปช่วยกันเดินซื้อหาของขวัญให้แต่ละคนทั้งที่ฉั้นเองก็ไม่ค่อยจะรู้จักมักจี่ ไหนจะวันปีใหม่ วันเกิดเราสองคน(ที่ดันเกิดใกล้กัน) หรือแม้กระทั่งวันเกิดอยากจะกินอีกต่างหาก! จะว่าไปแล้วมันก็น่ารักดีนะ เพียงแต่มันค่อนข้างจะขัดกับความรู้สึกฉั้นอยู่ซักหน่อย เพราะอาจเป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่นี่หรือวัฒนธรรมภายในครอบครัวก็ไม่รู้ ที่พวกเค้าไม่ค่อยสนิทใจในการพูดคุยหรือเปิดเผยเรื่องส่วนตัวให้กันและกันฟัง ต่างคนก็ต่างอยู่ เมื่อต้องมารวมตัวกันมันเลยดูเหมือนทำไปตามมารยาทซะมากกว่า
ยังไม่หมด และไหนเพื่อนเค้า หัวหน้าเค้า หรือเพื่อนร่วมงานของเค้าอีก จำเป็นมั้ยที่เราต้องเข้าไปมีบทบาท?

คำถามเหล่านี้มาถึงตอนนี้ แม้จะไม่เคยฝันหวานกับการแต่งงานว่าต้องโรยด้วยกลีบกุหลาบ ก็ยังอุตส่าห์มีหลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งและอดทน โชคดีที่ภูมิคุ้มกันที่มีในตัวอยู่ในขั้นดีใช้ได้ หลังจากใช้เวลามา 1 ปีเต็ม เราทุกคนก็ต่างรู้จักกันมากขึ้นอีกระดับ และฉั้นก็เรียนรู้และเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตัวเองมากขึ้นด้วย สิ่งสำคัญ มันอยู่ที่ตัวเรานี่แหละ ถามตัวเองบ่อยๆว่าเรายังมีความสุขอยู่มั้ย แล้วก็ปฏิบัติตัวต่อทุกคนแบบที่เราอยากให้เค้าปฏิบัติต่อเรา สื่อสารกับสามีให้เข้าใจถึงขอบเขตและข้อจำกัดของเรา ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง การอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ต้องเห็นใจ เข้าใจ และเป็นกำลังใจให้กันและกัน เค้าปรับบ้างเราปรับบ้าง ผลัดกันไป ต่างต้องเข้าใจว่า เมื่อแต่งงานแล้วชีวิตคู่ของเราต้องมาเป็นอันดับหนึ่งไม่ว่าความเป็นมาในครอบครัวเค้าและเราจะเป็นอย่างไรมาก่อน ความเคารพรักและการให้เกียรติ ต้องแสดงออกให้ทุกคนเห็นอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา

แม้นี่จะไม่ใช่ Happy ending ภาคต่อ แต่ชีวิตก็งี้แหละ ยังคงมีอีกหลายภาค ก็ต้องค่อยๆเรียนรู้กันไป อย่างอดทนและเข้าใจ เดี๋ยวความสุขก็ตามมาเอง....

วันอังคาร, ธันวาคม 27, 2554

ถกเถียงกัน ของขวัญให้ครู

สองสามวันมานี้ได้ถกเถียงกับคนเป็นพ่อแม่บางคนเรื่องการให้ของขวัญคุณครู ว่ามันถือเป็น 'สินบน' หรือ 'สินน้ำใจ' และควรให้หรือไม่ควรให้ บางคนบอกว่ามันเหมือนกับหน้าที่ของพนง.ขายที่ต้องนำของขวัญไปมอบให้ลูกค้าทุกสินปีนั่นแหละ ฉั้นบอกว่ามันไม่เหมือน เพราะลูกค้าให้เงินเดือนเราด้วยการซื้อของของบริษัทเรา บริษัทต้องตอบแทนบ้างไรบ้างเป็นหน้าที่ แต่เค้าบอกว่าการให้ของขวัญคุณครูก็เป็นหน้าที่พ่อแม่ต้องตอบแทนเพราะหวังให้ดูแลลูกเล็กๆของเราให้ดี ถือเป็นวิธีเดียวกันไม่ว่าจะเรียกมันว่าอะไร แต่ฉั้นไม่เห็นด้วยและมองว่า มันเป็นคนละภาระหน้าที่ การเป็นพ่อแม่ควรสามารถพิจารณาได้ว่า ควรให้หรือไม่ควรให้ เพราะฉั้นเชื่อว่า สำหรับพ่อแม่ที่ต้องจ่ายค่าเทอมให้โรงเรียน ก็ต้องหวังอยากให้้คุณครูทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี และคุณครูที่ดีก็ควรทำหน้าที่โดยไม่หวังผลตอบแทน หากครูทำหน้าที่ได้ดีการขอบคุณด้วยของขวัญเล็กๆน้อยๆในวันครูก็ดูเหมาะสม แต่ไม่ใช่การให้เพื่อจ้างวานเป็นพิเศษและให้ในเทศกาลพิเศษและในรูปแบบและปริมาณที่แตกต่างกันไป

ฉั้นไม่ได้เติบโตมากับสังคมแบบที่พ่อแม่ต้องไปจ่ายค่าอานิจสินจ้างอะไรเป็น 'สินบน' เพื่อให้ลูกๆได้รับการดูแลเป็นพิเศษ การถกเถียงกันเรื่องนี้มันเลยกัดกร่อนหัวใจฉั้นมาก เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่า ค่านิยมการให้และรับ 'สินบน' และ 'สินน้ำใจ' นั้น เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ไปแล้วสำหรับพ่อแม่บางคน แถมหลายคนมองว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน จะให้แบบ สินน้ำใจ ตามสมควร ตามกำลัง หรือจะให้แบบ สินบน แล้วบอกว่านั่นคือ สินน้ำใจ ก็ไม่แปลก ซึ่งแบบหลังนี้น่ากลัวเพราะมันทำให้ครูเสียนิสัย ที่สำคัญโรงเรียนที่ดีควรเปิดโอกาสให้ครูแบมือรับสินบนหรือสินน้ำใจหรือไม่ เราจะมั่นใจได้ยังไงว่าคุณครูที่รับสินน้ำใจจากเราและก็รับสินบนจากคนอื่นจะดูแลเด็กๆอย่างเสมอภาค ทุกคนต่างก็จ่ายและจ่าย ให้และให้ จนทุกคนตกอยู่ในสภาพการแข่งขันแบบไม่เต็มใจโดยมี "ลูกๆ" เป็นข้อต่อรองอยู่ในกำมือครู ความกลัวและกังวลว่าลูกจะไม่ได้รับการดูแลจึงต้องหอบหิ้วของขวัญไปกำนัลคุณครูเพื่ออย่างน้อยให้พ่อแม่รู้้สึกโล่งใจขึ้นหนึ่งเปราะ เด็กๆไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยหรอกแต่ต้องเติบโตมาในสังคมที่พ่อแม่นี่แหละสร้างค่านิยมคอร์รัปชั่นขึ้นตั้งแต่ในโรงเรียนที่ส่งลูกหลานไปเรียนแล้วโดยมีครูบาอาจารย์เป็นผู้รู้เห็นเป็นใจ 

ฉั้นไม่ได้เป็นคนใจร้ายใจดำ หรือแล้งน้ำใจอะไร แต่ถ้าเราแยกแยะในเรื่องศิลธรรมและการทำหน้าที่ของตัวเองได้ออก มีกฏระเบียบรองรับชัดเจน คนเข้าใจและเคารพในกฏนั้น ทุกคนจะทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่หวังผลตอบแทนและทุกคนได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม เหมือนในประเทศนิวซีแลนด์ที่ ตำรวจไม่รับเงิน พนักงานสถานทูตไม่รับของขวัญ คนเคารพกฏหมายและกฏระเบียบสังคม ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองตามเงินเดือนที่ตัวเองได้รับ และรับผิดชอบสังคมด้วยการจ่ายภาษีในอัตราเท่ากัน ไม่มีการคอร์รัปชั่นเกลื่อนเมือง แถมยังมีคุณภาพชีวิตที่ดี 

ไม่แปลกใจเลยที่สถิติของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์ปัญหาคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ที่จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ปี 2552 จาก 178 ประเทศ ประเทศไทยจึงรั้งท้าย ตกอยู่อันดับที่ 78 ที่ถือว่าเป็นประเทศที่มีความโปร่งใสน้อยมาก

ประเทศที่มีความโปร่งใสมากที่สุด คือ
1.  เดนมาร์ก นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ เป็นกลุ่มประเทศที่ครองตำแหน่งที่หนึ่งร่วมกัน รวม 9.3 คะแนน 
4.  ฟินแลนด์ และสวีเดน 9.2 คะแนน 
6.  แคนาดา 8.9 
7.  เนเธอร์แลนด์ 8.8 คะแนน 
8.  ออสเตรเลีย และสวิสเซอร์แลนด์ 8.7 คะแนน 
10.  นอร์เวย์ 8.6 คะแนน
................
................
ประเทศไทย คะแนน 3.5 อยู่อันดับที่ 78
ปี 2552 ประเทศไทยอยู่อันดับ 84 คะแนน  3.4

เอ...แล้วอย่างงี้คนไทยมีความสุขกันมากน้อยแค่ไหน ฉั้นอยากรู้จัง?

ปี 2551-2552 สถิติพบกว่าคนไทยมีสุขภาพจิตอยู่ในระดับปกติเหมือนคนทั่วไป (27-34 คะแนน) และยังพบว่ามีคะแนนสุขภาพจิตที่จัดว่าอยู่ในระดับดี (มากกว่า 34 คะแนน) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 27.7 ในปี 2551 เป็นร้อยละ 37.7 ในปี 2552 แสดงว่าคนไทยมีความสามารถในการปรับตัวเป็นเลิศ รับได้กับทุกสถานการณ์ ทั้งเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม โอ้วว....คนไทยชนะเลิศ แต่หากพิจารณาคะแนนสุขภาพจิตของผู้ที่อยู่ในเขตเมืองแม้อยู่ในระดับปกติแต่ลดลงจาก 32.6 คะแนน ในปี 2551 เหลือ 31.7 คะแนน ในปี 2552 ซึ่งอาจเนื่องมาจากปัญหาต่างๆ และสถานการณ์บ้านเมืองที่ตึงเครียด จึงทำให้คะแนนสุขภาพจิตของคนในเขตเมืองลดลงเล็กน้อย นี่คงหมายความว่าแม้คนไทยโดยรวมจะสามารถปรับตัวไปตามสังคมโดยไม่ยึดติดอะไรใดๆได้เก่งแล้ว แต่คนในสังคมเมืองก็ยังตึงเครียดอยู่มากเหมือนกัน (แหล่งข้อมูล: มองไทย...หลังวิกฤตเศรษฐกิจ)

แต่สิ่งที่ไม่น่าดีใจเลยก็คือ คนไทยมีหนี้สินเพิ่มขึ้นเยอะมากด้วย ปี 2552 คนไทยมีหนี้มากขึ้นถึง 60.9% 
เพราะคนไทยมีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่
- ค่าอาหารและเครื่องดื่ม 34.2% (ซึ่งในจำนวนนี้มีค่าเครื่องดื่มที่เป็นแอลกอฮอล์ร้อยละ 1.4) 
- ค่าที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ภายในบ้าน 20.1%
- ใช้เกี่ยวกับการเดินทางและยานพาหนะ 17.7%
- ใช้ส่วนบุคคล/เครื่องนุ่งห่ม/รองเท้า 5.4% 
- ใช้ในการสื่อสาร 3.1%
- ใช้ในการบันเทิง/การจัดงานพิธีและในการศึกษา 2.3%-2.1%
- ค่าเวชภัณฑ์/ค่ารักษาพยาบาล 1.9%
- กิจกรรมทางศาสนา 1.1%
แต่ที่สูงจนอึ้งก็คือ 12.1% - เป็นค่าภาษีของขวัญ เบี้ยประกันภัย ซื้อสลากกินแบ่ง/หวย ดอกเบี้ย และหนี้สินเกิดจากซื้อบ้าน/ที่ดิน

จริงๆฉั้นก็ไม่รู้หรอกว่า ตกลงเราควรตอบแทนคุณครูด้วยอะไรดี รู้แต่ว่าคุณครูที่ดีจริงๆอาจดูแลเด็กๆด้วยใจ บางทีเค้าอาจไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทนก็เป็นได้ แค่พานพุ่มและกราบงามๆตามธรรมเนียม หรือของขวัญเล็กๆน้อยๆก็คงปลาบปลื้มแล้ว อยากให้คนเป็นพ่อแม่สามารถพิจารณาให้ลูกได้ว่าการให้ในลักษณะไหนคือการขอบคุณ และลักษณะไหนคือการจ้างวานเป็นกรณีพิเศษ

สุดท้ายไม่ว่าการตอบแทนและการให้จะเกิดจากใจ การแข่งขัน หรือความกลัวก็ตาม ฉั้นว่าการที่ไม่มีกฏระเบียบกำหนดชัดเจนในการรับและการให้ในลักษณะนี้ มันก็จะต้องขึ้นอยู่กับ วิจารณญาณและสามัญสำนึก แต่ธรรมชาติของคนไทยก็มักทำอะไรเพื่อให้ตัวเองสบายใจเป็นหลักก่อน แถมสิ่งที่แปลกอยู่อีกอย่างก็คือ สิ่งที่คนเกลียดและกลัวมากที่สุด ก็คือไอ้คำว่ากฏระเบียบนี่แหละ ไม่รู้ทำไม!! 

วันอังคาร, ธันวาคม 06, 2554

สุขสันต์วันพ่อ

ฉั้นเกิดและเติบโตมาในครอบครัวเล็กๆ ที่ไม่ได้มีกฏระเบียบอะไรในครอบครัวมากมาย มีพี่น้อง 4 คนที่รักกันเหมือนเพื่อนแท้ พูดคุยกันได้ทุกเรื่อง เติบโตมาด้วยกัน แม้้จะทะเลาะกันบ้างตามประสาเด็ก เวลานึกย้อนกลับไปในช่วงวัยเด็ก จำได้แม่นยำในความเชื่อที่ว่า 'พ่อดุมาก' และ 'แม่ใจดีสุดๆ' ความต่างกันคนละขั้วของเค้าทั้งคู่ทำให้ฉ้ันเห็นเค้าสองคนทะเลาะกันเป็นประจำ ความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับดีกรีสัญชาตญานของการปกป้องลูกของแม่ เพราะแม่เชื่อว่าการสั่งสอนลูกมากๆลูกจะเสียใจหรืออาจกระทบกระเทือนจิตใจลูกๆได้ เพราะพ่อเป็นคนเสียงแข็ง ดุ และเจ้าระเบียบ หลายครั้งฉั้นจึงตกอยู่ท่ามกลางศึกระหว่างเค้าทั้งคู่ โดยไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วใครผิดใครถูก แต่ทุกครั้งหลังเสร็จศึกสงคราม แม่ก็จะมานั่งปรับทุกข์กับฉั้นหรือลูกคนอื่นๆอยู่เสมอ พร่ำบ่นน้อยใจต่างๆนานา ทำให้รู้สึกสงสารแม่จับใจ และเพราะความเป็นเด็ก ทำให้ไม่สามารถแยกแยะถูกผิดได้ จึงตัดสินว่า พ่อใจร้าย เกือบทุกกรณีไป

พ่อเป็นคนเดียวที่ทำหน้าที่หาเงินจุนเจือครอบครัว เห็นพ่อตื่นตั้งแต่เช้าตรู่โดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุก ทำงานทุกวันเกือบไม่เว้นวันหยุด เห็นพ่อทำงานอย่างไม่เคยขาด ลา มาสาย พ่อชอบคุยเรื่องการเมือง เรื่องข่าวสารบ้านเมืองมาก จึงมีพี่สาวคนโตของฉั้นเป็นคู่สนทนาตัวยง ส่วนฉั้นนะเหรอ...เด็กประถมถึงมัธยม(ต้น)จะไปคุยเรื่องพวกนั้นรู้เรื่องได้ยังไงกัน เมื่อคุยไม่เป็นก็เลยไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกับพ่อดี เป็นสาเหตุให้การสื่อสารระหว่างพ่อกับฉั้นน้อยลงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม่ฉั้นเป็นแม่บ้าน อยู่บ้านเลี้ยงลูก จึงมีเวลาให้ฉั้นเต็มๆ ซึ่งก็ได้เปรียบพ่อไปหลายขุม การมีแม่ที่เป็นผูู้ฟังที่ดี รับฟังเราได้ทุกเรื่อง เป็นที่ปรึกษาและพูดคุยที่ดีที่สุดในโลก การได้นอนหนุนตักหนาๆนุ่มๆของแม่และพูดคุยกับแม่จึงเป็นเวลาที่อบอุ่นเหนือสิ่งอื่นใด ต่างจากเวลาที่พ่อกลับจากงาน พ่อมักจะเหนื่อยล้าและอารมณ์ขุ่นเคือง เวลาเห็นบ้านรกพ่อก็บ่น บางวันไม่มีอาหารเย็นเตรียมไว้พ่อก็โมโห และเริ่มศึกกับแม่ทุกทีไป จึงเป็นหน้าที่ของฉั้นโดยไม่รู้ตัว ที่ต้องเหยียบหลัง นวดไหล่ ด้วยสองมือสองเท้าเล็กๆ เพื่อผ่อนคลายความเหนื่อย เมื่อยล้าให้พ่อ บางวันก็นั่งขัดรองเท้าให้พ่อจนเงาวับ แม้จะแอบเบื่อหน่ายอยู่เล็กๆ แต่มานั่งนึกตอนนี้ ...​ นอกเหนือจากการเป็นเด็กดี ไม่ดื้อรั้นแล้ว ไม่เคยรู้ตัวเลยว่านั่นแหละเกือบจะเป็นสิ่งเดียวที่ฉั้นได้มีโอกาสทำเพื่อพ่อ 

พ่อชอบพาพวกเราไปวัด เราเข้าวัดกันตั้งแต่เด็กๆ ถึงแม้ภาพที่พ่อกับแม่ทะเลาะกันจะฝังอยู่ในความทรงจำของฉั้นตลอดมาจนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แต่คำสอนของพ่อ ฉั้นก็ยังจำได้ขึ้นใจ  พ่อสอนให้ตั้งใจเรียน ให้ใช้เงินอย่างประหยัด ให้ดูแลบ้านช่องให้สะอาด ให้กินอาหารที่มีประโยชน์ ฯลฯ พ่ออยากให้พวกเราเป็นเด็กดี เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ตอนนี้ฉั้นเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ผ่านเรื่องราวทั้งร้ายทั้งดีมานักต่อนัก อ่อนแอจนเข็มแข็ง อ่อนล้าจนแข็งแกร่ง ผ่านการให้อภัยตัวเองและคนอื่นในหลายๆแง่มุมในอดีต สามารถดำเนินชีวิตอย่างเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ส่วนหนึ่งมาจากคำสอนของพ่อที่ก้องกังวาลอยู่เสมอ และความอบอุ่นและการรับฟังของแม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดในโลก 

วันนี้ไม่สำคัญหรอกว่าพวกเค้าทั้งคู่จะต่อสู้กันมาหนักหนาสาหัสขนาดไหน ไม่สำคัญว่าเค้าจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันหรือไม่ สำคัญที่สุดคือ ฉั้นเข้าใจและรับรู้ถึงความรักของพวกเค้า ที่ไม่มีคำว่าลำเอียง ไม่มีคำว่าไม่เท่าเทียม และไม่มีสิ่งใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว

แม้เราไม่เคยบอกรักกันด้วยคำพูดเลย และแม้รู้ว่าพ่อคงไม่ได้เข้ามาอ่าน แต่ฉั้นก็อยากบอกเค้าว่า
รักพ่อและแม่มากที่สุด ขอบคุณความรักของทั้งคู่ที่มีให้เราเสมอมา
สุขสันต์วันพ่อค่ะ  


วันเสาร์, พฤศจิกายน 05, 2554

ธรรมชาติอาจให้คำตอบ

ตอนนี้แม่ฉั้นไม่มีบ้านอยู่ เพราะบ้านแม่จมน้ำไปแล้ว น้องชายก็กำลังบวช ส่วนพ่อก็ตั้งใจทำงานรับใช้ศาสนาหลังเกษียรช่วงนี้เลยตามดูแลพระ(น้องชาย)ไปพลางๆระหว่างบวชให้ครบหนึ่งพรรษา ฉั้นอยู่ไกลได้แต่ส่งกำลังใจไปให้คนทางบ้าน เหลือแต่พี่สาวคนโตที่ต้องคอยดูแลแม่ งานก็ต้องทำ แม่ก็ต้องดูแล แถมต้องคอยวางแผนพาแม่หนีน้ำอีก!!

คนทุกคนมีความทุกข์กันทั้งนั้น แต่ใครบ้างที่จะเห็นแก่ตัว แบ่งปันแต่ความทุกข์ของตัวเองไปให้คนอื่น แต่เก็บความสุขไว้กับตัว ไม่เผื่อแผ่ให้ใครเลย การมีความสุขอยู่คนเดียว ความสุขมันไม่ใหญ่เท่ากับการแบ่งปันความสุขให้คนอื่นด้วยหรอก พี่สาวฉั้นเข้มแข็งมากที่ต้องคอยกระเตงแม่ไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยโดยไม่แสดงอาการท้อแท้ แม้ตัวจะอยู่ไกลแถมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอยู่คนเดียวแต่ฉั้นยังเชื่อในพลังและคุณค่าของความรักและการร่วมทุกข์ร่วมสุขอยู่นะ  และก็เชื่อเรื่องกฏแรงดึงดูดด้วย เคยได้ยินกฎแห่งแรงดึงดูดของจักรวาลมั้ย คนเราสามารถใช้กฏแรงดึงดูดของจักรวาลสร้างผ่านความรู้สึกนึกคิดของเราได้นะ 'ทุกสิ่งที่เราคิดคือสิ่งที่เป็นจริง' ถามตัวเองว่าเราจะใช้พลังแห่งความคิดนั้น สร้างสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่ร้ายให้เป็นจริงในชีวิตเรา?

ภัยธรรมชาติเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ แต่ไม่รู้เมื่อเทียบกับภัยความแตกแยกของคนในชาติ อันไหนจะร้ายแรงกว่า ภัยอันหลังนี้ได้ทำลายความรักและความสามัคคีของคนไทยไปมาก และสร้างความโกรธเคือง เครียดแค้น ลำเอียง และใจแคบให้เพิ่มขึ้นหลายเท่าทวีคูณ เป็นเหมือนพลังแห่งการดึงดูด ที่ดึงดูดแต่ความเลวร้ายมาสู่ เพื่อตอบสนองความคิดนั้นให้เป็นจริง! ฉั้นเคยได้ยินว่าคนไทยเมื่อก่อน เค้าทำอาหารก็เอาไปแบ่งปันเพื่อนบ้าน ไม่อยู่บ้านก็ฝากคนข้างบ้านดูแลบ้านให้ งานบุญทีไรก็ตุเลงกันไปช่วยลงมือลงแรง รักกันเหมือนพี่เหมือนน้อง เหมือนญาติโกโหติกา มาวันนี้ถ้าถามคนที่อยู่ในกรุงเทพ พวกเค้าคงบอกว่า ภาพลักษณ์แบบนั้นน่าจะเหลืออยู่แต่ในต่างจังหวัดแล้วมั้ง แปลว่าคนต่างจังหวัดยังรัก ช่วยเหลือและแบ่งปันกันเหมือนพี่เหมือนน้อง เหมือนญาติโกโหติกา อย่างงั้นรึป่าว แล้วคนกรุงเทพละ อยู่กันยังไง รักกันยังไง รักแล้วแสดงออกยังไง หรือทำมาหากินกันอย่างเดียว เมื่อมีงาน มีเงิน ก็ไม่ต้องพึ่งพาใครหรือขอความช่วยเหลือจากใคร จึงไม่มีโอกาสได้แบ่งปันความรักให้ใคร หรือเพราะคนที่มาอยู่ในกรุงเทพส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาหาเงิน หาอาชีพ เสร็จแล้วก็กลับไปหาความรักที่บ้านต่างจังหวัดของตัวเอง กลับเอาเงินไปช่วยเหลือครอบครัวตัวเอง กลับไปเป็นที่พึ่งยามยากให้คนที่บ้านตัวเอง ทิ้งให้คนกรุงเทพ(จริงๆ)อยู่กับงาน เงินทอง วัตถุต่อไป แล้วเมื่อมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นในภาวะแตกแยกแบบนี้ในกรุงเทพ ความรักและความสำนึกในบ้านเกิดเมืองนอนของแต่ละคนจะมีเท่ากันเหรอ ไม่แน่นะ...เมื่อภัยธรรมชาติสงบลงแล้ว แหล่งทำกินอาจไม่ใช่แหล่งทำกินอีกต่อไป คนกรุงเทพอาจต้องกลับมาพึ่งพาอาศัยกันและช่วยเหลือกันอย่างเมื่อก่อน และคนต่างจังหวัดอาจต้องกลับไปทำมาหากินที่บ้านเกิดของตัวเอง และเมื่อนั้นคงได้คำตอบสำหรับหลายๆคำถาม.... อาจได้เห็นความเท่าเทียม อาจได้เห็นอัศวิน เห็นผู้ร้าย เห็นคนดี เห็นคนฉวยโอกาสในยามทุกข์ยาก หรือแม้กระทั่งคนช่วยเหลือกันแบบไม่มีเงื่อนไข 

เราอยู่ประเทศที่กำลังพัฒนา สิ่งที่ต้องทำใจ คือ การที่มีคนคอยนั่งเฝ้ารอ แบมือขอความช่วยเหลือ มันมีมากกว่าคนที่ทำหน้าที่พัฒนาอยู่หลายเท่าตัว แล้วก็หายากนะคนที่จะช่วยเหลือใครโดยไม่หวังผลตอบแทน โชคไม่ดีนักที่นักการเมืองช่วงหลังๆดันหันมาเล่นการเมืองแบบพ่อค้าและนักการตลาด เน้นทำราคาดี มีโปรโมชั่น เข้าถึงลูกค้าถูกกลุ่ม ลูกค้าติดใจ เพราะชอบโปรโมชั่น เลยซื้อแล้วซื้ออีกมันอยู่นั่น ผู้นำประเทศก็เลยกลายเป็นกลุ่มนักการตลาด ที่ไม่เอาใจพวกกลุ่มลูกค้ารู้มาก เรื่องมาก เอาใจยากแถมไม่ซื้อ ทำการตลาดลำบาก หาเงินลำบาก ปล่อยให้พวกนี้ปากเปียกปากแฉะไปแล้วกัน เพราะยังไงก็ไม่ใช่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย! พวกคนที่อยากเป็นนักการเมืองจริงๆ อยากบริหารประเทศจริงๆ หรือ พวกใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กว่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรี เลยไม่ค่อยได้ผุดได้เกิด เพราะทำการตลาดไม่เก่ง เฮ้อ...น่าเสียดาย!!

แต่ถึงยังไง ฉั้นก็ยังมีความเชื่อว่า ด้านอื่นๆในประเทศไทยอาจจะ 'กำลัง' พัฒนา แต่ด้านคุณภาพจิตใจไม่มีประเทศไหนที่พัฒนาได้เท่าเรา และก็เชื่อว่าคนไทยยังรักกันอยู่นะ เพียงแค่รอวันที่จะเข้าใจกันและยอมรับในความเป็นจริงบนบรรทัดฐานเดียวกัน คนผิดยอมรับผิด คนโกรธเริ่มให้อภัย คนเดือดร้อนได้รับการเยียวยา แต่จะใช้เวลานานแค่ไหนในการรอคอย หรือต้องให้เสียหายกันอีกมากซักเท่าไรถึงจะคุ้มค่าความแค้น ระหว่างรอนี้ก็ต้องทนชอกช้ำเพราะต้องโดนธรรมชาติลงโทษความแตกแยก โดยเฉพาะกรุงเทพที่โดนลงโทษหนัก ทั้งโดนเผา ทั้งโดนน้ำท่วม ก็ได้แต่หวังว่าทุกคนจะมีจิตใจที่เข้มแข็งพอ... คนเรา ถ้าทนอยู่กับความเกลียดชังที่คุกรุ่นอยู่ในใจได้ ก็ต้องทนอยู่กับด้านน่าเกลียดของสังคมได้ แล้วถ้าหัวใจเรียนรู้ที่จะรักได้เมื่อไร ก็จะเห็นมุมที่น่ารักของสังคมที่ตัวเองอยู่ได้เอง

วันอังคาร, กรกฎาคม 05, 2554

เมืองไทยของฉัน ความภูมิใจของฉัน

วันนี้เห็นประเด็นร้อนๆที่ร้อนยิ่งกว่าอากาศในเมืองไทย คือ ประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ แถมได้จากการเลือกตั้งด้วยคะแนนที่ชนะขาดลอย กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศไทย ฉั้นควรจะภูมิใจใช่มั้ย คำตอบคือ "ใช่" ฉั้นควรภูมิใจเพราะนี่คือการปกครองระบอบประชาธิปไตย 


พวกฝรั่งเค้าวิจารณ์กันว่า การปกครองแบบประชาธิปไตย จริงๆแล้วมันไม่เหมาะกับประเทศที่กำลังพัฒนาหรือประเทศโลกที่สามหรอก ฉั้นก็ว่างั้น เพราะต้องตัดสินกันด้วยเสียงข้างมาก เราจะรู้ได้ไงว่า เสียงข้างมาก เป็นเสียงแห่ง "คุณภาพดี" หรือเสียงแห่ง "คุณภาพด้อย" เพราะหนึ่งเสียงของคนมีความรู้สูงและทำงานหนัก ก็มีค่าเท่ากับหนึ่งเสียงของตาสีตาสา ยายมียายมา! และประเทศกำลังพัฒนาแปลว่ามันยังไม่พัฒนา เสียงข้างมากของประเทศที่ยังไม่พัฒนามันจะสามารถใช้ในการพัฒนาประเทศได้ยังไง เออ..พูดเองยังงงเอง!! 

แต่ในเมื่อเรื่องของการเมือง เมื่อประชาชนตาดำๆอย่างเราได้ทำหน้าที่ไปแล้ว คือการไปใช้สิทธิ์ออกเสียงของตัวเอง ออกจากคูหาเลือกตั้งแล้วทุกอย่างก็กลายเป็นหน้าที่ของคนที่อยู่ในวงการการเมืองต่อไป แต่ครั้งนี้หน้าที่ของเรากลับไม่จบแค่นั้น ยังมีเรื่องของจิตใจและมิตรภาพที่ยังต้องดูแลกันต่อ จริงๆแล้วมันไม่ผิดอะไรเลยกับการที่แต่ละคนเห็นแตกต่าง ไม่ผิดอะไรเลยที่แต่ละคนจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าควรเชื่อ ไม่ผิดอะไรเลยที่แต่ละคนมีความคิดเห็นส่วนตัวที่อาจจะเหมาะหรือไม่เหมาะสำหรับส่วนรวม ไม่ผิดอะไรเลยที่สุดท้ายเราก็ตัดสินใจตามวิจารณญาณของตัวเอง แต่สำหรับฉั้นสิ่งที่ผิดเพี้ยนไปก็คือ ผิดกับถูก ที่เรารู้ดีว่ามันแตกต่างกันยังไงแต่เป็นไปได้ที่เราอาจตัดสินมันด้วยบรรทัดฐานที่ต่างไปเพื่อประโยชน์อะไรบางอย่าง ทำให้ในวันนี้บางคนที่เรารู้จักหรืออาจเป็นเราเอง อาจมีอาการแสดงความไม่พอใจกับเหตุการณ์บางเหตุการณ์เกี่ยวกับการเมืองอย่างเปิดเผยและชัดเจน ในขณะที่บางคนหรืออาจเป็นเราเอง แอบซุ่มดูอยู่เงียบๆ แอบต่อต้านอย่างเป็นนัยๆ หรือแอบวิจารณ์อย่างเบาๆ เพราะไม่แน่ใจว่าตกลงแล้ว สิ่งที่ตัวเองทำอยู่มันผิดหรือมันถูกกันแน่ หลายคนเสียเพื่อนไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อพบว่า 'เพื่อน' สนับสนุนพรรคการเมืองคนละฝ่าย อารมณ์เจ็บปวดลึกๆที่อยู่ภายในใจ ที่ต้องเห็นบ้านเมืองโดนทำลาย สถาบันพระมหากษัตริย์โดนดูถูก คนไม่มีความรู้เพียงพอเข้ามาบริหารประเทศ คนที่ขึ้นชื่อว่ามีความผิดฐานโกงกินชาติบ้านเมืองยังคงได้รับการสนับสนุนให้หนีความผิดและยังมีสิทธิ์ได้บริหารประเทศต่อไป ฝ่ายที่ความเจ็บปวดแบบนี้ซึมลึกเข้าสู่จิตใจอาจจะไม่สามารถแยกแยะประเด็นได้เหมือนเมื่อก่อนว่าการเมืองก็คือการเมือง มิตรภาพก็คือมิตรภาพ เพราะมันไม่ใช่แค่ความคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่ตรงกันเท่านั้น แต่มันเป็นการเห็น 'เพื่อน' หรือคนที่เรารักไม่ร่วมทุกข์ไปด้วยกันแถมยังสนับสนุนการทำลายล้าง ในขณะที่อีกฝ่ายอาจมองว่านี่เป็นโอกาสเดียวที่พื้นที่ต่างจังหวัดและคนต่างจังหวัดจะได้ใช้สิทธิ์ของตัวเองให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับตัวเอง


สำหรับฉั้น เหตุการณ์ที่วุ่นวายอาจกลายเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความไม่ชัดเจน คลุมเครือ ผิดเพี้ยน ไปบ้าง แต่ยังไงก็ตามในความเชื่อเรื่องพื้นฐานจิตใจของคนไทย ความเป็นคนใจดี ประนีประนอม การอยู่แบบพี่แบบน้อง แบบครอบครัวเดียวกันมาแต่ไหนแต่ไร สิ่งนี้หาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้วบนโลกใบนี้ โดยเฉพาะในโลกอีกฝั่งที่ฉั้นอาศัยอยู่ ไม่มีใครต้องการเป็นพี่เป็นน้องกับใคร ไม่มีใครต้องการเป็นลุงป้าน้าอาของใคร ไม่มีใครต้องการเป็นญาติโกโหติกาของกันและกันเพราะไม่ได้มาจากครอบครัวเดียวกันหรือบางทีแม้จะมาจากครอบครัวเดียวกันก็เถอะ ความสัมพันธ์ที่ห่างเหิน เป็นแค่เพื่อนคนหนึ่ง แค่คนรู้จักกัน แค่ทำงานด้วยกัน มาเจอะเจอกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แล้วก็ร่ำลาจากกันไป ไม่มีใครให้ความสำคัญเรื่องอายุที่ต่างกันแล้วต้องเคารพกัน ไม่มีใครให้โอกาสใครได้ทำผิดพลาดแล้วมานั่งขอโทษเพื่อขอให้ให้อภัยกันซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่มีใครมีน้ำใจและจิตใจอ่อนโยนขนาดนั้น นอกจากคนไทย เราอยู่ร่วมกันได้ด้วยสิ่งๆนี้ 


ก็เพราะเราคือ คนไทย แม้บางครั้งเราอาจต้องเดินถอยหลังบ้าง...เพราะเสียงของคนส่วนใหญ่อยากให้เป็นอย่างนั้น เราอาจต้องยอมรับการสูญเสียบางอย่าง(หรือหลายอย่าง) สูญเสียคนที่เราเชื่อว่าเค้าเป็นคนพื้นฐานจิตใจดี สูญเสียเวลาในการพิสูจน์คนดี คนเลว สูญเสียชื่อเสียงและรายได้ของประเทศชาติ สูญเสียความหวัง สูญเสียพลัง สูญเสียกำลังใจ แต่สิ่งหนึ่งที่เราสูญเสียไม่ได้ คือ จิตวิญญาณความเป็นคนไทย ไม่ว่าจะรวยจะจน จะสุภาพหรือหยาบคาย มิตรภาพระหว่างคนไทยด้วยกันไม่มีใครสามารถสัมผัสมันได้ หากไม่มีเลือดเนื้อเชื้อไขของความเป็นคนไทย และไม่ได้เกิดและเติบโตในประเทศไทย วันนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สิ่งที่ฉั้นจะสำนึกไว้เสมอคือไม่มีใครจะรักประเทศไทยได้เท่ากับคนไทย สำหรับคนที่เมื่อมีโอกาสได้พิสูจน์ตัวเอง จงใช้โอกาสนี้พิสูจน์ และสำหรับใครที่มีโอกาสได้เป็นผู้ให้ จงให้โอกาสกับคนที่เค้ากำลังต้องการ


สำหรับฉั้น ไม่มีเงื่อนไขใดๆให้เปลี่ยนใจ ยังไงก็รักเมืองไทยอยู่ดี...

วันอังคาร, มีนาคม 29, 2554

"วันเกิด" สำคัญยังไง

เพิ่งจะผ่านวันเกิดของตัวเองไปไม่กี่วัน ปีนี้เห็นทีจะเป็นปีที่ได้รับคำอวยพรมากที่สุดในชีวิต ถึงแม้จะผ่านโลกออนไลน์ซะส่วนใหญ่แต่ก็เพิ่งรู้ว่า มันช่างมีความสุขอย่างนี้นี่เอง 

ฉั้นเติบโตมาจากครอบครัวเล็กๆ ธรรมดาแสนธรรมดา ครอบครัวหนึ่ง ที่ประกอบด้วยพ่อแม่และพี่น้องสี่คน เราไม่เคยจัดงานวันเกิดให้กันและกัน ไม่ค่อยได้ให้้ของขวัญวันเกิดกันและกัน ไม่เคยรู้ว่า วันเกิด เป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งสำหรับบางคน ตัวฉั้นเองไม่เคยให้ของขวัญวันเกิดใครแม้กระทั่งเพื่อนสนิท ไม่เคยให้คำอวยพรใครในวันเกิดเพราะทำไม่เป็น และไม่เคยให้ความสำคัญวันเกิดมากไปกว่าวันอื่นๆไม่ว่าจะเป็นวันจันทร์ถึงศุกร์ วันปีใหม่ ไทย จีน ฝรั่ง วันวาเลนไทน์ หรือแม้กระทั่งวันเชงเม้ง เฮ้้อ...เมื่อคิดย้อนไป รู้สึกแย่กับตัวเอง แต่ทำไมน่ะเหรอ ก็เป็นเพราะว่าแม้กระทั่งพ่อของฉั้นเอง ท่านยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเกิดของตัวท่านเองเลย แม่ฉั้นก็เช่นกัน และน่ันล่ะคือสาเหตุว่าฉั้นและพี่น้องอีก 3 คนจึงเติบโตมาแบบไม่ได้ให้ความสำคัญกับวันเกิดหรือวันใดๆเป็นพิเศษ เพราะเราถูกเลื้ยงดูมาให้รู้สึกว่าวันไหนๆก็มีความสำคัญ(เอ..หรือไม่มีความสำคัญหว่า)เท่าๆกัน อ้อ..แต่ก็มีเหมือนกันนะที่เราให้ความสำคัญกับบางวัน เช่น วันสงกรานต์ที่พ่อจะเป็นผู้นำครอบครัวในการสรงน้ำพระเพื่อเป็นสิริมงคลทุุกปี แล้วก็วันตรุษจีน ที่แม่จะเป็นผู้นำในการไหว้เจ้ากันเล็กน้อยเพราะพ่อของฉั้นมีเชื้อสายจีน ฉั้นก็มีความสุขดีในวัยเด็กและใช้ชีวิตอย่างเด็กทั่วไปทุกประการ เพราะไม่เคยตระหนักว่า หลายต่อหลายคนบนโลกใบนี้เค้าให้ความสำคัญๆกับวันต่างๆ โดยเฉพาะวันเกิด กันเป็นพิเศษ จนกระทั่งฉั้นเติบโตและต้องเข้าสังคมแบบจริงๆจังๆ 

ปีนี้ถือเป็นปีแรกในชีวิต ที่ได้รับคำอวยพรจากทั่วสารทิศ ได้ฉลองวันเกิดเล็กๆกับครอบครัวของคุณแฟบในบราซิล ได้ของขวัญวันเกิดชิ้นพิเศษจากคุณแฟบ และมีความสุขเล็กๆกับการได้ไปเดินช้อปปิ้งเพื่อหาซื้อของขวัญวันเกิดให้คุณแฟบอีกครั้งเป็นปีที่ 7 เพราะเราเกิดห่างกันแค่เพียงสองวัน ทุกปีเราจะฉลองวันเกิดเล็กๆด้วยกันเพียงลำพัง เป่าเค้กอันเล็กๆร่วมกันอย่างเงียบๆในช่วงที่เรายังอยู่เมืองไทย และอาจแยกย้ายไปฉลองปาร์ตี้วันเกิดแบบเล็กๆกับครอบครัวบ้าง เพื่อนซี้บ้างแล้วแต่อารมณ์และความสะดวก ซึ่งความสุขเล็กๆนั่นไม่ได้สร้างความแตกต่าง ครั้งนี้การเดินช้อปปิ้งคนเดียวในห้างใหญ่กลางใจเมือง เซา เปาโล เพื่อหาซื้อของขวัญสร้างความตื่นเต้นพอสมควร การร่วมเป่าเค้กอันเบ้อเริ่มที่คุณแม่คุณแฟบอุตส่าห์ทำมาฝากลูกชายสุดที่รักโดยมีฉั้นพ่วงท้ายมาด้วยนั้นสร้างความสุขใจและอบอุ่น แต่ความแตกต่างที่ว่ามาก็ยังไม่เทียบเท่ากับการได้เรียนรู้ว่า การที่มีใครให้ความสำคัญกับเราแม้เพียงเล็กน้อย สามารถสร้างความสุขที่แตกต่างและการได้เป็นผู้ให้บ้างก็สร้่างความสุขยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน

อาจจะช้าไปหน่อยที่เพิ่งเรียนรู้เรื่องนี้ตอนอายุย่างเข้าเลขสามปลายๆ แต่อย่างน้อยก็ยังไม่สายเกินไปที่จะได้แสดงออก หากว่าเรารักใครหรือมีความรู้สึกดีๆให้กับใครซักคนหรือหลายคน...ฝึกตัวเองให้รู้จักให้ความสำคัญกับเค้า เพราะแม้สิ่งเล็กน้อยแค่ไหนที่เราสามารถทำได้ มันก็สื่อได้ถึงความรัก ช่างมีค่าแค่ไหนที่เราได้เกิดมา ได้พบกัน และได้รู้จักกัน และดีแค่ไหนที่อย่างน้อยเราก็ได้มีชีวิตอยู่ร่วมกันเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปีต่อเนื่องไปเรื่อยๆจนตลอดชั่วชีวิตของกันและกัน ไม่ว่าความสัมพันธ์จะเป็นในรูปแบบไหนก็ตาม... 

วันอังคาร, มีนาคม 15, 2554

เมื่อความตายมาพรากเธอไป




เพลงโปรดของเพื่อน




ฉั้นเพิ่งเขียนโพสต์ก่อนหน้าเรื่องความรัก ไม่อยากจะเชื่อว่าโพสต์ถัดมาจะเป็นเรื่องที่ว่าด้วย "ความตาย" ใช่..ความตาย ฉั้นย้ำอีกครั้งเพื่อตอกย้ำให้ตัวเองต้องเชื่อ ว่าฉั้นเพิ่งผ่านการรู้สึกโศกเศร้าเสียใจ เมื่อความตายมาพรากชีวิตเพื่อนรักของฉั้นไปอย่างหน้าตาเฉย ไม่บอกไม่กล่าว และไม่มีแม้โอกาสได้ร่ำลา 

ฉั้นไม่เคยคิดว่า ความตาย จะสามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็วขนาดนี้ยกเว้นแต่ความตายที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ เพื่อนฉั้น..ไม่ได้ป่วยด้วยโรคร้ายแรง แต่การจากไปของเธอสร้างความงงงวยให้กับทั้งคนรัก ครอบครัว เพื่อนฝูง และแม้แต่คนแค่รู้จักกันผิวเผิน เหมือนดารา Hollywood ที่จากไปอย่างไม่มีสาเหตุ ผลชันสูจน์คร่าวๆระบุว่าเธอจากไปด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก ทุกคนต่างใจจดใจจ่อว่าผลโดยละเอียดที่จะออกมาในอีก 45 วันนั้น จะปรากฏสิ่งที่เราไม่รู้และไม่คาดคิดอะไรอีกบ้างมั้ย คนเราจะสามารถตายในขณะที่นั่งทานอาหารสังสรรค์์กับเพื่อนฝูงได้อย่างไรแบบไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆเตือนก่อนล่วงหน้า ฉั้นยังแอบต่อว่ามันในใจที่ไม่ให้โอกาสใครได้ไปดูใจหรือแสดงความห่วงใยก่อนจาก เหมือนนึกอยากจะตายก็ตายอย่างงั้นหรือ....หรือไม่ได้อยากจะตายแต่อยู่ดีๆเส้นเลือดในสมองก็สลายตัว หัวใจก็หยุดเต้น ลมหายใจก็หมดลง แล้วก็จากไป มันง่ายดายได้อย่างงั้นเชียวหรือ....ฉั้นไม่อยากจะเชื่อ และยังไม่เชื่อจนกระทั่งตอนนี้

ผ่านไปกว่าหนึ่งสัปดาห์ ฉั้นยังไม่สามารถหยุดคิดและตั้งคำถาม ทั้งที่พยามบอกตัวเองว่า บางสิ่งบางอย่างบนโลกใบนี้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อย่างไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลให้ต้องทำความเข้าใจ หรือไม่เหตุผลนั้นก็ยากเกินกว่าจะสามารถเข้าใจ ฉั้นได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างจากการจากไปอย่างไม่มีวันกลับครั้งนี้ นอกเหนือจาก สิ่งที่ยากเกินกว่าความเข้าใจที่ว่าแล้ว ฉั้นยังพบว่าความน่ากลัวของความตาย ไม่ใช่ความเศร้าหรือความสูญเสีย แต่ความน่ากลัวที่สุด คือ ความเสียดาย หากไม่มีโอกาสแสดงความรักในขณะที่คนที่เรารักยังอยู่ และ ความเสียใจ หากเค้าไม่เคยรับรู้ถึงความรักที่เรามีต่อเค้าว่ามันมากมายเพียงใด จึงทำให้ฉั้นเกิดความรู้สึกหวงแหนและเห็นค่าของความรักที่ยังมีตัวตนอยู่ในขณะนี้มากขึ้นอีกหลายเท่า 

ในอีกบางแง่มุม น่าประหลาดใจที่ฉั้นไม่เคยรู้มาก่อน ว่าโลกไซเบอร์ หรือ Social Network กลายเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่รู้ว่ามันช่วยเบี่ยงเบนจิตใจออกจากความกลัว ความเศร้า ความคิดถึงและความหดหู่ได้จริงๆ หรือมันจะเป็นแค่การเพิ่มประเด็นความน่าสนใจให้กับตัวผู้โพสต์เองกันแน่ เพราะคนบางคน ทำเสมือนว่า ความตาย ที่ได้พรากคนที่มีความสำคัญคนหนึ่งไปจากชีวิต มันจะมีความสำคัญเพียงแค่การได้มีอะไร update status อยู่ตลอดเวลา แต่กับบางคน มันก็เป็นแค่ช่องทางเดียวจริงๆ ที่เหลือให้คนหัวใจแตกสลายแต่ยังมีชีวิตอยู่ ได้ติดต่อสื่อสารกับคนที่จากไปไกลแสนไกล ทั้งที่รู้ว่าจะไม่มีข้อความใดๆส่งตอบกลับมา

ฉั้นนั่งเศร้าซึมอยู่นานหลายวัน และเชื่อว่าหลายๆคนที่ยังตกอยู่ในอาการช็อกคงเป็นแบบฉั้น มันน่าเศร้านะที่ต้องพยามทำใจให้เชื่อว่า คนที่เรารักเค้าจากไปแล้วจริงๆ ไม่มีโอกาสได้เจอเค้าแล้ว แต่ก็ต้องทำใจเพราะอย่างน้อย การจากไปแบบไม่ทรมาน เป็นที่มาของความเชื่อที่ว่า คนคนนั้นได้ไปดีและได้กลับสู่สวรรค์ อย่างน้อยเพื่อนฉั้นก็ได้ไปสวรรค์ ขอให้เพื่อนมีความสุข สงบ อยู่บนสรวงสวรรค์ เพื่อนคงได้รับรู้ถึงความรักที่ฉั้นมีให้ ขอไว้อาลัยให้กับการจากไปและจะขอจดจำสิ่งดีๆทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเราไว้ในความทรงจำของฉั้นตลอดไป

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 15, 2554

ตกแต่ง รัก ดั่งเจียระไน เพชร


การได้พบคนรัก "ที่รักในแบบที่เราต่างเป็น" ถือเป็น "ความโชคดี
เพราะนั่นหมายถึง หากเราจะพยายามเป็นในแบบที่ดีที่สุดหรือดีกว่าเดิม 
เพื่อตอบแทนความรักที่มีให้แก่กัน เราก็จะทำได้อย่างไม่เหน็ดไม่เหนื่อย


 ไม่ง่ายที่จะมีโอกาสได้มอบความรักให้กับใครซักคน
และพร้อมที่จะใช้เวลาเรียนรู้และให้เวลากันและกัน
แบบไม่เร่งรัดและไม่เร่งรีบ รอบคอบและมั่นใจ
รักในสิ่งที่เราต่างเป็นและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อเป็นในแบบที่เราจะเข้ากันได้ดี

เพราะชีวิตคนเราต่างมีเรื่องที่ต้องต่อสู้มากมาย ทุกอย่างสามารถกลายเป็นภาระหนักสร้างความอึดอัดรำคาญใจ 
หลายคนจึงถอดใจ หลายคนจึงเปลี่ยนใจ 
หลายคนเพียงหลงไหลกับความรักช่วงแรก 
หลายคนเพียงดื่มด่ำกับความหอมหวานในช่วงเริ่มต้น
แต่ใคร...ที่จะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค และมอบการรับฟัง มอบการเอาใจใส่
มอบคำพูดปลอบใจ และชื่นชมยินดีอย่างจริงใจ


ความรักของฉั้น ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบอะไร รักครั้งแรกไม่ใช่รักครั้งสุดท้าย 
คนรักคนแรกไม่ใช่คนรักคนสุดท้าย 
เราทุกคนต่างต้องผ่านความผิดหวัง เจ็บปวด -เพื่อเรียนรู้-

"การมีรัก" ไม่ต่างกับการเจียระไน "เพชร
 ที่ต้องผ่านขั้นตอนการค้นหาและแยกแยะ
"เพชร" ต้องผ่านการแยกแยะออกจาก "ก้อนหิน" ก้อนอื่นๆ
"คนรัก" ก็ต้องผ่านการเฟ้นหาเช่นกัน 
แต่เมื่อพบแล้ว ต้องค่อยๆลงมือออกแบบตกแต่ง 
เพชรต้องถูกเจียระไนอย่างประณีต บรรจง 
จนกว่าจะเห็นค่าความเงางามจนสามารถตีค่าให้มันล้ำกว่าจิวเวอร์ร่ีประเภทอื่น

กว่าจะพบรัก ก็ต้องยอมเสียเวลาบ้างในการแยกแยะและค้นหา 
และเริ่มเจียระไนความรักอย่างอดทน ค่อยๆออกแบบ ตกแต่ง จนกว่าจะได้รูปแบบที่ต้องการ 

คุณค่าของทั้งสองอย่าง ไม่ใช่แค่การ "ได้ค้นพบ" เท่านั้น 
หากแต่ยังอยู่ที่การ "ได้ใช้เวลาตกแต่งสิ่งๆนั้นให้สวยงามสมบูรณ์"

อย่าปล่อยให้ รัก ที่ผ่านเข้ามา กลายเป็นแค่ก้อนหินก้อนหนึ่ง 
--เพียงเพราะแยกแยะไม่ออกและออกแบบไม่เป็น--
และอย่ามัวเสียเวลากับการเจียระไนหิน 
--เพียงเพราะอยู่กับความหวังที่ว่า ไม่แน่มันอาจจะเป็นเพชรก็ได้--

สำหรับฉั้นแล้ว "ความรัก" ที่มีค่าดั่ง "เพชร"  
เมื่อใดที่ได้ไว้ครอบครองแล้ว จะรักษาด้วยชีวิตของเราเอง 

-- 14 กุมภา' 2553 --

วันวาเลนไทน์ ขอให้ทุกคนสมหวังกับความรักในทุกรูปแบบ

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 07, 2554

ความคิดถึง....ช่างทรมาน



".....เดินจับมือกัน ทุกข์สุขด้วยกัน หัวเราะร้องให้ด้วยกันมานานเท่าไร ฉั้นไม่เคยเลือนจากใจ วันที่เรายิ้ม วันที่ทะเลาะ ภาพวันและคืนเหล่านั้น จะยังงดงามไม่เคยเปลี่ยนไป ยังคงเป็นดั่งเหมือนกับเมื่อวาน อยู่ในส่วนลึกความทรงจำ แตกต่างกัน แค่เพียงในตอนนี้ ...ฉั้นนั้นไม่ได้มีเธออยู่ข้างๆ เหมือนวันที่เราเคยเดินข้ามผ่าน ทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่าง มาด้วยกัน  นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด แม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆ .... ที่เคยเกิดขึ้นกับฉั้น...."เพราะเธอ"....."

บรรยากาศช่วงเย็นวันอาทิตย์ กำลังชิลๆเพลินๆ กับการอยู่คนเดียวในวันหยุดสุดสัปดาห์ นึกอารมณ์ดี วันนี้เลยเปิด YouTube ..Search หาเพลงไทยฟังเล่นๆ ตั้งใจว่าจะนั่งฟังฆ่าเวลาเล็กน้อยก่อนอาหารมื้อค่ำ และแล้ว Room39 ......ก็ทำฉั้นน้ำตานอง.....

ท่อนแรกของเพลง "ช่วงที่ดีที่สุด" แม้จะพยามกลั้นน้ำตาเอาไว้เท่าไร....ฮึบ...ฮึบ! แต่ก็ไม่ไหว เพราะสุดท้ายน้ำตาแห่งความคิดถึงก็ไหลอาบแก้มเต่งๆทั้งสองแก้มจนได้ ฉั้นก็เป็นแบบนี้เสมอแหละ เวลาที่ ความคิดถึงเข้าครอบงำ ด้วยความห่างไกล แต่แทนการเลือกที่จะโทรไปหา เพื่อพูดคุย กลับเลือกที่จะร้องไห้ ร้องหนักๆ ร้องจนกว่าจะหยุดร้องได้ บางทีก็ร้องจนตาบวม ร้องเสร็จก็จะได้ไปทำอย่างอื่นต่อ ถือว่าเสร็จสิ้นภาระกิจหนึ่ง นี่คือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทรมาน คิดซะว่า วันนึง เราก็จะชินกับความรู้สึกนี้ แล้วมันก็จะกลายเป็นสิ่งหนึ่ง ที่เราก็แค่ทำมันให้เสร็จ เหมือนกับภาระกิจอื่นๆที่เป็นกิจวัตรประจำวัน เพียงแต่เราจะไม่ทำมันทุกวัน เราจะเลือกทำเฉพาะวันหรือเวลาที่ต้องการเท่านั้น และวันหนึ่งเราอาจจะเลิกทำภาระกิจนี้ก็ได้ ถ้าหากว่าเราเข้มแข็งพอ 

วันนี้ก็เป็นอีกวัน ที่รู้สึกคิดถึง "เพื่อนรัก" มากมาย มากจนไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ตอนแรกตั้งใจว่าจะหลีกเลี่ยงความรู้สึกที่ว่า ด้วยการหาเพลงฟัง ชิลๆ แต่แล้ว...ก็ไม่วาย เป็นอย่างที่เห็น T_T 

เพราะหลังจากเพลง "ช่วงที่ดีที่สุด" จบลง ก็ต่อด้วยเพลง "จะเก็บเธออยู่ในใจเสมอ" ถือเป็นตอกย้ำอีกระรอก ด้วยท่อนนี้...

"......แหละนี่คือเสียง เสียงเพลงที่มาจากใจ เธอจะอยู่ที่ไหน ขอจงได้รับรู้ ...หากเธอมีทุกข์ร้อนใด ตอนที่ฉั้นไม่อยู่ อยากให้เธอรู้ ว่ายังมีฉั้นยืนอยู่ข้างเธอ จะยืนอยู่ตรงนี้ จะรอเธอตรงนี้ เพื่อเธอคนเดียว ไม่ว่าทางจะคดเคี้ยว ทางจะลดเลี้ยวเท่าไร จะนานสักเพียงไหน ยาวนานสักเพียงไหน จะนาน นานเท่าไร...ยังคงเก็บเธอไว้ จะเก็บเธออยู่ในใจเสมอ.....อยู่ในใจเสมอ....."



ฮืมมม..ไม่เป็นไรหรอก ฉั้นยังสบายดี ฉั้นบอกกับตัวเอง การฝึกที่จะอยู่กับความทรมานอย่างไม่ทรมานมันจะทำให้เราเข้มแข็ง เหมือนการฝึกทำข้อสอบ ที่ไม่มีทางรู้ว่าจะได้คะแนนเท่าไร แต่ที่แน่ๆเราจะไม่สอบตก... เพราะเราได้ผ่านการฝึกมาอย่างดี เพียงแต่ข้อสอบแนวนี้ ไม่ใช่ทั้งข้อสอบปรนัยและอัตนัย ที่มีคำถามพร้อมคำตอบ แต่ข้อสอบแนวนี้เป็นข้อสอบของนักเรียน ร.ด. ที่ต้องลงฝึกภาคสนาม ต้องตากแดด ต้องลุยโคลน ต้องเจ็บตัว ต้องออกแรง จึงจะผ่าน ...ใช่..ฉั้นกำลังฝึกภาคสนาม -_-'

เพิ่งรู้ซึ้งถึงคำว่า "คิดถึง" ว่ามันไม่จำเป็นต้องใช้แค่เฉพาะกับ "คู่รัก" เท่านั้น แต่ถ้าที่เราผูกพันกับใครซักคนหรือหลายคน จะกี่คนก็ตาม ความคิดถึงก็สามารถให้ความทรมานได้ไม่แพ้กัน ส่วน "ความผูกพัน" ความหมายมันช่างลึกซึ้ง อย่างยากจะอธิบาย เวลาที่เรารู้สึกกับมันแบบจริงๆจังๆ....  

ความคิดถึง....ช่างทรมาน



".....เดินจับมือกัน ทุกข์สุขด้วยกัน หัวเราะร้องให้ด้วยกันมานานเท่าไร ฉั้นไม่เคยเลือนจากใจ วันที่เรายิ้ม วันที่ทะเลาะ ภาพวันและคืนเหล่านั้น จะยังงดงามไม่เคยเปลี่ยนไป ยังคงเป็นดั่งเหมือนกับเมื่อวาน อยู่ในส่วนลึกความทรงจำ แตกต่างกัน แค่เพียงในตอนนี้ ...ฉั้นนั้นไม่ได้มีเธออยู่ข้างๆ เหมือนวันที่เราเคยเดินข้ามผ่าน ทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่าง มาด้วยกัน  นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด แม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆ .... ที่เคยเกิดขึ้นกับฉั้น...."เพราะเธอ"....."

บรรยากาศช่วงเย็นวันอาทิตย์ กำลังชิลๆเพลินๆ กับการอยู่คนเดียวในวันหยุดสุดสัปดาห์ นึกอารมณ์ดี วันนี้เลยเปิด YouTube ..Search หาเพลงไทยฟังเล่นๆ ตั้งใจว่าจะนั่งฟังฆ่าเวลาเล็กน้อยก่อนอาหารมื้อค่ำ และแล้ว Room39 ......ก็ทำฉั้นน้ำตานอง.....

ท่อนแรกของเพลง "ช่วงที่ดีที่สุด" แม้จะพยามกลั้นน้ำตาเอาไว้เท่าไร....ฮึบ...ฮึบ! แต่ก็ไม่ไหว เพราะสุดท้ายน้ำตาแห่งความคิดถึงก็ไหลอาบแก้มเต่งๆทั้งสองแก้มจนได้ ฉั้นก็เป็นแบบนี้เสมอแหละ เวลาที่ ความคิดถึงเข้าครอบงำ ด้วยความห่างไกล แต่แทนการเลือกที่จะโทรไปหา เพื่อพูดคุย กลับเลือกที่จะร้องไห้ ร้องหนักๆ ร้องจนกว่าจะหยุดร้องได้ บางทีก็ร้องจนตาบวม ร้องเสร็จก็จะได้ไปทำอย่างอื่นต่อ ถือว่าเสร็จสิ้นภาระกิจหนึ่ง นี่คือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทรมาน คิดซะว่า วันนึง เราก็จะชินกับความรู้สึกนี้ แล้วมันก็จะกลายเป็นสิ่งหนึ่ง ที่เราก็แค่ทำมันให้เสร็จ เหมือนกับภาระกิจอื่นๆที่เป็นกิจวัตรประจำวัน เพียงแต่เราจะไม่ทำมันทุกวัน เราจะเลือกทำเฉพาะวันหรือเวลาที่ต้องการเท่านั้น และวันหนึ่งเราอาจจะเลิกทำภาระกิจนี้ก็ได้ ถ้าหากว่าเราเข้มแข็งพอ 

วันนี้ก็เป็นอีกวัน ที่รู้สึกคิดถึง "เพื่อนรัก" มากมาย มากจนไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ตอนแรกตั้งใจว่าจะหลีกเลี่ยงความรู้สึกที่ว่า ด้วยการหาเพลงฟัง ชิลๆ แต่แล้ว...ก็ไม่วาย เป็นอย่างที่เห็น T_T 

เพราะหลังจากเพลง "ช่วงที่ดีที่สุด" จบลง ก็ต่อด้วยเพลง "จะเก็บเธออยู่ในใจเสมอ" ถือเป็นตอกย้ำอีกระรอก ด้วยท่อนนี้...

"......แหละนี่คือเสียง เสียงเพลงที่มาจากใจ เธอจะอยู่ที่ไหน ขอจงได้รับรู้ ...หากเธอมีทุกข์ร้อนใด ตอนที่ฉั้นไม่อยู่ อยากให้เธอรู้ ว่ายังมีฉั้นยืนอยู่ข้างเธอ จะยืนอยู่ตรงนี้ จะรอเธอตรงนี้ เพื่อเธอคนเดียว ไม่ว่าทางจะคดเคี้ยว ทางจะลดเลี้ยวเท่าไร จะนานสักเพียงไหน ยาวนานสักเพียงไหน จะนาน นานเท่าไร...ยังคงเก็บเธอไว้ จะเก็บเธออยู่ในใจเสมอ.....อยู่ในใจเสมอ....."



ฮืมมม..ไม่เป็นไรหรอก ฉั้นยังสบายดี ฉั้นบอกกับตัวเอง การฝึกที่จะอยู่กับความทรมานอย่างไม่ทรมานมันจะทำให้เราเข้มแข็ง เหมือนการฝึกทำข้อสอบ ที่ไม่มีทางรู้ว่าจะได้คะแนนเท่าไร แต่ที่แน่ๆเราจะไม่สอบตก... เพราะเราได้ผ่านการฝึกมาอย่างดี เพียงแต่ข้อสอบแนวนี้ ไม่ใช่ทั้งข้อสอบปรนัยและอัตนัย ที่มีคำถามพร้อมคำตอบ แต่ข้อสอบแนวนี้เป็นข้อสอบของนักเรียน ร.ด. ที่ต้องลงฝึกภาคสนาม ต้องตากแดด ต้องลุยโคลน ต้องเจ็บตัว ต้องออกแรง จึงจะผ่าน ...ใช่..ฉั้นกำลังฝึกภาคสนาม -_-'

เพิ่งรู้ซึ้งถึงคำว่า "คิดถึง" ว่ามันไม่จำเป็นต้องใช้แค่เฉพาะกับ "คู่รัก" เท่านั้น แต่ถ้าที่เราผูกพันกับใครซักคนหรือหลายคน จะกี่คนก็ตาม ความคิดถึงก็สามารถให้ความทรมานได้ไม่แพ้กัน ส่วน "ความผูกพัน" ความหมายมันช่างลึกซึ้ง อย่างยากจะอธิบาย เวลาที่เรารู้สึกกับมันแบบจริงๆจังๆ....  

วันอังคาร, มกราคม 11, 2554

บททดสอบด่านสุดท้าย

ทุกการตัดสินใจ แฝงความอิ่มเอมและความเจ็บปวดบางอย่างเสมอ

ณ จุดหนึ่งของชีวิต ที่ฉั้นเรียนรู้และยอมรับว่าการตัดสินใจทุกครั้ง เรามักได้บางอย่างและสูญเสียบางอย่างไป มันเป็นเรื่องที่รู้อยู่แก่ใจ เพียงแต่ครั้งนี้ต่างจากทุกครั้ง เพราะชีวิตที่เติบโตขึ้นทำให้ต้องเปลี่ยนวีธีคิดและมุมมองซะใหม่ว่า แท้จริงแล้วมันไม่ใช่การสูญเสียอะไร มันเป็นแค่การสละอะไรบางอย่างในชีวิตไปเท่านั้น

อาจเพราะตัวฉั้นเองเป็นคนแบบนี้ เป็นคนที่ไม่สามารถมีชีวิตแบบเดิมๆได้ เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า สำหรับฉั้น "การเดินอยู่กับที่" ไม่ต่างอะไรกับ "การเดินถอยหลัง" ทุกอย่างที่ควรจะเป็นไปและเกิดขึ้นในชีวิตหนึ่งของคนเราต่างมีช่วงเวลาที่เหมาะสมของตัวมันเอง ดังนั้น เมื่อบางอย่างต้องเปลี่ยนไปจากเดิมด้วยสาเหตุว่า มันเป็นจังหวะหนึ่งของชีวิตที่ถูกต้องและเหมาะสม การทำใจในเรื่องบางเรื่อง เช่น มิตรภาพบางมิตรภาพที่เปราะบาง ความทรมานที่ไม่ได้คาดหวัง บางความคิดถึงที่ยากจะสื่อสาร บางความน้อยใจจากความเหงาปนเศร้า และบางสิ่งบางอย่างที่พยามทำดีที่สุดแล้วได้ผลลัพธ์เท่าทีเห็น ก็เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจและยอมรับ พร้อมกับความจริงอีกเรื่องที่ฉั้นเคยได้ยินว่า 


"เหตุผลที่ใครสักคนไม่ติดต่อกลับมาหาเรา ทั้งที่ยังมีลมหายใจ และมีหนทางให้ติดต่อสารพัด จะมีอะไรได้นอกจาก "ไม่คิดถึง" และ "ไม่เห็นคุณค่า" 


และในขณะเดียวกัน เหตุผลที่ใครซักคนต้องตามหาคนที่หายไป จะมีเหตุผลอะไรมากมายไปกว่า "คิดถึง" และ "เห็นค่า" 

จึงเป็นที่มาของบททดสอบด่านสุดท้าย "หากฉั้นจะสามารถมีความสุขอยู่กับปัจจุบันได้ ฉั้นจะสามารถมีความสุขในการอยู่ที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้..."

บททดสอบด่านสุดท้าย

ทุกการตัดสินใจ แฝงความอิ่มเอมและความเจ็บปวดบางอย่างเสมอ

ณ จุดหนึ่งของชีวิต ที่ฉั้นเรียนรู้และยอมรับว่าการตัดสินใจทุกครั้ง เรามักได้บางอย่างและสูญเสียบางอย่างไป มันเป็นเรื่องที่รู้อยู่แก่ใจ เพียงแต่ครั้งนี้ต่างจากทุกครั้ง เพราะชีวิตที่เติบโตขึ้นทำให้ต้องเปลี่ยนวีธีคิดและมุมมองซะใหม่ว่า แท้จริงแล้วมันไม่ใช่การสูญเสียอะไร มันเป็นแค่การสละอะไรบางอย่างในชีวิตไปเท่านั้น

อาจเพราะตัวฉั้นเองเป็นคนแบบนี้ เป็นคนที่ไม่สามารถมีชีวิตแบบเดิมๆได้ เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า สำหรับฉั้น "การเดินอยู่กับที่" ไม่ต่างอะไรกับ "การเดินถอยหลัง" ทุกอย่างที่ควรจะเป็นไปและเกิดขึ้นในชีวิตหนึ่งของคนเราต่างมีช่วงเวลาที่เหมาะสมของตัวมันเอง ดังนั้น เมื่อบางอย่างต้องเปลี่ยนไปจากเดิมด้วยสาเหตุว่า มันเป็นจังหวะหนึ่งของชีวิตที่ถูกต้องและเหมาะสม การทำใจในเรื่องบางเรื่อง เช่น มิตรภาพบางมิตรภาพที่เปราะบาง ความทรมานที่ไม่ได้คาดหวัง บางความคิดถึงที่ยากจะสื่อสาร บางความน้อยใจจากความเหงาปนเศร้า และบางสิ่งบางอย่างที่พยามทำดีที่สุดแล้วได้ผลลัพธ์เท่าทีเห็น ก็เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจและยอมรับ พร้อมกับความจริงอีกเรื่องที่ฉั้นเคยได้ยินว่า 


"เหตุผลที่ใครสักคนไม่ติดต่อกลับมาหาเรา ทั้งที่ยังมีลมหายใจ และมีหนทางให้ติดต่อสารพัด จะมีอะไรได้นอกจาก "ไม่คิดถึง" และ "ไม่เห็นคุณค่า" 


และในขณะเดียวกัน เหตุผลที่ใครซักคนต้องตามหาคนที่หายไป จะมีเหตุผลอะไรมากมายไปกว่า "คิดถึง" และ "เห็นค่า" 

จึงเป็นที่มาของบททดสอบด่านสุดท้าย "หากฉั้นจะสามารถมีความสุขอยู่กับปัจจุบันได้ ฉั้นจะสามารถมีความสุขในการอยู่ที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้..."

วันศุกร์, มกราคม 07, 2554

เสี้ยวหนึ่งของอารมณ์


ฉั้นเป็นคนเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง ที่แอบเศร้าหากคนที่ฉั้นรักไม่ยินดียินร้ายเมื่อฉั้นมีทุกข์หรือสุข ฉั้นเป็นคนเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง ที่ต้องการเติมเต็มความสุขของตัวเองด้วยการทำทุกวิถีทางเพื่อให้ฉั้นเองมีความสุข และความเห็นแก่ตัวที่ว่า ก็ทำให้ฉั้นทนไม่ได้เวลาที่เห็นคนที่ฉั้นรัก..ไม่มีความสุขเมื่ออยู่กับฉั้น

ฉั้นไม่เคยมองข้ามความละเอียดอ่อนและเปราะบางในความรู้สึกในใจของใคร เมื่อฉั้นรักใครแล้ว การร่วมทุกข์อาจมีค่ามากมาย แต่การร่วมสุขก็มีค่ายิ่ง..ไม่แพ้กัน ฉั้นรู้ดีว่าคนบางคน อาจมัวจมเจ็บอยู่กับความเศร้ากับอดีตของตัวเอง หมกมุ่นและกักเก็บความเศร้านั้นเนิ่นนาน ไม่ลืมและไม่คิดจะลบมันไป นานวันเข้าความเศร้านั้นอาจเริ่มบ่มเพาะความเกลียดชังสิ่งต่างๆรอบตัว เป็นไปได้ทีเค้าอาจไม่รู้ตัว ...มันคงไม่เลวร้าย หากความเกลียดชังนั้น สามารถเก็บไว้เพียงภายในใจของตัวเค้าเองได้ แต่ทว่า ความเกลียดชัง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว..ยากจะเก็บซ่อน วันหนึ่งมันจะถูกแสดงออกมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

อย่างเลวร้าย..เค้าอาจเริ่มเกลียดการที่เห็น "คนอื่น" มีความสุข อย่างเลวร้ายยิ่งกว่า..เค้าอาจเกลียด ที่เห็น "คนที่ตัวเค้าเองรัก" มีความสุข และอย่างเลวร้ายที่สุด เค้าจะเริ่มเกลียดชัง "ตัวเอง" เมื่อพบว่า มีคำถามนึงที่เค้าถามกับตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า "ทำไม..ฉั้นจึงไม่มีความสุขซักที?"

ฉั้นอาจเสียใจที่เห็นว่า เค้าคนนั้นไม่ใยดีใน "บางความสุข" ของฉั้น และได้แต่แอบเก็บงำความรู้สึกแอบเศร้านี้ไว้ ทั้งที่บางครั้งอดคิดไม่ได้ว่า บางทีเค้าอาจไม่ได้รักเรา หรือบางที ใน "บางความสุข" นั้น อาจสร้างความเจ็บปวดตอกย้ำแผลลึกบางแผลในหัวใจดวงนั้น

คนเราลบอดีตไม่ได้ แก้ไขก็ไม่ได้ ทางเดียวที่ทำได้คือ เรียนรู้จากมัน อดีตไม่ได้ทำให้ใครเลวร้าย คนที่ใช้อดีตมาตัดสินปัจจุบันต่างหากที่อาจทำให้หลายๆอย่างดูเลวร้ายกว่าที่ควรจะเป็น

ฉั้นพร่ำพูดคำว่า ความสุข อยู่ร่ำไป ทั้งทีจริงๆแล้ว ฉั้นก็ไม่ใช่ใครที่สามารถมีความสุขได้ตลอด 365 วันหรือแม้เพียงแค่ 24 ชั่วโมง และความสุขนั้น แท้จริงแล้วอาจไม่มีอยู่จริงและไม่มีตัวตน แต่ฉั้นแค่เชื่อมั่นว่าเมื่อคนเรามี "ความสงบในใจ" ไม่ต้องตลอดเวลา แค่พอให้รู้สึกเพียงพอและพอใจ เราก็สามารถนิยามความรู้สึกนั้นว่า "ความสุข" ได้แล้ว ฉั้นคิดอยู่เสมอว่า อยากให้เค้าคนนั้นมีความสุขที่แท้จริง แต่ถ้่าหากพูดแล้วมันจะยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม ฉั้นขอพูดใหม่ว่า ฉั้นภาวนา ขอให้เค้ามี "ความสงบในใจ" และพอใจในความรู้สึกนั้นจริงๆซักวัน

เสี้ยวหนึ่งของอารมณ์


ฉั้นเป็นคนเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง ที่แอบเศร้าหากคนที่ฉั้นรักไม่ยินดียินร้ายเมื่อฉั้นมีทุกข์หรือสุข ฉั้นเป็นคนเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง ที่ต้องการเติมเต็มความสุขของตัวเองด้วยการทำทุกวิถีทางเพื่อให้ฉั้นเองมีความสุข และความเห็นแก่ตัวที่ว่า ก็ทำให้ฉั้นทนไม่ได้เวลาที่เห็นคนที่ฉั้นรัก..ไม่มีความสุขเมื่ออยู่กับฉั้น

ฉั้นไม่เคยมองข้ามความละเอียดอ่อนและเปราะบางในความรู้สึกในใจของใคร เมื่อฉั้นรักใครแล้ว การร่วมทุกข์อาจมีค่ามากมาย แต่การร่วมสุขก็มีค่ายิ่ง..ไม่แพ้กัน ฉั้นรู้ดีว่าคนบางคน อาจมัวจมเจ็บอยู่กับความเศร้ากับอดีตของตัวเอง หมกมุ่นและกักเก็บความเศร้านั้นเนิ่นนาน ไม่ลืมและไม่คิดจะลบมันไป นานวันเข้าความเศร้านั้นอาจเริ่มบ่มเพาะความเกลียดชังสิ่งต่างๆรอบตัว เป็นไปได้ทีเค้าอาจไม่รู้ตัว ...มันคงไม่เลวร้าย หากความเกลียดชังนั้น สามารถเก็บไว้เพียงภายในใจของตัวเค้าเองได้ แต่ทว่า ความเกลียดชัง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว..ยากจะเก็บซ่อน วันหนึ่งมันจะถูกแสดงออกมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

อย่างเลวร้าย..เค้าอาจเริ่มเกลียดการที่เห็น "คนอื่น" มีความสุข อย่างเลวร้ายยิ่งกว่า..เค้าอาจเกลียด ที่เห็น "คนที่ตัวเค้าเองรัก" มีความสุข และอย่างเลวร้ายที่สุด เค้าจะเริ่มเกลียดชัง "ตัวเอง" เมื่อพบว่า มีคำถามนึงที่เค้าถามกับตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า "ทำไม..ฉั้นจึงไม่มีความสุขซักที?"

ฉั้นอาจเสียใจที่เห็นว่า เค้าคนนั้นไม่ใยดีใน "บางความสุข" ของฉั้น และได้แต่แอบเก็บงำความรู้สึกแอบเศร้านี้ไว้ ทั้งที่บางครั้งอดคิดไม่ได้ว่า บางทีเค้าอาจไม่ได้รักเรา หรือบางที ใน "บางความสุข" นั้น อาจสร้างความเจ็บปวดตอกย้ำแผลลึกบางแผลในหัวใจดวงนั้น

คนเราลบอดีตไม่ได้ แก้ไขก็ไม่ได้ ทางเดียวที่ทำได้คือ เรียนรู้จากมัน อดีตไม่ได้ทำให้ใครเลวร้าย คนที่ใช้อดีตมาตัดสินปัจจุบันต่างหากที่อาจทำให้หลายๆอย่างดูเลวร้ายกว่าที่ควรจะเป็น

ฉั้นพร่ำพูดคำว่า ความสุข อยู่ร่ำไป ทั้งทีจริงๆแล้ว ฉั้นก็ไม่ใช่ใครที่สามารถมีความสุขได้ตลอด 365 วันหรือแม้เพียงแค่ 24 ชั่วโมง และความสุขนั้น แท้จริงแล้วอาจไม่มีอยู่จริงและไม่มีตัวตน แต่ฉั้นแค่เชื่อมั่นว่าเมื่อคนเรามี "ความสงบในใจ" ไม่ต้องตลอดเวลา แค่พอให้รู้สึกเพียงพอและพอใจ เราก็สามารถนิยามความรู้สึกนั้นว่า "ความสุข" ได้แล้ว ฉั้นคิดอยู่เสมอว่า อยากให้เค้าคนนั้นมีความสุขที่แท้จริง แต่ถ้่าหากพูดแล้วมันจะยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม ฉั้นขอพูดใหม่ว่า ฉั้นภาวนา ขอให้เค้ามี "ความสงบในใจ" และพอใจในความรู้สึกนั้นจริงๆซักวัน

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 26, 2553

เมื่่อการเดินทางข้าม(ซีก)โลก..ยังไม่จบเท่านี้

ไม่ได้เขียนบันทึกซะนาน อาจเพราะชีวิตเริ่มเข้าที่เข้าทางและเริ่มชิน เลยไม่ตื่นเต้นกะอะไรรอบตัวเท่าไรละ การมาอยู่ที่นี่มันก็ดีเหมือนกัน มีเวลาอยู่กะตัวเองและได้เรียนรู้ไรใหม่ๆเยอะแยะมากมาย และมีเวลาคิดถึงอดีต(เหมือนคนเริ่มแก่ตัว)! วันนี้นั่งคิดถึงตัวเองแล้วก็ขำ เพราะไม่รู้ว่าชีวิตตัวเองกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ยังไง

ฉั้นเคยเป็นเด็กขี้เมามาก่อน เมามาตั้งแต่เด็ก เมามาแต่ไหนแต่ไร ทั้งเมารถ เมาเรือ โตมาก็เมาเครื่องบิน รถใครก็นั่งไม่ได้นอกจากรถที่พ่อขับแต่บางทีรถที่พ่อขับก็ทำพิษ จนทุกคนในบ้านเอือมระอาเพราะพอจะออกเดินทางไปไหน แค่เข้ารถฉั้นก็พะอืดพะอมและอ๊วกแตกในที่สุด ไกลสุดเท่าที่เคยไปสมัยเด็กคือสวนจตุจักร ไปถ่ายรูปเล่นกันกะครอบครัว จำไม่ได้ว่าทำไมไม่อ๊วก แต่การไปสวนจตุจักรเป็นความทรงจำที่แสนประทับใจ และอุทัยธานีคือไปวัดกะครอบครัว(แต่คิดว่าน่าจะหลับตลอดทาง) พัทยา..ไม่มีโอกาสได้ไป หัวหิน..ไม่เคยรู้จัก ต่างจังหวัดที่ไหนที่ว่าสวยก็ไม่เคยมีโอกาสได้เห็น เห็นใจที่สุดก็คือแม่ตัวเองที่ต้องอยู่เฝ้าบ้านไปโดยปริยายเพราะต้องอยู่ดูแลฉั้นจนกว่าจะหายมึน โตมาหน่อยก็เรียนใกล้บ้าน ตั้งแต่ประถมจนมหา'ลัย ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 15 นาที แม้กระทั่งทำงานที่แรกยังอุตส่าห์หางานได้ระแวกบ้าน ไม่น่าเชื่อ

เพราะอาการเมารถ ทำให้ฉั้นไม่เคยไปเปิดหูเปิดตาที่ไหนเลย จนกระทั่งเข้าสู่วัยทำงานที่ที่สอง และการเดินทางไกลที่สุด คือ การเดินไปทำงานจากบ้านย่านดอนเมืองมุ่งสู่ถนนเพลินจิต!!! นั่งรถสองแถวต่อรถตู้ต่อรถไฟฟ้าและเดิน ใช้เวลาเดินทางไปกลับวันละ 2-3 ชั่วโมง แบบนี้อยู่ร่วม 5 ปี จนกระทั่งซื้อรถค้นแรก ดีใจที่สุดในชีวิตเพราะไม่ต้องทรมานกับการเมารถที่คนอื่นขับอยู่เป็นนิจ การขับรถเองช่างมีความสุขแม้รถคันแรกจะซ่อมแล้วซ่อมอีก!

ฉั้นเริ่มเดินทางไกลขึ้น ด้วยการไปต่างจังหวัด ตื่นเต้นที่สุดในชีวิต คือ การไประยอง แล้วกะเถิบไปเสม็ด จากนั้นก็มีโอกาสไปต่างประเทศ! ครั้งแรกคือ ฮ่องกง อาการตุ๊มๆต่อมๆกลัวจะเมาเครื่อง ฉั้นเตรียมพร้อมทั้งยาดม ยาหอม ลูกอม หมากฝรั่ง................. จากนั้นกะเถิบไกลไปอีกหน่อยเป็นเมืองจีน แล้วก็วนมาเดินทางไนประเทศ กระบี่ โอ้ว...กระบี่คือไกลที่สุดละ..สำหรับทัวร์ในประเทศ และก็เริ่มขับรถเองเดินทางขึ้นเหนือ ไม่เคยรู้ว่าการเดินทางท่องเที่ยวช่างมีความสุขนาดนี้!!!

ความตื่นเต้นอาจทำให้ลืมเมา เลยริอ่าน ไปล่องเรื่อดื่มด่ำบรรยากาศดินเน่อร์แสนโรแมนติกเรียบแม้น้ำเจ้าพระยา กลับมาอ๊วกแตกไม่เป็นท่า...โธ่ นึกว่าหายแล้วแต่ไม่ย่อท้อ ฉั้นมีโอกาสได้เดินทางไกลขึ้น ไกลขึ้น จนมาไกลถึงนิวซีแลนด์ ตื่นเต้นไม่หาย...ไม่เชื่อตัวเอง เดินทาง 10 กว่าชั่วโมงโดยไม่เมา และไม่ต้องพึ่งยาหอม ยาลม ยาอม ยาหม่อง (ลืมบอก ตอนนั่งเครื่องไปกระบี่ยังแอบเมาเครื่องหนนึง แถมไปร่องเรือ รอบเกาะไม่กล้าบอกใครว่าแอบมึน เพราะกลัวอดชมธรรมชาติ)

การเดินทางฉั้นยังไม่จบแค่นิวซีแลนด์ ฉั้นมีโอกาสเดินทางไปบราซิล อีกซีกโลกนึง ในอเมริกาใต้ ฉั้นฝันไปรึป่าว.. บางทีคิดว่าตัวเองฝันไป คงเทียบไม่ได้กับบางคนที่เดินทางมากกว่าฉั้นหลายเท่า แต่ความตื่นเต้นคงไม่เท่าฉั้นแน่เพราะพวกเค้าอาจมีโอาสเดินทางมาตั้งแต่เด็ก

แต่สำหรับฉั้นการเดินทาง 24 ชั่วโมง จากอีกซีกโลกนึงไปยังอีกซีกโลกนึง คือ สิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ฉั้นไปบราซิลสองครั้งเพื่อไปเยี่ยมครอบครัวแฟบ แต่ครั้งนี้ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเป็นการเดินทางครั้งใหม่ เพื่อ "ไปอยู่".. อีกละ .. ย้ายอีกละ -_-'

ฉั้นจะไปย้ายอยู่บราซิล! ไปเรียนรู้โลกใหม่
จากเด็กขี้เมา อ๊วกแตก..ยังคงตุ๊มๆต่อมๆ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่อาการตุ๊มๆต่อมๆจากอาการกลัวการนั่งเครื่อง  แต่เป็นอาการตุ๊มๆต่อมๆเพราะกลัว..การเปลี่ยนแปลง การโยกย้าย การต้องทำตัวเข้มแข็ง และการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ในอีกซีกโลกนึงต่างหาก.... 
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...