Thursday, November 28, 2013

โดนปล้นในบราซิล

หลังจากผ่านไป 3 ปี กับการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล การได้ยินได้ฟังเรื่องราว โดนจี้ โดนปล้น ถือเป็นเรื่องปกติ แม้ว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับคนใกล้ชิด เช่น พี่สะใภ้ แม่สามี พี่เขย เพื่อนห่างๆ ร้านอาหารแถวบ้าน ห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ แม้กระทั่งตู้เอทีเอ็มข้างบ้าน แต่ไม่เคยคิดเลย ว่าวันนึงจะเกิดขึ้นกับตัวเอง

เพราะฉั้นเชื่อเรื่อง Law of Attraction เชื่อว่าตื่นขึ้นมาทุกเช้า ควรเริ่มคิดถึงสิ่งดีๆ ขอบคุณที่ยังมีข้าวให้กิน มีเตียงนุ่มๆให้นอน มีเงินให้ใช้ มีสามีที่ดี และมีลูกที่น่ารัก ขอบคุณที่ยังมีชีวิตที่ไม่ขาดแคลน ไม่ลำบาก ฯลฯ แต่ Law of Attraction เห็นทีคงจะใช้ไม่ได้ผลสำหรับการอยู่ที่นี่ เพราะแม้จะฝืนใจให้คิดแต่เรื่องดีๆเพื่อดึงดูดสิ่งที่ดีเข้ามา ก็ยังไม่วาย มีเรื่องให้ปวดหัวอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าเรื่องเล็กๆไปยังเรื่องใหญ่ๆ เช่น เหมดไม่มาทำความสะอาด เพื่อนบ้านซ่อมบ้านเป็นปีเป็นชาติ แม่สามีวุ่นวาย พี่สะใภ้ไม่เป็นมิตร เพื่อนมีน้อย สื่อสารกับใครเค้าไม่ได้ ทำอะไรก็ติดขัด ฯลฯ แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็ยังไม่เครียดเท่ากับวันดีคืนดี โดนโจรปล้นซึ่งๆหน้านี่สิ มันเครียด มันกลัว มันหดหู่ จนไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกยังไง 

หลังจากเกิดเหตุการณ์โดนปล้นกลางวันแสกๆโดยไอ้โม่งมันขับมอร์ไซต์มา เอาปืนมาเคาะกระจกรถ กรรโชกทรัพย์ ได้นาฬิกาเราไป 2 เรือน ทิ้งรอยนิ้วมือมันไว้ให้ดูต่างหน้าที่กระจกหน้าต่างรถ เรากลัวจนตัวสั่น ห่วงแต่ลูกที่หลับอยู่เบาะหลัง ได้แต่ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่อย่างน้อยมันปล้นแล้วมันก็ไป หลายคนที่นี่บอกฉั้นว่ามันเป็นเรื่อง "ปกติ" ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ บางคนเกิดขึ้นกับตัวเองมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2-3 ครั้ง เป็นเรื่องที่ต้องทำใจ แต่สำหรับฉั้นแล้ว คำว่า "ปกติ" จริงๆแล้วใช้บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะการโดนปล้นแบบมีปืนมาจ่ออยู่ตรงหน้า เสียงปืนที่เคาะเรียกตรงกระจกหน้าต่างรถ ดัง ปึงๆๆ จนป่านนี้มันยังก้องอยู่ในหัว แบบแผ่นเสียงตกร่องที่เล่นแล้วเล่นอีกซ้ำๆให้ขวัญหนีดีฝ่อ เสียงไอ้โจรกระจอกนั่นแม้จะเป็นภาษาโปรตุกีซก็ยังคงดังซ้ำๆอยู่ในหัวแบบนึกทีไรก็ทั้งโกรธและทั้งกลัว ปืนที่มันยื่นไปยื่นมาอยู่ตรงหน้าสามีเรา เพื่อกรรโชกเอาทรัพย์สินของเรา จินตนาการว่าถ้าไม่ให้มัน มันจะทำยังไง ยิ่งนึกยิ่งผวา อาการร้องไห้แบบร้องไม่ออก มื้อไม้สั่นเทาอยู่ในรถกันสองคนกับอีกหนึ่งชีวิตที่ไร้เดียงสา ยิ่งคิดก็ยิ่งรักตัวกลัวตาย เพราะความห่วงลูกยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด 

ถ้าอยู่เมืองไทย หลายคนก็ปลอบใจด้วยการบอกว่า "ถือว่าฟาดเคราะห์" หรือ หลายคนอาจบอกว่าเป็น "กรรมเก่า" แต่หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มานาน(เกิน) ทำให้ฉั้นเชื่อเรื่อง ฟาดเคราะห์และกรรมเก่า น้อยลงมาก เราไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่ได้ใช้ชีวิตที่นี่กันแบบง่ายๆ ไม่ได้ทำงานแบบหาเช้ากินค่ำ รอรับเงินเดือนกันแบบสบายๆ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆสำหรับที่นี่ ฉั้นไม่ได้นั่งกินนอนกินรอใช้เงินเดือนสามี เราสองคนทำงานหนัก ฉั้นเลี้ยงลูกเองด้วยความอดทนขั้นสูง แฟบทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์และเก็บหอมรอมริบ พอเรามีมากพอ เราก็แค่ให้รางวัลกับตัวเองด้วยการซื้อข้าวของดีๆมีราคามาเก็บไว้ เพื่อเป็นกำลังใจให้ตัวเอง เพื่อต่อสู้ และอดทนฟันฝ่าต่อไป ในที่ที่อาหารราคาแพง เสื้อผ้าราคาแพง รัฐบาลโกงกิน คนจนขี้ขโมย คนรวยแล้งน้ำใจ สังคมเสื่อมทราม ภาวะเงินเฟ้อ เราต้องกัดฟันทน ต่อสู้เพื่ออนาคต 

เราสมควรได้รับสิ่งที่ดี หรือ เป็นเจ้าของสิ่งที่เราคู่ควร
เราไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยการเบียดเบียนใคร
กรรมเก่า เป็นสิ่งที่เราไม่รู้ ไม่เห็น พิสูจน์ไม่ได้
เคราะห์ เป็นสิ่งที่อาจจะเกิดเมื่อไรไม่มีใครรู้

แต่เรื่อง "กรรมใหม่" หรือ "กรรมปัจจุบัน" ฉั้นยังคงเชื่อหมดใจ สอดคล้องกับเรื่อง "เหตุและผล" หรือ "Behavior and Consequences" ที่ฝรั่งเชื่อกัน มันก็คือ "กรรมและผลของกรรม" ใครทำอะไรไว้ย่อมต้องได้รับผลจากการกระทำนั้นๆ

ฉั้นรู้แต่ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันไม่สมควรเกิดกับเรา หากเราได้ใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่ผู้คนมีจิตสำนึกที่ดีกว่านี้ มันเป็นเรื่องที่มนุษย์เอาเปรียบมนุษย์ ใช้กิเลสของตัวเองทำร้ายคนอื่น ขโมยของของคนอื่นเพียงเพราะตัวเองไม่มีสำนึกเรื่องบาปบุญคุณโทษ ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี มันเป็นเรื่องของจิตสำนึกของพวกขยะสังคม ที่ไม่มีปัญญาทำมาหากินด้วยอาชีพที่สุจริต เห็นการขโมยเป็นเรื่องทำง่าย ได้เงินง่าย และไม่แน่คนพวกนี้อาจตายไปง่ายๆอย่างไร้ค่า ไร้คนใยดี คนประเภทนี้มีอยู่มากมาย และมันทำให้คนดีท้อแท้ และวิตกจริต 

ฉั้นได้แต่อโหสิกรรม เพราะไม่อยากอาฆาตแค้น ด่าทอ สาปแช่ง ให้ตัวเองจิตตก ทรัพย์สินเงินทองเป็นของนอกกาย ไม่ตายก็หาใหม่ได้ อย่างที่คนไทยสอนกันมาแต่ไหนแต่ไร ฉั้นต้องเข้มแข็งเพราะยังมีหน้าที่ที่ต้องทำ ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป แต่จากนี้ ชีวิตจะดำเนินต่อไปยังไง เป็นเรื่องที่ต้องคิดและตัดสินใจให้เร็ว ก่อนที่เหตุการณ์ร้ายๆมันจะมาเปล่ียนแปลงฉั้น เปลี่ยนแปลงความคิด และจิตวิญญาณของฉั้น

และก็ได้แต่พร่ำบ่นในใจว่า "นี่เหรอ(วะ) ชีวิตของคนบราซิล!"

1 comment:

  1. เป็นกำลังใจให้นะคะ รู้ดีว่าพี่ก้อยรู้สึกยังไง เพราะหนูก็รู้สึกไม่ต่างกัน แต่ต่าง ตรงที่ไม่เคยประสบเหตุร้ายแรงกับตัวเอง มีแต่โดยฉกกล้องไปต่อหน้า แต่กระชากกลับมาได้ แค่นี้ก็ตกใจไปวันนึงแล้ว Soon we will leave this country....

    ReplyDelete

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...