Pages

วันพฤหัสบดี, กันยายน 25, 2557

สิ่งที่ 'ลืมไม่ได้' เมื่อเป็นพ่อแม่

นานเท่าไรแล้วเนี่ยที่ไม่ได้เขียนบล๊อก ไม่ใช่สิ จริงๆแล้วต้องบอกว่า นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้โพสต์ เพราะเขียนมาตลอดแต่ไม่โพสต์ มัวแต่เขียนเรื่องส่วนตั๊วส่วนตัวอยู่ วันนี้ได้ฤกษ์ละ หลังจากคิดอยู่ตั้งนานว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี ก็ตัดสินใจได้ว่าเอาเรื่องนี้ดีกว่า เรื่อง ครอบครัว ใกล้ตัวดี 

ฉั้นย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยได้ซักพักละ หลังจากตัดสินใจไม่นานว่าจะไม่ทนชีวิตในบราซิลอีกต่อไปละ ตอนตัดสินใจอ่ะ มันแป๊บเดียว แต่ตอนต้องทนทุกข์ทรมานเนี่ยสิ มันโคตรนานเลย ใช้คำว่าทนทุกข์ทรมานเลยนะ เพราะกลับมา 2-3 เดือนแรก เรียกว่ายังมีอาการจิตตกอยู่เลย กลัว รนราน หวาดระแวง เครียด เกลียด โกรธ มองโลกในแง่ร้าย ไม่น่าเชื่อว่าบราซิลมันเปลี่ยนฉั้นได้ขนาดนั้น เล่นซะฉั้นจิตป่วยเลย กลับมาอยู่เมืองไทย เลยใช้เวลาพักฟื้นอยู่นาน กว่าสภาพจิตใจจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม 

จริงๆเหตุผลที่ตัดสินใจกลับมาก็เพราะมีครอบครัวนี่แหละ เพราะมันคือสิ่งที่เรารักและหวงแหน เราเลยต้องปกป้องและรักษา ไม่ให้ใครไม่ว่าหน้าไหนมาทำลาย 

เพราะอย่างงี้ฉั้นจึงต้องศึกษา หาหนังสือ หาคลิปอะไรต่างๆมาดู มาอ่าน ให้รู้ว่า หน้าที่อะไรบ้างที่พ่อแม่อย่างเราควรทำ แต่จะว่าไป ฉั้นว่าฉั้นตั้งใจจะเขียนโพสต์นี้ในฐานะลูกมากกว่า เพราะฉั้นเติบโตมาแบบครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์หลายด้าน พอมามีครอบครัวเองแล้วเริ่มศึกษาถึงได้รู้ว่า อ้าว...นี่เราเกิดมาในครอบครัวที่มัน......ขนาดนั้นเลยเหรอวะเนี่ย มิน่าล่ะ....."  แต่ก็เอาเหอะ ชีวิตลำบากถึงแค่วัยกลางคน ก็ถือว่าไม่สายเกินไป ตอนนี้สบายละ ก็อยากแบ่งปันอะไรดีให้คนอื่นบ้างเท่าที่พอจะมีปัญญา 

การเป็นแม่นี่มันเปลี่ยนฉั้นหลายอย่างจริงๆนะ เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนความคิด ทำให้เราโตขึ้น คิดเยอะขึ้น กล้าขึ้น และทันคนขึ้น และอีกหลายอย่างที่เป็นข้อดี เลยคิดว่า เอามาเขียน มาแชร์กันดีกว่า เผื่อมีประโยชน์   

การเป็นพ่อเป็นแม่เนี่ยมันง่าย แต่จะเป็นยังไงให้ดีและมีคุณภาพ  เราต้องไม่ลืมว่า
- เราเป็นตัวอย่างแก่ลูก เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่เค้าใช้ชีวิตอยู่ ไม่ว่าคำสอนอะไรที่เราพร่ำพูด หรือพร่ำบ่น แม้มันจะเข้าหู แต่มันก็จะผ่านออก แต่สิ่งที่เราทำให้เข้าเห็นเนี่ยสิ มันจะชัด เค้าจะจำในสิ่งที่เค้าเห็น แล้วเค้าก็จะทำตามเรา เพราะมีแค่เราเท่านั้นในโลกของลูก ที่เป็นต้นแบบการใช้ชีวิต การกินอยู่ การพูดการจา แม้แต่การนั่งการนอน มีเราคนเดียวที่เค้าคลุกคลีด้วย มีเราคนเดียวที่บางทีอาจไม่รู้กันทั้งคู่ด้วยซ้ำว่ากำลัง Copy/Paste กันอยู่ 

ดังนั้น (เตือนตัวเอง) ถ้าอยากให้เค้าพูดเพราะ เราต้องพูดเพราะ ถ้าอยากให้เค้าชอบช่วยเหลือ เราต้องคอยช่วยเหลือ และสอนให้เค้ารู้จักช่วยเหลือ ถ้าอยากให้เค้าร่าเริง สดใส เราก็ต้องดูแลจิตใจตัวเองให้ร่าเริง สดใส ถ้าอยากให้เค้าเรียนเก่ง เราต้องเรียนกับเค้า คอยเช็ค คอยสอน คอยทำการบ้านด้วยกัน อ่านหนังสือด้วยกัน ไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาด้วยกัน ถ้าอยากให้เค้าสุขภาพดี เราก็ต้องทำอาหารที่ดีมีประโยชน์ และกินอาหารดีๆมีประโยชน์ให้เป็นนิสัย อยากให้เค้าวางตัวเหมาะสมก็ต้องสอนทุกอย่างที่ดีที่เหมาะสมเท่าที่เรารู้ให้กับเค้า ทำให้เค้าเห็นเป็นตัวอย่าง มันจะง่ายกว่าการพร่ำบนปากเปียกปากแฉะเป็นไหนๆ 

- แต่อย่าคาดหวัง พัฒนาการที่สมบูรณ์แบบจากลูก เด็กๆมีพัฒนาการทางร่างกายตามพัฒนาการทางสมองของเค้า ถ้าสมองและร่างกายเค้าพัฒนาไปถึงจุดที่เค้าเริ่มคลานได้ เค้าก็จะคลาน ถ้าสมองและร่างกายเค้าพัฒนาไปถึงจุดที่เค้าเริ่มเดินได้ เค้าก็จะเดิน เค้าก็จะพูด เค้าก็จะยิ้ม เค้าก็จะเริ่มหยิบจับสิ่งของ เริ่มวิ่ง เริ่มโต้ตอบ ต่างๆเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมทางสมองและร่างกายของเค้าทั้งนั้น 

สำคัญที่ว่า ถ้าไปกดดันเค้าด้วยการคาดหวังพัฒนาการของเค้าโดยไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆ จนเริ่มเครียดซะเอง และเริ่มอัดสิ่งที่พ่อแม่คิดว่ามันดีมีประโยชน์จนมากเกินไป ลูกก็จะเครียดตามไปด้วย  หรือไม่ก็อาจจะกลายเป็นความเศร้า ความทดท้อได้ และอย่าไปคาดหวังเค้าจนเริ่มดูถูกลูกตัวเอง เช่นว่า ทำไมยังไม่ยอมเดิน จะคลานไปจนอายุ 15 เลยมั้ย หรือทำไมยังไม่ยอมอดนมแม่ จะกินไปจนโตเลยเหรอ อันนี้...แบบว่า สามีเดี๊ยนเองเลย ที่พูด 

คำพูดเหล่านี้มันบั่นทอนนะ ลูกอ่ะเค้ายังไม่รู้หรอก แต่มันบั่นทอนคนเลี้ยงหรือคนเป็นแม่มากกว่า เวลาฟังแล้วมันเจ็บ พอเจ็บก็ต้องเลือกละ ว่าจะท้อหรือจะสู้ ซึ่งผลลัพภ์มักเกิดขึ้นหรือส่งผลกับลูกเสมอล่ะ 

เพราะงั้นก็ต้องค่อยๆสอนเค้าไปตามอายุนั่นแหละ สอนตามความพร้อมของลูก ความพร้อมมันจะมาเอง ขอเพียงให้สังเกตุ อย่าสอนอะไรที่ไม่เหมาะกับอายุ อย่าลืมอายุของลูก ลูกอายุเท่าไรก็สอนเค้าให้เหมาะสมนั่นแหละดีที่สุด

- อย่าลืมหน้าที่ของพ่อแม่ ฉั้นว่าเวลาเราทำอะไรซักอย่าง คนเรามันมีนะ ที่เป๋ๆไป คือ ไม่ได้ตั้งจุดประสงค์ของสิ่งที่เรากำลังทำอย่างชัดเจน การเป็นพ่อเป็นแม่ก็เหมือนกัน เรามีหน้าที่ของเราที่ต้องทำ ตอนเราเป็นแฟนกัน เราก็ทำหน้าที่แฟน คือ โทรหากัน ไปเดทกัน ห่วงใยกัน แสดงออกว่ารักกัน พอเราเป็นคู่สามีภรรยา เราก็ต้องทำหน้าที่ เช่น สามีทำงาน ภรรยาถ้าไม่ได้ทำงานก็ต้องคอยดูแลสามี ดูแลอาหารการกิน ดูแลบ้านช่อง ดูแลเสื้อผ้า ดูแลตัวเอง อาจดูแลค่าใช้จ่ายบ้าง พวกนี้ถือเป็นหน้าที่ แต่พอมาเป็นพ่อแม่เนี่ย สิ่งที่ท้าทายคือ เราต้องทำหน้าที่ทั้งหมดที่ว่ามา เพื่อยังรักษาชีวิตสมรส และยังต้องดูแลลูก เพื่อรักษาชีวิตครอบครัวให้ได้ด้วย นี่ล่ะที่มันยาก

ตอนฉั้นอยู่ที่บราซิล ฉั้นพยามทำหน้าที่ของฉั้น ในการเป็นภรรยา จนตั้งท้องและคลอดลูก ก็ต้องเพิ่มบทบาทในการทำหน้าที่เป็นแม่ด้วย แต่มันไม่แค่นั้น สิ่งที่มันยากลำบากและปวดกบาลมากที่สุด คือ ต้องทำหน้าที่สะใภ้ด้วยเนี่ย มันทำให้ฉั้นเครียดมาก เพราะแม่สามีก็คอยจะแอบร้ายกับฉั้น จนถึงขั้นที่ฉั้นต้องให้แฟบจัดอันดับความสำคัญใหม่ ว่ายูจะทำหน้าที่ลูก หรือจะทำหน้าที่สามี และ พ่อที่ดี อะไรจะมาก่อนมาหลัง ตอบ!!! ฮ่าๆๆ โหด!

เพราะไม่ว่าเราจะอยู่ในบทบาทไหน ทุกบทบาทมีหน้าที่ของมัน ทุกคนต้องทำตามหน้าที่ การเป็นพ่อเป็นแม่ จึงมีหน้าที่หลัก คือ ดูแล ปกป้อง จัดหา เลี้ยงดู และสั่งสอน เพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิตให้กับลูกในอนาคต เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่ดูแลลูก ไม่ปกป้องลูก ไม่คอยจัดหาสิ่งที่จำเป็นให้เค้าเริ่มจากปัจจัยสี่ รวมไปถึงไม่สั่งสอนเค้าในสิ่งที่เหมาะสม ก็เท่ากับคุณไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง

- และต้องไม่ลืมนะว่า 'ลูก' นะ ไม่ใช่ 'ตัวประกัน' ฉั้นเห็นหลายๆคู่นะ ที่พอมีลูกแล้วใช้ลูกเป็นเครื่องมือต่อรองในเรื่องต่างๆ เช่น  ยอมมีลูกเพื่อให้ได้ผัว ยอมมีลูกเพื่อรักษาชีวิตแต่งงานตัวเองเพราะคิดว่าลูกจะช่วยเป็นโซ่ทองคล้องใจได้ บางคนยอมใช้ลูกหรือหลาน เป็นเครื่องมือในการสร้างความเจ็บปวดให้เขยหรือสะใภ้ที่ตัวเองไม่ชอบ พ่อแม่ที่หย่าร้าง ทำให้คู่ครองเจ็บด้วยการใช้ลูกเป็นตัวประกัน กีดกันลูกไม่ให้เจอหน้าอีกฝ่าย หรือสอนให้ลูกต่อต้านอีกฝ่ายด้วยการถ่ายทอดความเจ็บช้ำน้ำใจของตัวเองให้กับลูก อะไรอย่างงั้นเป็นต้น 

พวกนี้ สำหรับฉั้น ถือว่า "ผิด" ตัวโตๆ ฉั้นรับไม่ได้ เด็ก ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเครื่องมือใคร ไม่ได้เกิดมาพร้อม Assignment ว่าจะต้องเกิดมาเพื่อรักษาชีวิตสมรสพ่อกับแม่ เด็กควรเกิดมาด้วยเหตุผลที่ถูกต้องเท่านั้น คือ พ่อแม่ที่รักกันและมีความพร้อมที่จะมีลูกด้วยกันเพื่อเป็นสายใยรักต่อกัน ไม่ใช่เกิดจากความผิดพลาด

- และ 'ลูก' ไม่ใช่ 'สิ่งชดเชย' ฉั้นรู้ว่า ความผิดพลาด บางทีมันเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ คู่บางคู่แต่งงานกันเพราะรักกัน พอมีลูกด้วยกัน ก็คิดว่าน่าจะดี แต่มันอาจไม่เป็นอย่างที่คิด ด้วยเหตุผลต่างๆนานา สุดท้ายพ่อแม่อาจแยกทางกัน และมันอาจจะมีคนบางคนไม่สามีก็ภรรยาที่รู้สึกผิดต่อลูก เลยชดเชยทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งสิ่งที่ตัวเองมีและไม่มีให้แก่ลูก ลูกขออะไรก็ปรนเปรอให้หมด เห็นลูกร้องไห้ไม่ได้ รู้สึกผิด รู้สึกเจ็บแทนลูก 

หรืออาจจะมีบางคนที่ให้กำเนิดลูกแล้วลูกไม่แข็งแรง หรือไม่ปกติ คนประเภทนี้ก็อาจจะชดเชย หรือชดใช้ความผิด หรือความรู้สึกผิด ที่ทำให้ลูกไม่ปกติด้วยการไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง รู้ว่าอะไรไม่ถูกไม่ควร แต่เวลาลูกทำผิดแทนที่จะเด็ดขาดกับลูกเพื่อสอนให้เค้ารู้ถูกผิด กลับสงสารและรู้สึกผิดเองอีกที่เห็นลูกร้องไห้เวลาโดนดุ กลับขอโทษลูกซะงั้น เด็กที่ไม่ปกติอยู่แล้วก็ยิ่งไม่รู้ความเหมาะสมด้วยก็ยิ่งแล้วใหญ่

หรือพ่อแม่บางคนที่ต้องทำแต่งาน พอรู้สึกผิดที่ไม่มีเวลาให้ลูกหรืออาจเลือกที่จะไม่ใช้เวลากับลูก ก็จะใช้เงินแทน ซื้อข้าวของให้ ของเล่น ของฟุ่มเฟือย ทดแทนความรู้สึกให้กับลูก บอกเลยมันแทนความรักไม่ได้ 

ถ้าคุณจน คุณก็ให้ต้องให้ความรักแทน ถ้าคุณรู้สึกผิดก็ทำสิ่งที่ถูกให้ลูกแทน ถ้าคุณไม่มีเวลา ก็ต้องให้การรับฟังและการใช้เวลาทุกนาทีให้มีคุณภาพแทนปริมาณ
  
- อย่าลืมว่า 'ชีวิตลูก' ไม่ใช่ 'ชีวิตเรา' เวลาเรามีลูกแล้ว เราห่วงลูก เราหวงลูก อยากให้ลูกมีความสุข อยากให้ประสบความสำเร็จ อยากให้ลูกมีทุกอย่างที่เราอยากมี จนลืมไปว่า ลูกอยากได้อะไร ลูกมีความสุขกับอะไร และอะไรที่ลูกจะเรียกมันว่า ประสบความสำเร็จ ให้เกียรติลูกในแง่ที่ว่า ลูกเองเค้าก็มีจิตวิญญาณของเค้า มีความชอบ ความรัก ความต้องการ ตามแบบฉบับของเค้า อย่าเอาความคิดและความต้องการตัวเองไปตัดสินว่า สิ่งนั้นดี สิ่งนี้ไม่ดี จนกระทั่งลูกเติบโตเข้าสู่วัยที่เค้าต้องหัดตัดสินใจด้วยตัวเอง แล้ววันนั้น ถ้าเรายังไปคอยตัดสินให้เค้า ว่าอะไรถูก อะไรดี ด้วยความคิด ความรู้สีกและความต้องการของเรา ก็เตรียมตัวไว้ได้เลย ว่าวันนั้นแหละ จะเป็นวันที่ลูกจะตัดสินว่า เค้าไม่ต้องการเราอีกต่อไปแล้ว

- อย่าเอาลูกเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องของผู้ใหญ่ เช่น พ่อแม่จะทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไร ถ้าหลบไปแอบทะเลาะกันไม่ได้จริงๆ ก็ไม่ต้องเอาไปเล่า หรือบ่น หรือร้องไห้กับลูก ให้ลูกมันฟัง ให้มันรับรู้ ไม่ต้องให้ลูกเลือกข้างว่าจะอยู่ข้างใคร เพราะ หนึ่ง...เด็กเค้าไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะรับมือกับเรื่องของผู้ใหญ่ เค้าไม่รู้หรอกว่าอะไรถูก อะไรผิด เค้าไม่รู้หรอกว่าอะไรจริงหรือหลอก เค้ามีความสามารถอย่างเดียวคือตัดสินว่าเรื่องราวทั้งหมด เค้ามีส่วนผิด มันเป็นความผิดของเค้า เค้าอาจเป็นภาระของพ่อแม่ เค้าอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อแม่ทะเลาะกัน แล้วเค้าก็จะเชื่ออย่างงั้นไปจนเติบโต และจะพยามทำทุกอย่างเพื่อชดเชยความผิดที่เค้าไม่ได้ก่อ เหมือน ทรายสีเพลิง ไง! สอง...ลูกไม่ได้เกิดมาเพื่อแก้ปัญหาของคุณ หรือแก้ปัญหาให้คุณ ถ้าพ่อและแม่ทะเลาะกัน เค้าก็ไม่จำเป็นต้องรับรู้ เพราะยังไงเค้าก็ช่วยแก้ปัญหาไม่ได้ หรือแม้บางคน บางคู่ที่คิดว่า การมีลูกจะทำให้ชีวิตแต่งงานที่แย่กลับมามีความสุขขึ้นได้ ก็กลายเป็นมอบหมายงานให้ลูกตั้งแต่เค้ายังไม่เกิดเลยนะ สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ถ้าคุณยังไม่เคยมีประสบการณ์การเลี้ยงลูก เลี้ยงลูกน่ะ....เลี้ยงยากนะ จะบอกให้ และที่สำคัญ เมื่อคุณหย่าร้าง คุณอาจหมดหน้าที่การเป็นสามีหรือภรรยา แต่ภาระหน้าที่ของการเป็นพ่อกับแม่ จะต้องทำไปจนตลอดชีวิต เลิกเป็นไม่ได้ นอกจากคุณจะเป็นคนที่ไม่มีความรับผิดชอบจริงๆ

- อย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วยล่ะ เคยได้ยินมั้ยที่หลายคนพูดว่า พวกเค้ารักลูกมากจนสามารถตายแทนได้ มีนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน Dr.Phil McGraw พูดไว้ดีมากว่า เปลี่ยนบริบทใหม่เถอะ อย่าบอกว่ารักจนตายแทนได้ แต่ให้บอกว่า รักและจะ 'อยู่' เพื่อลูก แทนจะดีกว่า 

ฉั้นว่าจริงนะ คนสมัยก่อน คนเป็นแม่ พอเป็นแม่แล้ว ก็ทำแต่หน้าที่แม่ โดยไม่ห่วงตัวเอง ไม่สนใจสามี ปล่อยให้ตัวเองเป็นยัยเพิ้ง หมดสวย หมดเสน่ห์ ผัวเบื่อ ไม่เหมือนสมัยนี้ หลายคนหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น หลายคนทำงานนอกบ้าน จ้างคนมาช่วยเลี้ยง ก็มีเวลาเป็นของตัวเอง ได้ไปออกกำลังกายบ้าง ไปร้านเสริมสวย ทำเล็บ ทำผมได้บ้าง มีเงินหน่อยอาจหาคนมาช่วยทำงานบ้าน หาเวลาไปพักผ่อนไปกินข้าวนอกบ้านกับสามีบ้างอะไรบ้าง เพื่อให้ตัวเองได้ชาร์ตแบต ฉั้นว่ามันดีนะ แต่ยังไง คนเป็นภรรยาก็ยังต้องรับบทบาทหนักในบ้านอยู่ดี

แต่สำหรับฉั้น เป็นแม่บ้านเต็มตัว ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน เลี้ยงลูกอยู่บ้าน ยิ่งลูกโตยิ่งเลี้ยงยาก เหนื่อยมาก เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ เค้าเริ่มเล่นไม่หยุด อยากได้อะไรต้องได้เดี๋ยวนั้น ถ้าไม่ได้จะเริ่มกรีดร้อง ร้องไห้ เวลานอนถ้าไม่ง่วงอาจไม่ยอมนอน เวลาเล่น ถ้าไม่ดูแลให้ดีอาจล้มบ้าง เจ็บตัวบ้าง เวลาเราต้องทำนู้นทำนี่ เค้าก็จะเรียกร้องความสนใจอยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่เวลาต้องทำกับข้าว หรือแม้แต่เวลาเข้าห้องน้ำ และนั่นคือ พฤติกรรมเด็กเล็ก ที่บอกเลยว่าทำให้ฉั้นสติแตกบ่อยมาก โดยเฉพาะตอนนี้ที่เค้าอายุ 2 ขวบ แล้วจะสติแตกมากขึ้นอีกเวลาที่ต้องดูแลสามีด้วย เพราะสามีเราจะทำแต่งาน เพราะเค้าคิดว่านั่นคือหน้าที่ของหัวหน้าครอบครัว คือ ทำงานหาเงิน หาให้ได้มากๆ เพื่อจะได้มีเงินไว้ทำประกันให้ลูกให้เมีย เก็บเงินไว้เพื่อการศึกษาลูก เก็บเงินไว้ใช้ยามเกษียรณ เก็บเงินๆๆๆๆ ฯลฯ ไม่รู้สามีคนอื่นเป็นไง แต่สามีเดี๊ยนเป็นงี้ เลยเอาแต่ทำงาน และจะสตริ๊กเรื่องเงินมาก ส่วนหน้าที่เลี้ยงลูกและดูแลบ้านช่อง ฉั้นก็เลยรับผิดชอบทำเองหมดไปโดยปริยาย รวมทั้งดูแลเค้าด้วย ทั้งทำกับข้าวให้กิน ชงกาแฟให้ดื่ม ซักเสื้อผ้าให้ จัดเก็บที่หลับที่นอน จัดระเบียบบ้านช่องให้สะอาดเรียบร้อย นี่ยังดีนะ หรือไม่ดีก็ไม่รู้ที่เค้าทำงานอยู่สิงคโปร์ ภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลเค้าเลยเป็นแค่ช่วงเสาร์อาทิตย์ แต่ที่ไม่ดีก็คือ คิดถึงเค้า แล้วบางทีมันไม่มีคนมาแตะมือ แท๊กทีม ดูแลลูกให้บ้างซัก 10-20 นาที ฉั้นเลยต้องดูแลลูกตลอด 24 ชั่วโมง แบบไม่มีวันหยุด และไม่มีวันเสาร์อาทิตย์ และจะสติแตกมากขึ้นได้อีก เวลาสามีมาหงุดหงิดหรือจู้จี้จุกจิกกับเรา เฮ้อออออ.........

นี่แหละ ชีวิตฉั้น ที่ใครไม่รู้อาจคิดว่าสบาย ถึงได้บอก ว่าต้องดูแลตัวเองดีๆ อย่างน้อย ถ้าไม่อยากจ้างคนมาเลี้ยงลูก ก็ต้องจ้างคนมาทำความสะอาด ต้องมีเครื่องช่วย เช่น เครื่องซักผ้า อบผ้า(ถ้าจำเป็น) เครื่องล้างจาน ไม่งั้น ตายแน่ ฉั้นเคยทำกับข้าว เลี้ยงลูก ดูแลสามี แค่วันเดียว ทำพร้อมๆกันหลายๆอย่าง หลังแทบจะหัก ปวดหลังไป 2 วันเต็ม จะได้พักก็คือ วันที่สามีไม่อยู่ วันที่ไม่ต้องไปซุปเปอร์มาร์เก็ต วันที่ไม่ได้มีคนมาทำความสะอาด วันที่ไม่ต้องซักผ้า เก็บผ้า พับผ้า นั่นก็คือ วันเดียว วันใดวันหนึ่งในสัปดาห์ บ่นซะยาว สรุปคือ อย่าปล่อยให้ตัวเองเฉา ถ้าไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย ก็ต้องลุกขึ้นมาแต่งหน้าแต่งตัวบ้าง ให้มองหน้าตัวเองในกระจกแล้วรู้สึกฟรุ้งฟริ้งได้บ้าง ใส่เสื้อผ้าซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆใส่ ไปเดินช้อปปิ้งบ้าง ไปนั่งทำเล็บบ้าง เล่นเฟสบุ๊คบ้าง ทำงานอดิเรกบ้างเวลาลูกหลับ แค่นี้ก็พอช่วยได้ อย่าปล่อยให้ตัวเองชำรุดทรุดโทรม ไม่งั้นจะป่วยทางใจ แล้วก็จะทำให้ลูกป่วยไปด้วย 

- อย่าลืมรักและศรัทธาตัวเอง ฝรั่งเรียก Self esteem ข้อนี้ สำหรับฉั้นสำคัญที่สุด เค้าว่าคนเราจะใช้ชีวิตยังไง และเลี้ยงลูกยังไง มาจากการที่เราถูกเลี้ยงดูมายังไง ถ้าเรามีชีวิตวัยเด็กที่ขาด เราก็จะคาดหวังว่าเราจะเติมส่วนที่เราขาดให้กับลูก โดยลืมสิ่งที่ลูกต้องการหรือสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม หรือในวัยเด็กเราเติบโตมาแบบไหน มันก็มีเปอร์เซ็นต์สูงที่เราจะเลี้ยงลูกแบบนั้น เพราะเราเองก็เรียนรู้จากสิ่งที่เราอยู่และเติบโตมา มันเป็นสิ่งเดียวที่เรารู้ ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิด เหมาะหรือไม่เหมาะ เราก็จะยึดมันเป็นแนวทางในการเลี้ยงดูลูก เช่น ถ้าเราเติบโตมากับแม่ที่ดุ เฮี๊ยบ เจ้าระเบียบ เราก็อาจจะเป็นแม่หรือพ่อแบบนั้น เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เราเรียนรู้มา เช่นเดียวกัน ถ้าแม่เราเป็นคนปล่อยปละ ละเลย ไม่ใส่ใจ ไม่ดูแล เราก็มีแนวโน้มที่จะเป็นพ่อหรือแม่แบบนั้น เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เราเติบโตมากับมัน

ถ้าตอนเด็กๆเราจน ขาดแคลน แต่ตอนนี้เราสบายแล้ว เราก็ให้ในสิ่งที่เราแน่ใจว่าทำให้ลูกมีความสุข ไม่ใช่ให้เค้าแต่ในสิ่งที่เราไม่เคยมี ถ้าตอนเด็กๆเราอยากเรียนสูงๆในโรงเรียนดีๆ และเรารู้ว่าการศึกษาเป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดที่พ่อแม่พึงให้ได้ เราก็หาโรงเรียนดีๆให้เค้า แต่ต้องอย่าลืมให้เค้าได้มีโอกาสเลือกเรียนในสิ่งที่เค้าอยากเรียนด้วย โตขึ้นเค้าก็จะได้เลือกอาชีพที่เค้าอยากเป็น เลือกคู่ครองที่คู่ควร ในความคิดส่วนตัวฉั้นนะ ไม่ต้องไปอัดคอร์สพิเศษต่างๆให้ลูกมากเกินไปหรอก ให้เค้าได้มีเวลาที่จะเล่นซนตามภาษาเด็ก ตามธรรมชาติของเด็กบ้างจะดีกว่า อย่าเอาความแอบกลัวของตัวเองไปกดดันลูก เช่น กลัวว่าเค้าจะไม่เก่งกว่าคนอื่น กลัวเค้าจะมีพัฒนาการช้ากว่าคนอื่น หรือกลัวลูกชายจะไม่แมน กลัวลูกสาวจะไม่เรียบร้อย กลัวนู้นกลัวนี่จนเปลี่ยนวิธีหรือสไตล์การเลี้ยงดูลูกไปจนขาดความเป็นธรรมชาติ  

ฉั้นว่า เอาให้มันเป็นธรรมชาติ คอยดูเค้าให้เค้าอยู่ในสายตาตลอด แต่อย่าบังคับควบคุมมากเกิน มันมีเทคนิคเสมอแหละ ถ้าเราใส่ใจ เช่น มีข้อต่อรองเวลาที่อยากให้ลูกทำอะไรที่เราคิดว่ามันเหมาะสมกว่า แทนการให้ลูกตัดสินใจเองแบบผิดๆ ใช้วิธีโน้มน้าวใจแทนวิธีการลงโทษรุนแรง จัดระเบียบในบ้านโดยมีความยืดหยุ่นบ้าง อย่าตึงจนเกินไป จนความสัมพันธ์แทนที่จะเป็น พ่อแม่ลูก กลับกลายเป็น หัวหน้ากับผู้ใต้บังคับบัญชาไปซะ อย่างเด็กๆเนี่ยบางทีเค้าก็ชอบรื้อของเล่นออกมาเล่นเต็มบ้าน แต่เมื่อบ้านต้องเป็นระเบียบและสะอาดสะอ้าน และคุณแม่อาจจะเหนื่อยกับการคอยตามเก็บ แทนที่จะดุด่าว่ากล่าว พร่ำบ่น ก็แค่ ขอให้เค้าช่วยกันเก็บเข้าที่ ก่อนที่เค้าจะออกไปไหน หรือก่อนเข้านอน ก่อนไปกินข้าว โดยที่เราช่วยกัน พูดกับเค้าดีๆ ให้เค้าเห็นเป็นตัวอย่างแล้วทำตาม ก็น่าจะดีกว่า แล้วอย่าลืมให้คำชมเชยเค้าซักนิด ทุกครั้ง ทุกเรื่อง ที่ขอให้เค้าทำอะไร คำชมสั้นๆ เช่น เก่งมากลูก Good boy, Good girl หรือ Love you หรือ ขอบคุณ Thank you อะไรก็ได้ที่ทำให้เค้ารู้ว่าสิ่งที่เค้าทำเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ถ้าเค้าทำอีกก็ได้รับคำชมอีก เค้าก็จะปลื้มและก็จะอยากทำอีก ไปเรื่อยๆ  

การทำโทษลูกเวลาเค้าทำผิดก็เหมือนกัน มันมีหลายวิธีนะ ที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง อย่าจินตนาการถึงการทำโทษ ว่าคือการตีด้วยไม้เรียว เข็มขัด ไม่แขวนเสื้อ อะไรพวกนั้นเพียงอย่างเดียว หรือฝรั่งบ้าๆมีนะที่มันทำโทษลูกด้วยการให้กินซอสพริก เอาพริกป้ายปากเวลาพูดคำหยาบ จับขังห้องมืดเวลาทำผิด อะไรอย่างงั้น หรือจับอาบน้ำเย็นๆจากฝักบัวเวลาไม่เชื่อฟัง!! ไม่เอานะ ไม่เอา สงสารลูก อย่างงั้นเรียกโรคจิต เรียก Abusive เห็นแล้วจะบ้าตาย 

มันมีค่ะ การทำโทษลูกด้วยการ Time Out ก็ได้ คือให้นั่งเข้ามุม สงบสติอารมณ์ซักพักทั้งเราทั้งเค้า เวลาที่เค้าทำผิด หรือ Out of control อธิบายว่าเค้าทำอะไรผิด แล้วพอลมสงบก็มานั่งอธิบายอีกรอบ ให้เค้าขอโทษ แล้วก็กอดกัน หอมแก้มกัน พวกนี้มันดีนะ ถ้าทำเป็นจะได้ผลมากๆเลย ไม่เจ็บตัว ไม่เจ็บใจ ลูกจะมีเหตุผลไม่ก้าวร้าว ฉั้นใช้นะ บางทีพอเราเริ่มเสียงแข็งเวลาเค้าทำผิด เค้าก็เดินเข้ามุมเองเลย เรียกว่า Time out ตัวเอง เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ ครั้งนึงจับเค้ามากอดเลย เห็นเค้าลงโทษตัวเอง อิแม่ก็ใจอ่อนระทวย ถึงจะสติแตกบ้าง แต่อย่างน้อยไม่ทำให้ลูกเจ็บตัว พอหายโกรธแล้วก็ไม่รู้สึกผิดกับตัวเอง

ถ้าเรามีศรัทธาในตัวเอง รู้ว่าหน้าที่ของพ่อแม่คืออะไร แล้วโฟกัส เราจะรู้ว่าเรากำลังทำอะไรเพื่อผลลัพภ์อะไร ที่ไม่ใช่เพื่อชดเชยความรู้สึกอะไรก็ตามของตัวเอง ดีหรือไม่ดี เหมาะหรือไม่เหมาะ เราจะไม่มีทางรู้ถ้าไม่ได้ศึกษาเรียนรู้และปรับใช้ให้เหมาะกับครอบครัวเรา ลูกเรา สามีหรือภรรยาของเรา ให้ศรัทธาในตัวเอง รักและเคารพตัวเอง เพื่อให้ตัวเองยืดหยัด แข็งแกร่ง มีเรี่ยวแรง ไม่อ่อนไหวต่อคำวิจารณ์ คำดูถูก เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความสุข เพื่อจะได้ถ่ายทอด ส่งต่อให้กับคนในครอบครัว 

- และอย่าลืมเซตให้มีวันสำคัญๆในครอบครัวด้วยนะ มันก็จะเพิ่มอารมณ์หวานๆเข้าไปได้บ้าง จะวันเกิด วันครบรอบแต่งงาน วันคริสต์มาส วันปีใหม่ วันพ่อ วันแม่ หรืออาจแค่วันใดวันหนึ่งก็ได้ ทำให้มันเป็นวันสำคัญซะหน่อย ฉลองกันซักนิด เพราะมันจะกลายเป็นเครื่องหมายแทนคำว่า 'รัก' และคำว่า 'ครอบครัว' มันจะเป็นวันที่ทำให้เรามีความสุข ลืมช่วงทุกข์ไปได้บ้าง และเราทำให้คนที่เรารักมีความสุขด้วย แต่ก็ต้องรู้จักปรับตัวด้วยนะ เผื่อไว้ในอนาคต ถ้าวันนึงครอบครัวเราขยายใหญ่ขึ้น มีสมาชิกมากขึ้น เราอาจจะต้องรู้จักยืดหยุ่นบ้าง อาจลดวันสำคัญบางวันลงบ้างเพื่อไม่ให้มันตึงเครียดเกิน ตัวอย่างฉั้นเองเป็นต้น คือ ตอนอยู่บราซิล ครอบครัวแฟนฉั้น มีหลานๆหลายคน มีพี่น้องแฟน มีพ่อแม่แฟน และเค้าก็จะมี วันพ่อ วันแม่ วันเกิด วันปีใหม่ วันคริสต์มาส ที่ต้องฉลอง หรือถ้าไม่ฉลองก็ต้องซื้อของขวัญให้กัน แล้วคิดดูสิ ว่าทั้งเขยทั้งสะใภ้รวมเข้าไปอีก ก็กลายเป็นว่ามันเยอะเกินจนเครียดกันเอง ทุกเดือน ไม่ใครก็ใครต้องเกิด วันพ่อวันแม่ ก็ต้องหาของขวัญมาให้ใครที่เป็นพ่อแม่แล้วอีก คือ มันเยอะไง เลยบอกว่าต้องรู้จักยืดหยุ่นด้วย อย่าทำให้มันกลายเป็นหน้าที่ ทำให้มันเป็นความสุขในครอบครัว จะด้วยวิธีไหนก็ได้  ก็จะดีกว่า 


แต่ยังไงก็ตาม หนทางของฉั้นมันยังอีกยาวไกล คงมีอะไรให้ต้องอดทน ฟันฝ่า อีกเยอะ แต่ฉั้นไม่ยอมแพ้ หรอก ไม่มีวันยอมแพ้ สู้ สู้! ;)

'Never give up on your family!' Dr.Phil McGraw

วันพุธ, ธันวาคม 11, 2556

หากการเมืองมาถึงจุดเปลี่ยน

หลังจากข้ามซีกโลกมาอยู่บ้านนอกบ้านนา เอ้ย เมืองนอกเมืองนาซะนาน มองกลับไปเมืองไทยในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ก็ได้แต่นึกเสียดาย ที่การเมืองบ้านเราไม่ค่อยจะสู้ดี มีแต่ความวุ่นวาย แตกแยก มาถึงจุดนี้ฉั้นก็ได้แต่เสียดายนะ ที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเมืองไทย พยามจะเป็นประเทศประชาธิปไตย แต่เพราะมันกำลังพัฒนานั่นแหละ มันเลยเป็นปัญหา เพราะประชาธิปไตย ... ก็รู้รู้กันอยู่

การเมืองวันนี้เลยเหมือนเล่นกีฬาสี แข่งกันว่าใครจะชนะ ตลกดี แม้จะขำไม่ออก 

ฉั้นเป็นคนกรุงเทพแต่กำเนิด บอกเลยว่าเคยชอบทักษิณ เคยทำงานในบริษัทเครือชินฯอย่างภาคภูมิใจมาเกือบสิบปี เคยลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้เค้าด้วย และก็เคยดีใจที่ได้นายกที่เก่ง ฉลาดหลักแหลม และดูเชื่อมั่น เด็ดขาด กล้าตัดสินใจ 

แม้รู้ว่าเค้าเป็นนักธุรกิจระดับประเทศที่ผันตัวเองมาเล่นการเมือง แต่เมื่อก่อนไม่เข้าใจว่า การเมือง ก็เป็นเรื่องของธุรกิจได้เหมือนกัน จนมาอยู่ที่บราซิล นักการเมืองที่บราซิลนี่ก็โกงกินกันเป็นว่าเล่น บางคนโดนจับได้คาหนังคาเขา ต้องติดคุก ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ใช้เงินไปกับเหล้า ยา ผู้หญิง และความบันเทิงต่างๆอย่างเพลิดเพลิน สารภาพอย่างไม่ละอาย อาชีพนักการเมือง แท้จริงแล้วมันก็คือ มนุษย์เงินเดือน เหมือนอย่างเราๆท่านๆนั่นแหละ แต่ถ้าเป็นคนไม่ซื่อสัตย์สุจริตก็จะหาเงินได้ด้วยการเล่นแร่แปรธาตุจากภาษีในรูปแบบต่างๆ จนบางคนรวย พอรวยมาก บางคนก็โลภมาก พอโลภมากมันก็เล่นแร่แปรธาตุมาก แต่จำได้ว่าทักษิณเค้าใจป้ำ เค้ามีมากเค้าก็ให้มากและทำมาก โปรเจ็คใหม่ๆผุดขึ้นเต็มไปหมดตอนเค้าเป็นนายกฯ เค้าเลยได้ใจจากมวลชนเยอะ โดยเฉพาะคนตามต่างจังหวัดที่มี "จิตใจดี" ไม่ลืมบุญคุณที่ได้รับจากนโยบายของทักษิณ ที่ได้ยินว่ามันทำให้พวกเค้าลืมตาอ้าปากได้ พวกเค้าเลยรักและปกป้องเพราะเชื่อว่า ทักษิณเป็นคนดี เป็นเหยื่อของการเมือง โดนกลั่นแกล้ง โดนโยนความผิด แต่ที่สำคัญที่สุดคือ กลยุทธ์ของทักษิณในการซื้อใจคนต่างจังหวัดนี้ได้ผลเกินคาด เพราะในขณะที่พวกเค้าเห็นว่ามีแต่นโยบายของทักษิณเท่านั้นที่เข้ามาช่วยเหลือพวกเค้า ก็เลยยอมปิดหูปิดตาตัวเองไม่รับรู้เรื่องโกงกิน คอร์รัปชั่นที่อยู่เบื้องหลังกลยุทธ์การหาเสียง ไม่ใช่ว่าพวกเค้า โง่ แต่เรียกง่ายๆว่า น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ไปโดยปริยาย

ในขณะที่คนมีความรู้ซักหน่อย มีการศึกษา ทำมาหากินได้ด้วยความรู้ที่ร่ำเรียนมา ไม่ต้องพึ่งพานโยบายของรัฐบาลมากนัก และที่สำคัญพวกคนเหล่านี้แหละที่มีส่วนสำคัญในการเป็นแรงขับเคลื่อนให้ประเทศเดินไปข้างหน้า คนพวกนี้อาจไม่ได้อยู่ใน "เสียงส่วนใหญ่" ของระบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย แต่คนพวกนี้แหละที่รู้ทันแถมเผลอๆเป็นกลุ่มที่อาจจะจ่ายภาษีมากกว่าชาวบ้านตามต่างจังหวัดหลายๆจังหวัดรวมกันซะอีก เราจึงดูถูกพวกเค้าไม่ได้เมื่อเค้าออกมาเดินขบวนต่อต้าน "ระบอบทักษิณ" หลังจากหลักฐานมันชี้ชัดว่าทักษิณใช้กลเม็ดเด็ดพรายต่างๆมากมายในการคอร์รัปชั่น คนเหล่านี้จึงมองว่าประเทศจะเดินหน้าได้ยังไงถ้ามีผู้นำที่โกงกิน หรือถูกตราหน้าว่าโกงกิน

ถ้าคิดให้ดี คนฉลาดอย่างทักษิณ ใครกันจะกลั่นแกล้งเค้าได้ ทั้งฉลาด เฉียบแหลมเปี่ยมไปด้วยความรู้ ความทะเยอทะยาน มีอำนาจ ชั้นเชิง และกลยุทธ์ การใช้อำนาจทางการเมือง แก้กฏหมายต่างๆนานาเกี่ยวกับเรื่องภาษีเพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจส่วนตัว...ฉั้นจึงเชื่อหมดใจว่ามันเป็นไปได้ การทำลายอุปสรรคทางการเมืองเพื่อธุรกิจของเค้า...ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก การทุ่มเงินซื้อเสียงก็เป็นเรื่องปกติสำหรับพ่อค้าอย่างเค้า แม้กระทั้งการหาทางแก้กฏหมายเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่คนมีความรู้อย่างเค้าต้องพยายามคิดหาทางให้จนได้ แค่เรื่องแค่นี้...แม้แต่ฉั้นเองยังคิดได้ โดยไม่ต้องมีใครมาบอกให้เชื่อ แล้วยิ่งมีตัวบทกฏหมายเข้ามารับรองความผิดด้วยแล้ว ฉั้นยิ่งเกิดความสงสัยว่าคนบางกลุ่มที่ปกป้องเค้าเพราะในใจลึกๆอาจคิดว่า ถ้าพวกเค้ามีปัญญา ทำได้เหมือนที่ทักษิณทำ โกงได้เหมือนที่ทักษิณโกง พวกเค้าอาจจะเลือกทำเหมือนกันก็เป็นไปได้ อย่างงั้นรึป่าว!! ซึ่งอันนี้แหละที่น่ากลัว!!

เรื่องการเมืองไทยวันนี้เลยบ่งบอกคุณภาพความคิดคนแต่ละคนได้อย่างแท้จริงในความคิดของฉั้น

แต่สำหรับฉั้นแล้ว อุดมการณ์คือ

"ถ้าพ่อฉั้น หาเงินเลี้ยงฉั้นด้วยการโกงเงินเค้ามา ฉั้นจะไม่ภูมิใจเลย แล้วถ้าแม่ฉั้นช่วยปกปิด และปกป้องพ่อ ด้วยการบอกฉั้นว่าพ่อทำเพื่อครอบครัว ฉั้นก็จะโกรธแม่ด้วยที่ปกป้องคนผิด และสนับสนุนให้พ่อไม่รู้สึกผิด และไม่ยอมรับผิด" 

แม้ฉั้นจะพยามเปิดใจให้เห็นอีกมุมนึง ด้วยการศึกษาคุณยิ่งลักษณ์ ไปติดตามเฟสบุ๊คดู ก็เห็นกะตาว่ามีคนชอบเธอเยอะแฮ่ะ แน่นอนคงเป็นเพราะบารมีของพี่ชาย รวมทั้งรูปร่างหน้าตา บุคลิกท่าทาง และการแต่งกาย คุณสมบัติทางการศึกษา และชาติตระกูล เธอก็เลยดูดีมีสง่าราศี ที่สำคัญมีวัยวุฒิที่อ่อนกว่า สั่งได้ เป็นกลยุทธ์อันชาญฉลาดของทักษิณที่ทำไมเค้าถึงเลือกเธอ แต่คิดเล่นๆถ้าเธอไม่ใช่นายกรัฐมนตรี แต่เป็น Working Woman คนนึง ฉั้นก็คงจะชื่นชมเธออยู่เหมือนกันนะ

แต่ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าถ้าไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมือง แล้วอยู่ดีๆ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็มาลงเล่นการเมือง แล้วลงสมัครรับเลือกตั้ง เธอจะสอบผ่านได้ง่ายดายอย่างนี้รึป่าว ก็ไม่แน่... แต่ที่แน่ๆ เธออยู่ในแวดวงนี้ไม่ได้ ถ้าไม่มีทักษิณ แล้วถ้าสมมุติเธอสอบผ่านการเลือกตั้งอย่างขาวสะอาด ทักษิณ ไม่ได้ทำผิดอะไร แล้วเธอจะโดนรุมด่า ว่าโง่ ว่าควาย ว่าดีแต่อ่านโพย ว่าเป็นหุ่นเชิด ว่าอ่านหนังสือไม่ออก พูดภาษาอังกฤษห่วย โกหกสื่อนอก ฯลฯ อย่างที่โดนรุมด่าอย่างทุกวันนี้รึป่าว?

แต่เอาเหอะ มาถึงขนาดนี้แล้ว ตอนนี้การประท้วงบ้านเรา มันไม่ใช่แค่ยุบสภา หรือ นายกลาออก เรื่องก็จบ เพราะถ้าง่ายแบบนั้น คนเรือนล้านคงไม่ต้องออกมาให้เหนื่อย นอนตีพุงดูละครอยู่บ้านดีกว่า แต่เจตจำนงค์ที่มันมากกว่านั้น คือ ต้องการต่อต้านการโกงกิน การคอร์รับชั่น โดยต้องการต่อต้านตั้งแต่สิ่งเล็กๆน้อยๆที่เราอาจมองข้ามๆกันไปแบบเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ แล้วทำกันอย่างไม่ละอายในชีวิตประจำวันของคนเราทุกคนด้วย ไม่ว่าการ "ใต้โต๊ะ" ให้ตำรวจ การ "แป๊ะเจี๊ยะ" ฝากลูกให้ได้เข้าเรียน การติดสินบนพวกข้าราชการ การมีอานิจสินจ้างให้ลูกค้า และอื่นๆอีกมากมาย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ควรหายไปจากโลก จากประเทศไทย หายไปจากความไม่ละอายในจิตใจของทุกคน หลายคนอาจมองว่าคิดการณ์ใหญ่ที่เป็นไปไม่ได้ หลายคนอาจมองว่าได้คืบจะเอาศอก ประท้วงให้เกิดความวุ่นวาย แต่สำหรับฉั้นมองว่า ไหนๆก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้ามันจะถึงจุดเปลี่ยน ก็ควรเป็นเวลานี้แหละ เหมาะที่สุด คนขี้โกง และคนไม่ยอมรับผิดไม่สมควรได้รับการไว้เนื้อเชื่อใจ จิตสำนึกแบบนี้ต้องถูกปลูกฝังในคนไทย ความมักง่าย เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ ทำให้คนเราไม่สำนึกผิด ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ ไม่ละอายต่อการทำผิด เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความยากดีมีจน ไม่เกี่ยวกับการศึกษาสูงหรือต่ำ ไม่เกี่ยวกับชาติตระกูล เทือกเถาเหล่าก่อ แต่มันเป็นเรื่อง "จิตสำนึก"

หากใครได้แวะเข้ามาอ่าน และมีโอกาสอ่านเรื่องราวหลายๆเรื่องที่ฉั้นเคยเขียนๆ จะรู้ว่าฉั้นจริงจังกับเรื่องแบบนี้ การที่ตัวอยู่ไกลและเห็นว่าหลายล้านคนที่เมืองไทยมีจิตสำนึกที่ดีที่อยากปลุกให้คนไทยตื่นอีกครั้ง ฉั้นจึงขอเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดัน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน คิดดี ทำดี สำนึกดี และสนับสนุนคนดี ไม่มีอะไรยากเกินไป และไม่มีอะไรสายเกินไปถ้าไม่เริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ฉั้นเชื่อว่า จิตสำนึกที่ดีเท่านั้น ที่จะทำให้คนเราอยู่ในสังคมไหนๆก็ได้ อย่างเคารพตัวเอง ไม่ทำผิดในสิ่งที่บ่งบอกถึงการดูถูกตัวเองไม่ว่าสิ่งนั้นจะเล็กน้อยหรือใหญ่โตแค่ไหนก็ตาม  



วันศุกร์, พฤศจิกายน 29, 2556

โดนปล้นในบราซิล

หลังจากผ่านไป 3 ปี กับการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล การได้ยินได้ฟังเรื่องราว โดนจี้ โดนปล้น ถือเป็นเรื่องปกติ แม้ว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับคนใกล้ชิด เช่น พี่สะใภ้ แม่สามี พี่เขย เพื่อนห่างๆ ร้านอาหารแถวบ้าน ห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ แม้กระทั่งตู้เอทีเอ็มข้างบ้าน แต่ไม่เคยคิดเลย ว่าวันนึงจะเกิดขึ้นกับตัวเอง

เพราะฉั้นเชื่อเรื่อง Law of Attraction เชื่อว่าตื่นขึ้นมาทุกเช้า ควรเริ่มคิดถึงสิ่งดีๆ ขอบคุณที่ยังมีข้าวให้กิน มีเตียงนุ่มๆให้นอน มีเงินให้ใช้ มีสามีที่ดี และมีลูกที่น่ารัก ขอบคุณที่ยังมีชีวิตที่ไม่ขาดแคลน ไม่ลำบาก ฯลฯ แต่ Law of Attraction เห็นทีคงจะใช้ไม่ได้ผลสำหรับการอยู่ที่นี่ เพราะแม้จะฝืนใจให้คิดแต่เรื่องดีๆเพื่อดึงดูดสิ่งที่ดีเข้ามา ก็ยังไม่วาย มีเรื่องให้ปวดหัวอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าเรื่องเล็กๆไปยังเรื่องใหญ่ๆ เช่น เหมดไม่มาทำความสะอาด เพื่อนบ้านซ่อมบ้านเป็นปีเป็นชาติ แม่สามีวุ่นวาย พี่สะใภ้ไม่เป็นมิตร เพื่อนมีน้อย สื่อสารกับใครเค้าไม่ได้ ทำอะไรก็ติดขัด ฯลฯ แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็ยังไม่เครียดเท่ากับวันดีคืนดี โดนโจรปล้นซึ่งๆหน้านี่สิ มันเครียด มันกลัว มันหดหู่ จนไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกยังไง 

หลังจากเกิดเหตุการณ์โดนปล้นกลางวันแสกๆโดยไอ้โม่งมันขับมอร์ไซต์มา เอาปืนมาเคาะกระจกรถ กรรโชกทรัพย์ ได้นาฬิกาเราไป 2 เรือน ทิ้งรอยนิ้วมือมันไว้ให้ดูต่างหน้าที่กระจกหน้าต่างรถ เรากลัวจนตัวสั่น ห่วงแต่ลูกที่หลับอยู่เบาะหลัง ได้แต่ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่อย่างน้อยมันปล้นแล้วมันก็ไป หลายคนที่นี่บอกฉั้นว่ามันเป็นเรื่อง "ปกติ" ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ บางคนเกิดขึ้นกับตัวเองมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2-3 ครั้ง เป็นเรื่องที่ต้องทำใจ แต่สำหรับฉั้นแล้ว คำว่า "ปกติ" จริงๆแล้วใช้บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะการโดนปล้นแบบมีปืนมาจ่ออยู่ตรงหน้า เสียงปืนที่เคาะเรียกตรงกระจกหน้าต่างรถ ดัง ปึงๆๆ จนป่านนี้มันยังก้องอยู่ในหัว แบบแผ่นเสียงตกร่องที่เล่นแล้วเล่นอีกซ้ำๆให้ขวัญหนีดีฝ่อ เสียงไอ้โจรกระจอกนั่นแม้จะเป็นภาษาโปรตุกีซก็ยังคงดังซ้ำๆอยู่ในหัวแบบนึกทีไรก็ทั้งโกรธและทั้งกลัว ปืนที่มันยื่นไปยื่นมาอยู่ตรงหน้าสามีเรา เพื่อกรรโชกเอาทรัพย์สินของเรา จินตนาการว่าถ้าไม่ให้มัน มันจะทำยังไง ยิ่งนึกยิ่งผวา อาการร้องไห้แบบร้องไม่ออก มื้อไม้สั่นเทาอยู่ในรถกันสองคนกับอีกหนึ่งชีวิตที่ไร้เดียงสา ยิ่งคิดก็ยิ่งรักตัวกลัวตาย เพราะความห่วงลูกยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด 

ถ้าอยู่เมืองไทย หลายคนก็ปลอบใจด้วยการบอกว่า "ถือว่าฟาดเคราะห์" หรือ หลายคนอาจบอกว่าเป็น "กรรมเก่า" แต่หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มานาน(เกิน) ทำให้ฉั้นเชื่อเรื่อง ฟาดเคราะห์และกรรมเก่า น้อยลงมาก เราไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่ได้ใช้ชีวิตที่นี่กันแบบง่ายๆ ไม่ได้ทำงานแบบหาเช้ากินค่ำ รอรับเงินเดือนกันแบบสบายๆ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆสำหรับที่นี่ ฉั้นไม่ได้นั่งกินนอนกินรอใช้เงินเดือนสามี เราสองคนทำงานหนัก ฉั้นเลี้ยงลูกเองด้วยความอดทนขั้นสูง แฟบทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์และเก็บหอมรอมริบ พอเรามีมากพอ เราก็แค่ให้รางวัลกับตัวเองด้วยการซื้อข้าวของดีๆมีราคามาเก็บไว้ เพื่อเป็นกำลังใจให้ตัวเอง เพื่อต่อสู้ และอดทนฟันฝ่าต่อไป ในที่ที่อาหารราคาแพง เสื้อผ้าราคาแพง รัฐบาลโกงกิน คนจนขี้ขโมย คนรวยแล้งน้ำใจ สังคมเสื่อมทราม ภาวะเงินเฟ้อ เราต้องกัดฟันทน ต่อสู้เพื่ออนาคต 

เราสมควรได้รับสิ่งที่ดี หรือ เป็นเจ้าของสิ่งที่เราคู่ควร
เราไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยการเบียดเบียนใคร
กรรมเก่า เป็นสิ่งที่เราไม่รู้ ไม่เห็น พิสูจน์ไม่ได้
เคราะห์ เป็นสิ่งที่อาจจะเกิดเมื่อไรไม่มีใครรู้

แต่เรื่อง "กรรมใหม่" หรือ "กรรมปัจจุบัน" ฉั้นยังคงเชื่อหมดใจ สอดคล้องกับเรื่อง "เหตุและผล" หรือ "Behavior and Consequences" ที่ฝรั่งเชื่อกัน มันก็คือ "กรรมและผลของกรรม" ใครทำอะไรไว้ย่อมต้องได้รับผลจากการกระทำนั้นๆ

ฉั้นรู้แต่ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันไม่สมควรเกิดกับเรา หากเราได้ใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่ผู้คนมีจิตสำนึกที่ดีกว่านี้ มันเป็นเรื่องที่มนุษย์เอาเปรียบมนุษย์ ใช้กิเลสของตัวเองทำร้ายคนอื่น ขโมยของของคนอื่นเพียงเพราะตัวเองไม่มีสำนึกเรื่องบาปบุญคุณโทษ ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี มันเป็นเรื่องของจิตสำนึกของพวกขยะสังคม ที่ไม่มีปัญญาทำมาหากินด้วยอาชีพที่สุจริต เห็นการขโมยเป็นเรื่องทำง่าย ได้เงินง่าย และไม่แน่คนพวกนี้อาจตายไปง่ายๆอย่างไร้ค่า ไร้คนใยดี คนประเภทนี้มีอยู่มากมาย และมันทำให้คนดีท้อแท้ และวิตกจริต 

ฉั้นได้แต่อโหสิกรรม เพราะไม่อยากอาฆาตแค้น ด่าทอ สาปแช่ง ให้ตัวเองจิตตก ทรัพย์สินเงินทองเป็นของนอกกาย ไม่ตายก็หาใหม่ได้ อย่างที่คนไทยสอนกันมาแต่ไหนแต่ไร ฉั้นต้องเข้มแข็งเพราะยังมีหน้าที่ที่ต้องทำ ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป แต่จากนี้ ชีวิตจะดำเนินต่อไปยังไง เป็นเรื่องที่ต้องคิดและตัดสินใจให้เร็ว ก่อนที่เหตุการณ์ร้ายๆมันจะมาเปล่ียนแปลงฉั้น เปลี่ยนแปลงความคิด และจิตวิญญาณของฉั้น

และก็ได้แต่พร่ำบ่นในใจว่า "นี่เหรอ(วะ) ชีวิตของคนบราซิล!"

วันพุธ, กันยายน 25, 2556

Narcissistic Personality Disorder

เคยเจอมั้ย คนประเภทที่ ดูดี๊ ดูดี ทั้งรูปร่างหน้าตา กิริยา มารยาท การพูดการจา น้ำซุ่มน้ำเสียง ฯลฯ เกิดมาได้ยังไงอะไรก็ดูดีไปหมด เห็นปุ๊บหลงรัก พอได้รัก ก็ช่างเป็นโชค เพราะนอกจากดูดีแล้ว ยังมีเสน่ห์ มีรสนิยม ช่างเอาอกเอาใจ ไม่มีขาดตกบกพร่อง เรียกว่า ถ้าใครได้ไปเป็นภรรยา(ใช่ ฉั้นหมายถึงผู้หญิง) ถือว่า โชคดีสุดๆ หรือถ้าใครได้เป็นเพื่อนก็รู้สึกภูมิใจที่มีเพื่อนสวยๆ เอาไว้อวดใครๆ ยิ่งพอได้รู้จักก็ยิ่งถอนตัวไม่ขึ้น เพราะมีเธอไปไหนต่อไหนด้วยแล้วช่างทำให้ทริปนั้นๆสนุกและมีชีวิตชีวาขึ้นอีกเยอะ ยิ่งพอคบกันไปหลายๆปี ความสนิทยิ่งถึงขั้นรู้จักรู้ใจ รู้ตับไตใส้พุง รู้ว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร รู้สึกว่าไว้ใจ จนอยากบอกเล่าทุกเรื่องราวภายในใจ จนกลายเป็นเพื่อนรักเพื่อนสนิท (หรือคนในครอบครัว) ที่รู้ใจ แต่แล้ววันดีคืนดี คนคนนี้กลับกลายเป็นคนเดียวที่ไม่มางานวันเกิดเรา หรืออาจจะมาวันเกิดเราด้วยชุดสีดำสนิทศรีษะจรดปลายเท้า พร้อมกับของขวัญราคาถูกแสนถูกมามอบให้เราในวันเกิด หรืออาจเป็นเพื่อนรักเพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัวคนเดียวที่ไม่มาร่วมแสดงความยินดีในงานวันแต่งงานของเรา หรืออาจเบี้ยวนัดเราในงานวันเกิดครบขวบของลูกคนแรกของเรา ด้วยเหตุผลแบบไม่มีเหตุผล อาจเป็นเพื่อนรักเพื่อนสนิท หรือ คนในครอบครัวคนเดียวที่ทำให้เราเจ็บเข้ากระดูกดำ ด้วยการเอาเราไปพูดลับหลังให้เสียหาย ทำให้เพื่อนรักเพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัวคนอื่นเกลียดเราโดยเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเรื่องอะไร หรืออาจจะเป็นคนที่มาบอกเราว่า คนอื่นนินทาเราลับหลังว่าอย่างไรให้เราต้องโกรธจนตัวสั่น และเกลียดคนคนนั้นเข้าใส้ และไม่คิดแม้แต่จะไต่ถามความจริง

คนคนนี้เป็นคนที่อยากได้อะไร ต้องได้ดั่งใจ (โดยเฉพาะสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ควรได้) ถ้าไม่ได้จะโกรธเกรี้ยวอาละวาท เจ้าคิดเจ้าแค้น โดยเฉพาะกับคนที่ใจแข็ง ไม่อ่อนข้อ จะกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาต ให้หาเรื่องแก้แค้นด้วยวิธีสกปรก แล้วถ้าโดนจับได้ จะทำเป็นโมโหเดือดดาล เฉไฉเปลี่ยนเรื่องจนทำให้เรื่องราวกลับตาลปัตร จากความผิดเค้ากลายเป็นความผิดเรา หรืออาจเป็นฝ่ายพยามยั่วโมโหคนอื่นให้โกรธ เพื่อชวนทะเลาะ แล้วแสร้งทำตัวเป็น 'เหยื่อ' ที่เจ็บยิ่งกว่า ให้คนอื่นกลายเป็นคนผิดซะเอง และจะเกลียดมากถ้าโดนเพิกเฉย เดินหนี หรือทอดทิ้ง คนคนนี้ไม่รู้ข้อจำกัดของคำว่า "ความเป็นส่วนตัว" ถือวิสาสะเข้าบ้านคนอื่น  หยิบใช้ข้าวของหรือทรัพย์สินของคนอื่น สอบถามเรื่องราวส่วนตัวของคนอื่น ฯลฯ ได้อย่างไม่รู้สึกผิดที่ไม่ขออนุญาตก่อน คนคนนี้จะเลือกใช้ช่วงวันเวลาที่สำคัญ เช่น วันเกิด วันแต่งงาน วันพิเศษต่างๆ เป็นอาวุธในการทำร้ายจิตใจคนอื่น อาจจะผิดนัดเราในวันสำคัญด้วยการบอกว่ามีนัดกับคนอื่นที่ไม่สำคัญเท่าไรทับซ้อนกัน หรืออาจนัดคนนู้นคนนี้ให้มาเจอกันในวันสำคัญดังกล่าวเพื่อสร้างความอึดอัด สับสน และงงงวย หรือบางทีอาจใช้วิธีที่ในละครเรียก 'ขโมยซีน' อย่างหน้าตาเฉย ในเวลาที่เราต้องการคนคนนี้ที่สุดจะเป็นวันที่เค้าหรือเธอไม่ว่างเจอ และมันจึงกลายเป็นเวลาที่เรามักจะเจ็บปวดและผิดหวังที่สุดเช่นกัน คนคนนี้เป็นคนที่รู้ความลับและความเป็นไปเกี่ยวกับเราทุกอย่างเพราะเป็นคนที่คอยถามไถ่ เป็นห่วงเป็นใย สร้างความไว้ใจ จนมันกลายเป็นอาวุธให้เค้าใช้ทำร้ายเราในภายหลัง คนคนนี้เมื่อเห็นเราประสบความสำเร็จหรือมีความสุข จะไม่เคยเอ่ยปากแสดงความยินดี แต่จะพูดทับถมด้วยเรื่องความสำเร็จของคนอื่นหรือตัวเองให้เรารู้สึกว่าความสำเร็จหรือความสุขของเราไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่าของเธอหรือคนอื่นๆที่เธอรู้จัก หรืออาจทำเป็นเฉยเมยไม่แยแส หรือเจ็บกว่านั้น อาจพูดถึงปมด้อยของเราขึ้นมาแทน เพราะคนคนนี้รู้ดีว่าอะไรคือจุดอ่อน อะไรคือขอเสียของเรา แล้วเค้าก็จะคอยตอกย้ำมันซ้ำแล้วซ้ำอีก และเป็นคนที่แข่งขันกับเราอย่างเป็นนัยๆอยู่ตลอดเวลา คนคนนี้สร้างเรื่องโกหกและมีเราเป็นหนึ่งในตัวประกอบของเรื่องโกหกนั้น เรื่องโกหกทั้งหลายต้องมีใครซักคนที่ดูแย่และเธอคนเดียวที่ดูดีหรืออาจเป็นคนที่โดนกลั่นแกล้งรังแก คนคนนี้ไม่มีความสามารถพิเศษ ไม่เคยมีผลงานอะไรโดดเด่น แต่มีความอิจฉาริษยาขั้นสูงที่ผลักดันให้เป็นคนอยากได้ อยากมี อยากเป็น และพยามเป็นดาวเด่น หรือเป็นจุดสนใจของทุกคน ชื่นชอบคำชม คำเยินยอ ภาพลักษณ์ภายนอกจึงต้องดูดี โดดเด่น และต้องบ่งบอกถึงความมั่งคั่งร่ำรวย เช่น เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ บ้าน และรถ ที่เป็นสิ่งที่สังเกตุเห็นได้ง่ายๆ รวมไปถึง วิถีการใช้จ่ายก็ต้องดูฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือยด้วย ชอบดูถูกคนอื่น และชอบให้ข้าวของหรือของขวัญแก่คนอื่นด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะการ 'ให้' บางครั้งใช้เป็นการบ่งบอกว่าตัวเอง ดีกว่า เหนือกว่า หรือมีมากกว่า บ่อยครั้ง 'ของขวัญ' จึงถูกใช้ในการสื่อสารข้อความบางอย่างเป็นนัยๆอยู่เสมอ คนคนนี้วันดีคืนดีอาจพบว่าเป็นคนที่ติดแบล็คลิสต์จากการเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือข้าวของดีๆแพงๆที่เธอใช้อาจไม่ใช่ของเธอ หรืออาจไม่ได้ซื้อหาด้วยตัวเอง บางอย่างได้มาเพราะเห็นว่าคนอื่นมีฉั้นจึงต้องมีบ้าง ถ้ามีให้ดีกว่าไม่ได้ มีให้เหมือนกันหรือคล้ายกันก็ยังดีเพราะมีความอิจฉาริษยาขับเคลื่อนอยู่ คนประเภทนี้หลายคนแต่งงานตั้งแต่ยังอายุน้อย มักเป็นคู่ที่ทุกคนเห็นว่าเหมาะสม และมีความสุข แต่กลับหย่าร้างกันอย่างกระทันหันจนทุกคนตะลึง  แต่หากไม่หย่าร้างก็จะเป็นคู่ที่เห็นชัดว่าไม่มีความสุขแต่กลับใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันยืดเยื้อและยาวนาน เป็นคนที่ห่วงเรื่องภาพลักษณ์ตัวเองมากกว่าสิ่งอื่นใด จึงมักแสดงออกว่ามีความสุข ยิ้มแย้ม แจ่มใส มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ ชอบช่วยเหลือ ชอบมีส่วนร่วมกับชีวิตคนอื่น แต่ก็มักเป็นคนที่สร้างปัญหาให้คนอื่นปวดหัวอยู่ตลอดเวลา แม้แต่เรื่องบางเรื่องที่ไม่ควรเป็นปัญหาก็สามารถทำให้เป็นปัญหาได้ เนื่องจากจิตใจส่วนลึกที่ไม่มีความสุข จึงต้องการเห็นว่าคนอื่นมีปัญหาและไม่มีความสุขด้วยเช่นกัน ใครที่มีความสุขเมื่อเจอคนประเภทนี้จึงอาจกลายเป็นคนที่โดนทำลายความสุขให้พังทลาย  เพราะคนประเภทนี้เห็น "คนที่ไม่มีปัญหา" เป็น "ตัวปัญหา" 

โชคร้ายที่คนประเภทนี้มักจะเป็นคนใกล้ตัว เช่น เพื่อนสนิท คนในครอบครัว คนที่นับถือ รัก และไว้ใจ คนที่เราทุ่มเทแรงกายแรงใจ บอกเล่าเรื่องราวของเราให้ฟังเพื่อหวังให้เค้าจะร่วมสุขร่วมทุกข์ และเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของเรา แต่ทุกอย่างกลับพลิกผัน เมื่อคนที่เราหลงรักตั้งแต่แรกเห็นเมื่อหลายปีก่อน คนที่สวยงามไร้ที่ตินั้นไม่มีตัวตนอยู่จริง มีแต่คนที่สร้างภาพ หลอกลวงตัวเองและคนอื่น เสพติดการทำร้ายคนอื่น และมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการดื่มด่ำความเจ็บปวดของคนอื่น(ที่ใกล้ชิด) เป็นคนที่เราพบว่าเราต้องใช้เวลาและพลังมากมายในการครุ่นคิดว่า ทำไมเค้าถึงทำร้ายจิตใจเราได้ลงคอ แม้อยากง้อขอคืนดีแต่ก็ทั้งรักทั้งเกลียดในเวลาเดียวกัน คนที่ปั่นหัวเราจนมึนแต่ก็ตัดใจจากเค้าไม่ได้ คนที่ทิ้งเราไป แต่ก็ยังทำเหมือนมีเยื้อใย ยื้อเราไว้ แล้วก็ทำร้ายเราซ้ำแล้วซ้ำอีก   

..............................................................................................

คุณเคยเจอคนประเภทนี้ซักคนหรือสองคน หรืออาจจะหลายคนมั้ยในชีวิตคุณ ถ้าเจอ หลีกหนีให้ไกล แสนไกล ถ้าเจอ พยามถอนความรู้สึก และจิตใจ ออกมาก่อนจะสาย

คนประเภทนี้ ไม่เปลี่ยน และไม่คิดจะเปลี่ยน เพราะพวกเค้าคิดว่าเค้า 'เพอร์เฟ็ค'
ถ้าจะมีใครซักคนที่เป็นคนผิด หรือคนที่เจ็บ คนคนนั้นต้องไม่ใช่เค้า คนพวกนี้ป่วย(Narcissistic Personality Disorder) ป่วยทั้งที่ไม่รู้ว่าป่วย ป่วยแบบรักษาไม่ได้ เพราะพวกเค้าคิดว่า เค้าไม่ได้เป็นอะไร

เค้าแค่เป็นคนที่สมบูรณ์แบบ แค่ดีกว่าทุกคน สวย รวย เก่ง ฉลาด เป็นที่คลั่งใคล้หลงไหล
มีสิทธ์ทำอะไรก็ได้ ถูกเสมอ และสมควรจะได้รับความสุขมากกว่าใครๆ
คนประเภทนี้หากเจอเรื่องผิดหวังแรงๆ กระทบกระเทือนจิตใจ อาการจะยิ่งรุนแรงขึ้น
จินตนาการที่พวกเค้าสร้างอย่างสลับซับซ้อน เพื่อโกหกหลอกลวงใครต่อใครเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่เค้าต้องการ อาจกลายเป็นเรื่องที่สร้างความเดือดร้อนต่อคนใกล้ชิด คนที่รักพวกเค้า เชื่อพวกเค้า
เค้าไม่ต้องการจิตแพทย์ เพราะพวกเค้าเชื่อว่า เค้ารู้จักตัวเองดี ใช่ และพวกเค้าก็รู้ดีซะด้วยว่าพวกเค้ากำลังทำอะไรอยู่
รู้ดียิ่งกว่าจิตแพทย์ซะอีก

แต่ถ้าคนประเภทนี้ เป็นคุณ
???




วันเสาร์, กรกฎาคม 13, 2556

เลี้ยงลูกแบบฝรั่ง

พอชีวิตมันเปลี่ยน Topic ในแต่ละโพสต์ หลังๆเลยเปลี่ยนไปด้วยเลย! ^^ ก็ตอนนี้กลายเป็นแม่คนแล้ว ใจคอเลยมีแต่ลูก ลูก ลูก แล้วก็ลูก!! 

ฉั้นเลี้ยงลูกเอง คนเดียว ทุกวัน ตลอด 24 ชม. การมีลูกเป็นลูกเสี้ยว แล้วมาเกิดในต่างแดนแบบนี้ อะไรมันก็แปลกแตกต่างไปหมดเมื่อเทียบการการเลี้ยงดูแบบไทยๆหรือแบบที่ฉั้นเกิดและเติบโตมา เรื่องอาหารการกิน เรื่องการเลี้ยงดู เรื่องการใช้ชีวิต สิ่งที่ยากคือ การเป็นครอบครัวเดียวกันในขณะที่คนเป็นพ่อก็เติบโตมาอีกแบบ ฉั้นซึ่งเป็นแม่ก็เติบโตมาอีกแบบ จึงต้องเลือกและเรียนรู้ว่าการเลี้ยงดูแบบไหนที่มันจะเหมาะและดีที่สุดต่อลูก มันไม่ง่ายเพราะเราเป็นแม่ไทยในเมืองฝรั่ง จะเลี้ยงลูกแบบที่แม่เราเลี้ยงเราก็ไม่ดี จะเลี้ยงแบบฝรั่งจ๋าอย่างที่แม่เค้าเลี้ยงเค้าก็ไม่ได้ เพราะความแตกต่างตรงนี้แหละทำให้ฉั้นต้องศึกษาจากสื่อต่างๆมากมาย ทั้งหนังสือภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ทั้งจากอินเตอร์เน็ต ทั้งจากหมอ บางอย่างเห็นด้วย บางอย่างไม่เห็นด้วย ต้องเรียนรู้และทดลอง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ 'ลูก' ถ้าสิ่งที่ทำแล้วเค้าไม่ต่อต้าน ทำแล้วเค้ายังมีความสุข เติบโต แข็งแรง สำหรับฉั้น นั่นล่ะคือสิ่งที่เวิร์คที่สุด

เลี้ยงแบบฝรั่งเลี้ยงยังไง
เท่าที่สังเกตุ ฝรั่งเค้าจะเน้นเรื่องมารยาทและระเบียบวินัยนะ เพราะสังคมมันอยู่กับการแข่งขันกันมาก อาจไม่ทุกครอบครัวหรอกที่จะมารยาทดีและมีระเบียบวินัย เพราะพวกฝรั่งเองเค้าก็เลี้ยงแบบลองผิดลองถูกเหมือนเรานี่แหละ เพียงแต่ฉั้นไม่เห็นว่าเค้าจะเน้นเรื่องแสดงความรัก ความอ่อนโยน หรือเน้นเรื่องพื้นฐานจิตใจอะไรมาก แต่จะเน้นว่าลูกต้องเก่ง ต้องแกร่ง ต้องสู้คนอื่นเค้าได้หรือต้องดีกว่าคนอื่นอะไรอย่างงั้น หลักๆก็เลยจะประมาณนี้

เรื่องการกิน
ระเบียบวินัยในการกิน คือ ต้องกินเป็นเวลา และกินเป็นที่เป็นทาง ต้องฝึกให้นั่งเก้าอี้ให้เรียบร้อย พวกฝรั่งเค้ามี High Chair ให้ลูกนั่งที่โต๊ะอาหาร แต่อันนี้ฝึกยากมากและก็ยังไม่ได้ผลเลย เพราะให้นั่งกินที่เก้าอี้สูงที่โต๊ะอาหารทีไร ลูกก็ปีนออกปีนออกทุ๊กกกที เมื่อก่อนยังปีนไม่ได้ก็ยกขาขึ้นพาด ทุบโต๊ะดังป๊าบๆๆ ฉั้นละปวดหัวตึ๊บ เลยเปลี่ยนมาฝึกให้นั่งเก้าอี้เตี้ยๆแทนก่อน ลูกเพิ่ง 10 เดือนน่ะต้องค่อยเป็นค่อยไปหน่อย แต่จะพยามไม่วิ่งไล่ตามป้อน แต่ก็ไม่วาย ทั้งปีนทั้งป่ายเหมือนเดิม แต่ละมื้อ แต่ละมื้อ เล่นเอาเหนื่อยน่าดู เลยต้องใช้วิธีเปิดการ์ตูนให้ดูเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ จริงๆไม่ถูกหรอก แต่ทำไงได้ พอลองแล้ว นั่งนิ่ง กินอย่างเรียบร้อย ตั้งอกตั้งใจ

เรื่องอาหาร
เด็กฝรั่งเค้ากินนมกันเยอะมาก ไม่ก็พวกโยเกิร์ต พวกโอ๊ต ซีเรียล ไรงี้ แต่ฉั้นมันคนไทย ไม่ชอบกินเล้ยยยย ของทั้งหมดที่ว่ามา แต่ก็ต้องฝึกให้ลูกกิน หมอที่นี่ก็แนะนำให้กินนมผสมตั้งแต่คริสโตเฟอร์เพิ่งเกิด เพราะตอนน้ันฉั้นน้ำนมน้อย หมอไม่อยากให้แม่เครียดเพราะมันจะส่งผลกระทบให้คนในบ้านเครียดไปด้วยและจะทำให้น้ำนมลด แต่จนกระทั่งตอนนี้หมอก็ยังแนะนำให้กินอยู่ แม้ฉั้นเองจะแอบต่อต้านในใจเพราะตอนนี้ฉั้นมีน้ำนมแล้วก็อยากให้เค้ากินนมแม่ แต่พอเห็นเค้าเริ่มน้ำหนักขึ้นช้าเพราะตัวเริ่มยืด ฉั้นเองก็เริ่มลดน้ำหนักด้วยเลยไม่ได้โด๊ปตัวเองเหมือนแรกๆ ที่สำคัญฉั้นไม่ได้เลี้ยงเค้าแบบให้ดูดจุกหลอก และไม่ได้ร้องปุ๊บเอานมให้กินปั๊บเค้าเลยเป็นเด็กที่กินแค่พออิ่มแล้วถ้าอิ่มเกิินไปเค้าก็จะแหวะออกมาเล็กน้อย ตอนนี้น้ำหนักเค้าก็เลยเริ่มเพิ่มน้อยกว่าส่วนสูง ฉั้นเริ่มกลัวเค้าจะโตไม่ทันเด็กฝรั่ง ก็ต้องยอมฝึกให้ดื่มนมผสม แต่เพราะมันรสชาติแปลกๆนะ เค้าก็เลยกินมั่งไม่กินมั่ง ชงแล้วต้องทิ้งมั่งอะไรมั่ง แต่ก็ต้องพยายาม เค้าไม่ชอบดูดจากขวดนมด้วยก็ต้องลองป้อนด้วยช้อน ทำทุกวิถีทาง แม้เค้าจะร่าเริง แข็งแรง และเป็นเด็กมีความสุขดี แต่คนเป็นแม่มันก็อดเครียดไม่ได้ไม่เว้นแม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ ยื่งพอเค้าเริ่มกินอาหารแล้ว ก็ต้องพยามทำอาหารที่มีประโยชน์ และอร่อย! พยามดูเมนูที่คิดว่าเค้าน่าจะชอบ ต้มน้ำซุปผักทีก็ต้องต้มให้หวาน เมนูข้าวก็ต้องทำเป็นข้าวตุ๋นให้มีรสชาติ มื้อไหนฉั้นกินเองแล้วไม่อร่อยก็ต้องตัดใจเททิ้ง ไม่อยากให้เค้ากินอาหารไม่อร่อย ไม่อยากให้เค้าเป็นเด็กอมข้าว หรือไม่ยอมกินข้าวแบบต้องบีบบังคับจับยัดปากอะไรอย่างงั้น โชคดีที่เค้ากินได้ ไม่งั้นฉั้นก็เครียดอีก หุหุ!!

การมีหมอประจำคอยมอร์นิเตอร์ตลอด ตรวจเช็คเป็นประจำและไปตามที่หมอนัดแบบไม่ขาด(มาตั้งแต่ตอนท้อง) แม้มันจะเครียดบ้างแต่มันก็ดีหลายอย่าง ลูกแข็งแรง มีพัฒนาการดี ทำให้ฉั้นได้รู้ความเป็นไปตลอด และยังช่วยให้ฉั้นดูแลลูกอย่างตั้งใจมากด้วย

เรื่องการนอน
คริสโตเฟอร์นอนคนเดียวในห้องส่วนตัวตั้งแต่แรกเกิดแบบเด็กฝรั่งเลย เราก็เตรียมห้องนอนและเครื่องนอนรวมถึงของประดับตกแต่งห้องให้เค้าอย่างดี มีกล้องมอร์นิเตอร์เค้าตลอด แค่เค้าร้องแอ๊ะเดียวเราก็ได้ยิน ฉั้นได้ยินว่าเด็กที่นอนเตียงเดียวหรือห้องเดียวกับพ่อแม่ตั้งแต่เกิด เค้าจะไม่ยอมแยกไปนอนห้องตัวเองเมื่อถึงเวลาอันควร และจะฝึกยาก เราก็เลยฝึกเค้าตั้งแต่เกิด และเราคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยด้วย เพราะแฟบเป็นคนตัวใหญ่พลิกตัวทีโคลงทั้งเตียงเชียว และแฟบเองก็กลัวว่าอาจจะไม่ปลอดภัยเพราะอาจพลิกไปทับหรือกระแทกลูกเอา และนี่เป็นวิธีที่ฝรั่งส่วนใหญ่ใช้ ประกอบกับห้องนอนเราเล็กด้วย แค่เตียงเราเองก็เต็มละ แรกๆฉั้นอยากจะให้เค้านอนด้วยกันใจจะขาดเพราะเวลาเค้าตื่น ฉั้นก็ต้องตื่น แล้วก็เดินท่อมๆไปดูลูก ง่วงก็ง่วงสุดๆ แต่ก็ต้องเดินงัวเงียไปให้นมลูก ทรมานตอนที่เพิ่งคลอดใหม่ๆ เพราะหลังผ่าตัด ทั้งเจ็บแผล ทั้งอ่อนเพลีย แต่ก็ต้องปีนขึ้นปีนลงจากเตียงเพื่อไปกล่อมลูก แถมตอนเค้ายังเล็กๆเกิดใหม่ๆต้องอุ้มเดินกล่อมทั่วบ้านเป็นชั่วโมงๆ แต่ผ่านไป 10 เดือนแล้ว พบว่าการที่เค้านอนคนเดียวในห้องส่วนตัวเงียบๆมันก็ดีตรงที่เค้าได้นอนเป็นเวลา เข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ หลับสบาย พ่อกะแม่ก็ทำนู้นทำนี่ได้ ตอนเช้า จะตื่นกันกี่โมงก็ได้ ไม่รบกวนกัน การนอนสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของเด็กมาก เพราะเวลาเค้าได้หลับสนิท Growth Hormone จะหลั่ง ทำให้เค้ามีการเจริญเติบโตดี แถมอารมณ์ดีด้วยเวลาเข้าได้นอนเต็มอิ่ม

ส่วนกลางวันก็มีเวลานอนกลางวันเป็นเวลาด้วย ฝึกจนเค้าง่วงเป็นเวลา หิวเป็นเวลา ก็ง่ายขึ้นอีกนิดสำหรับคนเป็นแม่ที่เลี้ยงลูกเองคนเดียวอย่างเรา

ฝรั่งเค้าเน้นเรื่องฝึกให้ลูกสามารถหลับเองได้ด้วยนะ ไม่ใช่อะไรๆก็เอานมยัดปากให้หลับ เค้าใช้วิธีกล่อมให้ง่วงก่อนเข้านอน จะอ่านหนังสือ เล่านิทาน ร้องเพลง หรืออะไรก็ได้เพื่อให้ลูกเริ่มง่วงแล้วก็วางเค้าลงเตียง โดยไม่ต้องรอให้เค้าหลับคาตัก เพื่อให้เค้าเรียนรู้ที่จะหลับด้วยตัวเอง แต่ธรรมชาติของเด็กจะร้องๆๆๆๆ จนเหนื่อยแล้วผล่อยหลับ แต่ฝึกจนเมื่อเค้าเรียนรู้ที่จะหลับเองได้ เค้าก็จะไม่ร้องอีกต่อไป ฉั้นลองล่ะ แต่ไม่ได้ผล หุหุ!! เห็นเค้าร้องไห้ตอนที่วางเค้าลงเตียงแล้วเดินออกจากห้องไป มันทำใจไม่ได้ เลยเลือกที่จะให้เค้าดูดนมจนหลับไปอย่างอบอุ่นสบายใจ แต่ไม่ปล่อยให้เค้าหลับคาตักจนสนิท ค่อยเอาเค้าวางลงเตียงตอนเค้าหลับเคลิ้มไป แล้วไปหลับสนิทบนเตียงเค้าเอง ง่ายกว่าและสบายใจกว่าเยอะ เอาน่า หยวนๆกันไป อย่าไปเคร่งเครียดอะไรมาก ต้องนึกถึงลูกไว้ก่อน แค่เค้าหลับคนเดียวได้ฉั้นว่าก็ดีแค่ไหนแล้ววว

เรื่องการลงโทษ
การสอนแบบฝรั่ง เค้าจะใช้วิธี Time Out ยังไม่เคยลอง เพราะลูกยังเล็กเกิน แต่เค้าว่าได้ผลคือ เวลาที่เราห้ามอะไร แล้วเค้าไม่ฟัง ให้เตือนก่อน 1 ครั้ง ถ้ายังไม่ฟังอีกก็ให้บอกว่า Time Out แล้วพาเค้ามุม ไม่ใช่มุมแดงมุมน้ำเงินนะ ไม่ใช่มวย แต่ให้นั่งในมุมหรือที่ประจำสำหรับทำโทษ ให้นั่งนิ่งๆนานตามอายุ เช่น 1 ขวบก็ 1 นาที แต่ก่อนให้นั่งต้องอธิบายก่อนว่า Time Out เพราะอะไร เช่น เตือนแล้วไม่ฟัง บอกว่าไม่ให้ทำแล้วยังทำ จึงต้องทำโทษ แล้วก็จับเวลา ถ้าไม่ยอมนั่งก็ต้องจับกลับไปนั่งจนกว่าจะยอมนั่งในมุม Time Out จนครบตามเวลา ความยากมันอยู่ตรง เด็ก โดยเฉพาะเด็กผู้ชายเนี่ยมันไม่ยอมอยู่นิ่งแม้แต่เสี้ยววินาที! ต้องอาศัยความอดทน ความตั้งใจ และความเด็ดขาดของความเป็นแม่ ถ้าบอกว่า 'ไม่' ก็ต้อง 'ไม่' ถ้าบอกว่าจะทำโทษก็ต้องทำโทษ ตามนั้น ห้ามใจดีหรือใจอ่อน และห้ามใส่อารมณ์จนถึงขั้นลงไม้ลงมือตี แล้วถ้าทำโทษเสร็จก็ต้องอธิบายอีกด้วยเพื่อให้เค้าเข้าใจว่าเราลงโทษเค้าทำไม เพื่อให้เค้าพูดคำว่า 'ขอโทษ' และเราให้อภัย กอดแล้วก็จูบแก้มลูก เพื่อแสดงให้เค้ารู้ว่าเมื่อเค้าสำนึกผิดเราก็พร้อมให้อภัย ด้วยความรักและหวังดี เอิ๊กกกก....ตรู จะสำเร็จมั้ยเนี่ย!! -_-'

เรื่องความปลอดภัย
พวกฝรั่ง หรือแม้แต่ฉั้นเอง จะชอบพาลูกไปเที่ยวเล่นข้างนอก พานั่งรถเข็นไปเที่ยวกัน สนุกดี ทำให้ต้องนึกถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ในรถต้องมี Car Seat มีรถเข็น ให้พร้อม บ้านช่องต้องสะอาด ข้าวของต้องเก็บเข้าที่เข้าทางเป็นระเบียบเรียบร้อย ปลั๊กเปลิ๊กไฟอะไรก็ต้องปิดต้องป้องกันไม่ให้เค้าเอานิ้วเข้าไปแหย่เล่น ประมาณนี้

เรื่องภาษา
แม้จะยังหนักใจว่าลูกจะเริ่มพูดภาษาอะไรได้ก่อน แต่เราก็เลือกที่จะพูดภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่ความเป็นแม่ก็ใช้ภาษาไทยปนไปเยอะอยู่เพราะมันรู้สึกความใกล้ชิดมากกว่า แต่เห็นพ่อเค้ายังไม่พูดภาษาโปรตุกีซเพราะกลัวลูกสับสนแล้วจะพูดได้ช้า เราก็ต้องต้องเสียสละบ้างไรบ้าง ดังนั้น คาดว่าคริสโตเฟอร์คงจะเรียก Daddy กับ Mommy ได้ก่อนที่จะเรียก พ่อ กับ แม่ เป็นแน่

นึกออกประมาณนี้ก่อนนะ 

วันศุกร์, กรกฎาคม 05, 2556

10 feelings that's going to happen when you are a parent

1. Feeling guilty. Whether you are breastfeeding or formula. Should you train your children to sleep or not. Should you return to work or be a stay at home mom. You will feel guilty all the time. You'll wonder if your decision would be right or wrong. Other people can make you feel guilty too, whether they said it or not. The solution is to accept whatever you have selected. Whether it's right or wrong, it's based on the best solution for the child and your family. Guilt, in fact it's influenced by the opinions of the others.

2. Feeling angry. Anger is an emotion that is deadly dangerous, especially if it happens to your spouse, your children or even yourself. You have an anger in many cases, such as a driver tries to cross cut you. Waiting queues at the supermarket for a very long time because of just one woman, etc. This happens because you are overtired. The solution is to find some times to get some sleep, and to relieve your stress.

3. Feeling yourself incompetent. When your children don't stop demolish the house, don't listen to you. You may have thought that someone would have come, knock the door and pick them away because sometimes you're just so overwhelming. But it doesn't mean that you are a bad mother.

4. Feelings competitive. If you have friends or relatives who have children the same age, you are always secretly competing. Even though you do not brag or boast about it but it could be secretly glad when your daughter can walk before your close friend one or your son scores better than the son of your best friend.  It's really unavoidable.

5. Feeling unsatisfied (sometimes). If you say no, you never miss the time when you have no child, which is free and fun that means you're lying. If you say you're 100% satisfied with the life you are now, you are also lying again. However it's occasionally, for example, just when you don't sleep enough or never sleep well through the night since 2009. But believe me, you never regret that you have children.

6. Sense of fun. You never regret to have children because it makes you have fun every day. Although sometimes, be provoked or challenged by your children. It also makes you happy. The smile, hug and kisses, as well as the handshake between you and them.  It's been a pleasure.

7. Intensity grateful and appreciation. When you become a parent yourself, you appreciate your parents more than ever. Hands up, if you agree! Now you have this feeling when you are a parent, then you can call your mother to apologize and say thank you for what she's done to you and for you. You will even feel appreciate your spouse and yourself more. Even only 10 minutes for having a cup of coffee peacefully can make you feel appreciate too.

8. Feeling more clever to think strategically how to win the situation. Knowingly when to fight or to step back. Learn how to love wholeheartedly and realize that your heart is actually much bigger than you've ever thought. You're more protective and so much love forever for your children.

9. Feeling humble and simple. Being parents will give you the peace of mind and more simple life. But if you won't, that is also normal.

10. Feeling being loved. The love from your childen is so pure. When you look into their eyes and they wrap their little hands around you. That's called love.

Credit to : Pediatrician Dr. Suteera Auepairojkij(สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ)

วันจันทร์, มีนาคม 11, 2556

No Pain, No Gain

หลังจากเป็น 'คุณแม่' มาจะครบ 6 เดือน ฉั้นเพิ่งเข้าใจอะไรหลายๆอย่าง เพิ่งเข้าใจว่าทำไมหลายๆคนจึงอยากมีลูกนักหนา เพิ่งเข้าใจความรักของคนเป็นแม่ที่มีต่อลูก เพิ่งเข้าใจคำว่า 'ยอมลำบากเพื่อให้ลูกได้อิ่ม' มันเป็นยังไง การมีลูกทำให้ชีวิตฉั้นเปลี่ยนไปมาก แต่ที่สำคัญมากกว่านั้น คือ ร่างกายฉั้นก็เปลี่ยนไปมากด้วย แน่นอนล่ะที่ก็ไม่พ้นเรื่องน้ำหนักตัว การมีลูกและการมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นประเด็นที่ทำให้ฉั้นหลีกหนีความทุกข์จากคำวิจารณ์หรือคำถามบางคำถามที่ทิ่มแทงใจไปไม่พ้น โดยเฉพาะการกลับมาเมืองไทยครั้งนี้ แม้จะรู้และเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่า มารยาทแย่ๆของคนไทยอย่างหนึ่งก็คือการทักเรื่องนำ้หนักตัว ไม่ว่าใครจะอ้วนขึ้นหรือผอมลง คนบางคนจะคิดว่าการถามเรื่องน้ำหนักนั่นถือเป็นมารยาทอย่างหนึ่งในการทักทายไปแล้ว โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้เจอกันนานๆ ฉั่้นจึงหนีไม่พ้นที่ต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีกที่พบว่าทุกคนชมลูกฉั้นเปราะว่าน่ารักอย่างงั้นน่ารักอย่างงี้ แต่ไม่มีเลยซักคนที่จะมองข้ามเรื่องความอ้วนของฉั้นด้วยการบอกฉั้นว่า ฉั้นทำหน้าที่ได้ดีจริงๆ!! ไม่เหมือนพวกฝรั่งที่มารยาทของพวกเค้าคือการให้กำลังใจแล้วบอกให้ Keep up your work, you've done a good job! คือการได้ผลิตลูกที่น่ารัก สมบูรณ์แข็งแรง แปลกดีที่ฉั้นไม่เคยเจอเพื่อนฝรั่งคนไหนทักทายฉั้นว่าอ้วนจัง ทำยังไงถึงอ้วน เพราะก็รู้อยู่แล้วว่าการมีลูกก็ต้องแลกมาด้วยการบำรุงทุกวิถีทาง 

แน่นอน น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาอีก 10 โลของฉั้นหลังคลอดจึงทำให้ฉั้นกลายเป็นผู้หญิงตัวกลมที่ต้องอดทนรับคำวิจารณ์จากเพื่อนคนไทยไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความอ้วนนี่น่ากลัวเน๊อะ ฉั้นเพิ่งรู้ว่า การใส่ชุดอะไรก็ไม่สวย จะลุกจะนั่ง จะเดินจะเหินก็ปวดขา เนี่ย มันโคตรทรมานเลย ยิ่งกว่านั้นคือ การโดนทักว่า "โห อ้วนจัง!!" เนี่ย มันเจ็บจี๊ดดด!! แล้วไม่ใช่เจ็บท่ีโดนทักว่าอ้วนหรอกแต่มันเจ็บตรงที่ คนที่ทักนั่นเป็นคนที่ไม่เคยมีลูก ไม่เคยท้อง ไม่เคยรู้ว่าความลำบากของการตั้งท้องและความตั้งใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั่นมันเป็นยังไง คนบางคนทักเพราะคิดว่าการอ้วนขึ้นเพราะมีลูกนั้นถือเป็นเรื่องน่ากลัว ถือเป็นการยอมเสียสละทั้งชีวิต คนบางคนอาศัยเวลาทั้งชีวิตในการตัดสินใจว่าจะไม่มีลูกเพียงเพราะรับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ฉั้นเข้าใจ ฉั้นก็เคยผ่านจุดนั้นมา ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะมีลูก แต่ก็ยังต้องอาศัยความอดทนและกำลังใจมากมายเพื่อรับมือกับคำวิจารณ์หรือตั้งคำถาม เช่น 'ฉั้นไม่อยากเป็นแม่ที่สวยๆหุ่นดีๆกับเค้าบ้างเหรอ?' หรือถามฉั้นว่า 'แล้วพวกดาราที่เค้ามีลูกแล้วเค้าผอมๆกันเค้าทำไงอ่ะ?' บางคนก็ถามว่า 'แล้วทำยังไงถึงอ้วนได้ขนาดนี้' Y_Y ใครล่ะไม่อยากผอม ไม่อยากสวย ไม่อยากหุ่นดี ฉั้นเป็นคนหนึ่งล่ะที่อย๊ากอยาก แต่ฉั้นไม่ใช่เซเลบริตี้ จะได้คอยควบคุมอาหารอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่คนสวยหุ่นดีมาแต่กำเนิด และไม่ใช่ท้องตอนอายุน้อยๆอย่างสาวๆบางคน ตอนท้องมันก็หิว หิวก็ต้องกิน เพราะนึกถึงลูกในท้องที่ต้องหิวไปกับฉั้นด้วย หลังคลอดแล้วก็ยิ่งแล้วใหญ่ การให้นมลูกเอง เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง มันเหนื่อย เหนื่อยปุ๊บมันก็ต้องกินให้มีแรง อยากเห็นลูกดูดนมจากอก แล้วกลืนน้ำนมดังเอื๊อกๆ อย่างมีความสุข มันก็ต้องบำรุงตัวเองก่อน การได้เห็นลูกหลับคาอกอย่างมีความสุข การได้เห็นเค้าโตวันโตคืน สมบูรณ์แข็งแรง มันเป็นความสุขทางใจที่ไม่มีอะไรจะทดแทนได้ ถ้าฉั้นมัวแต่เครียดเรื่องน้ำหนัก มัวแต่ห่วงว่าตัวเองจะไม่สวย มัวแต่ระแวงว่าอ้วนแล้วสามีจะไม่รัก ลูกฉั้นอาจจะมีสุขภาพกายและใจที่ไม่แข็งแรงไปด้วย และนี่ไม่ใช่ข้ออ้าง สิ่งที่ฉั้นโชคดีที่สุดคือ การที่มีสามีที่ดีคอยให้กำลังใจฉั้นอยู่ตลอดเวลา เป็นพ่อและสามีที่สมบูรณ์แบบ ไม่เคยทำให้ฉั้นรู้สึกท้อใจในการเลี้ยงลูกด้วยการพูดจาทำร้ายจิตใจฉั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่คนที่ทำร้ายความรู้สึกฉั้นกลับเป็นคนอื่น คนที่ไม่เคยมีลูก และไม่คิดจะมีลูก ฉั้นพยายามข่มใจและข่มความรู้สึกไม่ให้สับสนและท้อแท้เพราะเรื่องนี้ แต่มันก็ยากนะ มันบั่นทอน มันทำให้ฉั้นหมดความมั่นใจและลดทอนความเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวเองลง ฉั้นได้แต่ตอบโต้ด้วยการอธิบายอย่างใจเย็น ว่าฉั้นต้องให้นมลูก ฉั้นอดอาหารไม่ได้ ฉั้นกลัวไม่มีน้ำนม แต่ก็จริงอยู่ที่ฉั้นก็เผลอตามใจปากไปบ้างเพราะความหิวเป็นเหตุ แฮ่ะๆ!! ^^'

แต่เอาเถอะ จะบ่นไปยังไงฉั้นก็ยังอ้วนอยู่ดี สู้มองหน้าลูก เล่นกับลูก พูดคุยกับลูกให้มีความสุขแทนดีกว่า เพราะถึงยังไงน้ำหนักฉั้นก็ยังไม่ลดภายในวันนี้พรุ่งนี้อยู่ดี เลิกให้นมลูกเมื่อไรจะกลับไปผอมสวยไฉไลกว่าเดิมให้ดู!! 

วันศุกร์, ธันวาคม 07, 2555

ความไร้เสน่ห์ของบราซิล

ช่วงนี้เกิดอารมณ์หงุดหงิดกะหลายเรื่อง เขียนเรื่องเสน่ห์ไปแล้วเลยต้องเขียนเรื่องความไร้เสน่ห์กันบ้าง เพราะรู้สึกว่าการอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว แต่ทำไมไม่หลงรักซักที ก็บราซิลมันสุดโต่งอ่ะ มีแต่ขาวกับดำ ไม่รักก็เกลียด มาอยู่แล้วต้องทำใจ เขียนเสร็จแล้ว อ่านเอง...รู้สึกเหมือนเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายสุดๆ แต่มันคือเรื่องจริงนะ เรื่องจริงเป็นสิ่งไม่ตาย.....

ความรุนแรง ขอเขียนเป็นเรื่องแรก เพราะไม่รู้มันจะอะไรนักหนาบ้านเมืองนี้ ฆ่าแกงกันเป็นว่าเล่น ตำรวจฆ่าพวกค้ายา พวกค้ายากลับมาฆ่าล้างแค้นตำรวจ ผัวฆ่าเมีย เมียฆ่าผัว ฆ่าหั่นศพ ฆ่าจ่อยิง จ้างวานฆ่า ฆ่าข่มขืน ปล้นฆ่า มีหมดทุกรูปแบบ ดูข่าวแล้วเพลีย มีให้เห็นทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ เบื่อมาก ไม่อยากออกไปไหนไกลๆตามลำพัง ไม่กล้าใส่เครื่องประดับ ของมีค่า ไม่กล้าไว้ใจใคร กลัว!! เรื่องจี้ปล้นก็ไม่แพ้ การฉกชิงวิ่งราวมีเยอะมาก บางทีก็เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว เช่น โดนกระชากสร้อย กระชากกระเป๋า ไม่ก็โจรเข้าปล้นสถานที่ใกล้ๆบ้าน เช่น ปล้นลูกค้าในร้านอาหาร หรือปล้นร้านขายจิวเวอรี่!! 

ความไม่เกรงใจ มีแต่คนนึกถึงแต่ตัวเองกันที่นี่จะเรียกว่า เห็นแก่ตัว ก็ได้ อย่างขับรถนี่ก็ไม่มีน้ำใจบนท้องถนนกันเลย เห็นคนจะข้ามถนนแทนที่จะชลอกลับเร่งเครื่อง แล้วนึกจะเปลี่ยนเลนส์แทนที่จะเปิดไฟเลี้ยวกลับหักเลี้ยวกระทันหัน พวกขับมอร์เตอร์ไซต์เลยขับชนคว่ำกันเป็นว่าเล่น มีตายได้ทุกวันเพราะพวกรถเก๋งก็เห็นแก่ตัว ไม่มีใครให้ทางใคร พวกมอร์เตอร์ไซต์ก็ขับไม่ดูตาม้าตาเรือ แล้วนิสัยเสียกันนะ ใครผิดใครถูกไม่สนเพราะกรูโทษคนอื่นไว้ก่อน แย่มาก!! พวกเมาแล้วขับยิ่งแล้วใหญ่ เห็นรถพังยับเยินจอดอยู่ข้างทางบ่อยมาก เห็นแล้วไม่อยากจะจินตนาการสภาพศพเลยอ่ะ พวกนี้อันตราย รถเมล์ รถไฟ ก็ใช่ย่อย เบียดเสียดยัดเยียดกันแบบแย่งได้แย่งเอา หญิงชายไม่สน กรูขอขึ้นก่อนกันทั้งนั้น พวกนักการเมืองก็โกงกินกันสุดๆ ประเทศนี้อันธพาลครองเมือง เพราะพวกคนในสลัมมีเยอะก็เลยเลือกนักการเมืองที่เข้าข้างคนจน มาเป็นรัฐบาลมาเป็นประธานาธิบดี พวกอิทธิพลมืดเลยครองเมือง คนจนที่นี่น่ากลัวนะ จิตใจหยาบ ติดยา ค้ายา ฆ่าแกง จี้ปล้น ข่มขืน ทำร้ายร่างกาย ใช้ความรุนแรง บรื๋อออ!!! ไม่เว้นแม้แต่เมืองเซาเปาโล ตอนนี้ก็ได้อิทธิพลมืดเข้าครอบงำไปแล้วเพราะเพิ่งเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดไป ก็ได้กลุ่มนักการเมืองที่ขึ้นชื่อว่าโกงกินมาปกครอง เห็นเค้าลุ้น เซาเปาโล สเตท อยู่ ว่าพวกมันจะยึดไปได้ทั้งสเตทรึป่าว พวกคนมีความรู้ มีเงิน ทำงานหนักเลยลำบาก จ่ายภาษีหลังอาน

สังคมเสื่อม เห็นความเสื่อมของสังคมที่นี่แล้วขอทำใจอย่างแรง ทีวีก็โชว์แต่อะไรก็ไม่รู้ โป๊ๆเปลือยๆ กอดๆจูบๆ บางรายการก็ออกแนวลามก หาสาระไม่ค่อยจะได้ ไม่ก็โชว์ความรุนแรง ข่าวสารบ้านเมืองก็มีแต่ข่าวสร้างความหดหู่ใจ ไม่ฆ่าก็ปล้น ไม่ปล้น ก็อุบัติเหตุ ละครก็ไร้สาระ ไม่เห็นให้อะไรกับสังคมเลย ไม่มีการปลูกฝังคำสอนดีๆให้เด็ก เด็กวัยรุ่นเลยใจแตก หมกมุ่นแต่เรื่องดื่ม เรื่องเที่ยว เรื่องเพศสัมพันธ์ ผับที่นี่ อายุ 12 ก็เข้าได้ละ เพราะมีเปิดช่วงหัวค่ำให้เด็กต่ำกว่า 18 มาเพลิดเพลินได้ นักเรียนก็เรียนกันแค่ครึ่งวัน แต่งหน้าทาปากกันตั้งแต่นมยังไม่ตั้งเต้า หัดจูบกันตั้งแต่เสียงยังไม่แตกหนุ่ม พ่อแม่บางคนก็วัตถุนิยม มีเงินก็รู้จักแต่ใช้เงินซื้อของแพงๆประเคนตัวเอง ประเคนลูกเต้าแบบไม่คำนึงถึงอนาคตเด็ก แถมพวกนี้ชอบดูถูกคนอื่น นึกว่ามีเงินแล้วดีกว่าคนอื่นละมั้ง บางคนใช้แต่ของดีมียี่ห้อราคาแพงๆแค่อยากให้คนอื่นรู้ว่ามีตังค์ ผู้หญิงบางคนมีลูกก็ไม่เลี้ยงเอง กลัวคนดูถูกว่าไม่มีสตังค์ ต้องจ้างพี่เลี้ยง จ้างคนขับรถรับส่งลูก จ้างคนทำความสะอาดอีกต่างหาก ถ้ายังดูรวยไม่พอ ก็ต้องจ้างคนทำครัวด้วย ตัวเองจะได้มีเวลาไปทำงานหาเงิน เข้าร้านเสริมสวย ทำผม ทำเล็บ ช้อปปิ้ง แต่งตัวให้ดูฟู่ฟ่า อวดชาวบ้านว่าไม่ต้องลำบากเลี้ยงลูกเอง แล้วก็คอยเป็นคู่กัดกับแม่สามีเล่นๆ พ่อแม่ที่นี่ไม่ค่อยมีคำสั่งสอนดีๆให้ลูก เพราะในหัวมีแต่เรื่องความงาม กับเรื่องเซ็กซ์ พวกคนจนก็ขี้ขโมย พวกคนรวยก็ไม่เคยแบ่งปัน ไปไหนมาไหนก็ต้องระวังตัว พวกฉกชิงว่ิงราวจี้ปล้นมันมีเยอะ คำว่าเกรงใจก็ไม่รู้จักกัน น่าจับไปอยู่เมืองไทยให้บรรดาคุณปู่คุณย่าสั่งสอนซะให้เข็ด ประเทศเค้าไม่ค่อยให้ความสำคัญด้านการศึกษา ผู้คนก็เลยการศึกษาไม่ค่อยสูง เลยมารับจ้างทำความสะอาดซะเยอะ แต่จ้างมาทำความสะอาดแต่ละคนก็มีแต่ปัญหา พวกmaidกิตติมศักดิ์ บางคนก็ขี้เกียจ บางคนก็พูดมาก กินจุ ใช้ของเปลือง ขี้ขโมย ไว้ใจไม่ได้ แต่ก็ต้องจ้างเพราะต่อให้เลิกจ้างคนนี้ จ้างคนอื่นก็มีปัญหาแบบอื่นอยู่ดี เซ็ง กว่าจะเจอคนที่ถูกใจเล่นเอาซะเหงื่อตก!! คนดีๆบางทีเลยท้อ เพราะต้องต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ พอท้อเข้า สิ่งที่ต้องทำก็คือ ปรับตัวเองให้กลมกลืนกันไปซะเลย

ข้าวของแพง ไม่รู้จะแพงไปไหน ต่อให้มีตังค์ก็ไม่อยากซื้ออะไรหรอก เสียดาย ราคาแพงไม่สมเหตุสมผล เงินมันเฟ้อน่ะ มีอุปทานแต่ไม่มีอุปสงค์ รัฐบาลบ้าๆบอๆ มันคิดภาษีสูงๆเพราะมันโกงกินจากเงินภาษีประชาชน ของเลยแพงขึ้นเรื่อยๆจนเกินกำลังซื้อ พอคนไม่ซื้อมันก็ขึ้นภาษีสินค้าให้สูงขึ้นอีกเพื่อได้ในส่วนที่คนจำเป็นต้องซื้อ แล้วค่าเงินกลับแข็งแรงได้ งงจริง!!  ร้านบางร้านในห้างบางห้าง ร้างจนผีจะหลอก เพราะไม่มีลูกค้าเข้าไปซื้อ แต่ก็อีกล่ะ พวกผู้หญิงชอบช้อป ก็ช้อปกระหน่ำอยู่ดีก็น่าแปลกใจ เอาเงินมาจากไหน แต่ไม่นับช่วงเทศกาลนะที่คนมันต้องซื้อจริงๆเพราะคนที่นี่ต้องให้ของขวัญกันช่วงเทศกาลสำคัญๆเป็นมารยาท

ดราม่า คนที่นี่คงดูละครเยอะไป พวกบราซิลเลี่ยนเลยดราม่ามาก ขี้โมโห ขี้โวยวาย ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ตื่นตูม ไม่รู้จักทำใจให้สงบ ไม่เคยคิดว่าเป็นความผิดตัวเอง ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ เรื่องใส่อารมณ์นี่ยกให้เลย ไม่รู้เป็นอะไรกันทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชาย เหมือนอยู่ในละครน้ำเน่า อะไรนิดอะไรหน่อยก็โมโห คอมเพลน โวยวาย ขี้วีน ส่งภาษามือกันให้วุ่นไปหมด เห็นแล้วกลุ้ม เหนื่อย เหนื่อยแทน!!

ยังไม่หมด เดี๋ยวกลับมาบ่นต่อ....

   


วันอังคาร, พฤศจิกายน 27, 2555

เลี้ยงลูก

ขึ้นโพสต์ใหม่ ทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่าจะเขียนอะไร รู้แต่ว่าชีวิตคนเป็นแม่นี่มันช่างลำบากยากเย็นซะจริง ผ่านไป 2 เดือนกับ 1 สัปดาห์แล้วกับชีวิตใหม่ของฉั้น ชีวิตที่ไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวอีกต่อไป ชีวิตที่ไม่ลำพัง การต้องคอยดูแลคนตัวเล็กๆนี่มันไม่ธรรมดา เพราะคนตัวเล็กมักจะเอาแต่ร้องไห้เวลาอยากได้อะไรหรือไม่อยากได้อะไร คนตัวเล็กมักต้องการให้อุ้มอยู่ตลอดเวลา ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมเวลาเปียกชื้นจากอึและฉี่ ต้องให้นมทันทีเวลาหิว ต้องนอนและกล่อมทันทีเวลาง่วง ต้องการการดูแลจากฉั้นตลอด 24 ชั่วโมงทั้งยามหลับยามตื่น เวลาอารมณ์ดีก็น่ารัก แต่บางวันงอแงก็ร้องไห้ดังไปสามบ้านแปดบ้าน โอ๋ยังไง ปลอบยังไงก็เอาไม่อยู่ โดยเฉพาะช่วงหัวค่ำถึงช่วงดึกก่อนเข้านอน ความเป็นแม่ทำให้ฉั้นห่วงกังวลคิดว่าเค้ากลัวการนอนคนเดียว หรือกลัวความมืด แต่หมออธิบายแบบวิทยาศาสตร์ว่ามันคืออาการโคลิค หรือการร้อง 3 เดือนแบบที่คนไทยเรียกกัน บางคืนเค้าร้องไห้จนกระทั่งฉั้นก็ร้องไปด้วย วันไหนทนไม่ไหวก็ต้องวางเค้าไว้ให้ร้องจนเหนื่อย ส่วนฉั้นก็เข้าไปร้องในห้องน้ำ ร้องไห้ไปอาบน้ำไปในเวลาเดียวกัน เวลาและร่างกายของฉั้นต้องกลายเป็นของเค้าไปเกือบ 90%  สภาพอารมณ์และจิตใจของฉั้นก็เลยต้องพยามเข้มแข็งและปรับตามให้ทัน

ฉั้นไม่มีเวลาและกระจิตกระใจจะมานั่งทำสวยเลยในบางวัน ทำให้เข้าใจแล้วว่าทำไมบรรดาแม่ๆหลายๆคนจึงเลิกดูแลใส่ใจตัวเอง ไม่มีเวลาสนใจตัวเอง ไม่มีเวลาที่จะไปออกกำลังกาย หรือไปเดินช้อปปิ้ง บางคนถึงขั้นยกลูกให้คนอื่นเลี้ยงให้ซะเลย แถมอยากจะกลับไปทำงานนอกบ้านใจจะขาด เพราะเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการนั่งให้นมลูก อุ้มลูก คอยเปลี่ยนผ้าอ้อม อาบน้ำแต่งตัวให้ลูก และกล่อมลูกให้หลับ ไหนจะงานบ้านอีก แม้จะโชคดีที่มีคนมาทำความสะอาด แต่ก็ใช่ว่าจะดีมากมายเพราะเวลาเค้ามาฉั้นก็ต้องทำอาหารแล้วก็คอยกระเตงลูกหลบฝุ่นไปมา

การเป็นแม่เต็มตัวเต็มเวลา ถือเป็นอาชีพที่ห้ามขาดลามาสาย ห้ามป่วยห้ามตาย ใครว่าเป็นแม่...ง่าย แล้วถ้าใครดูถูกการเป็นแม่ละก็ ฉั้นคนนึงล่ะที่จะขอเถียงหัวชนฝา ว่าการเป็นแม่นี่แหละเป็นอะไรที่ยากที่สุดในชีวิตละ ตั้งแต่มีลูกฉั้นต้องใช้ความพยามและความอดทนอย่างมากในการดูแลทั้งตัวเอง และลูก รวมทั้งสามีด้วย มันยากนะ ที่ต้องวิ่งวุ่นอุ้มลูกและทำนู้นทำนี่ไปด้วยตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาต้องทำอาหารเวลาที่สามีอยู่ และอุ้มลูกรอ และลูกก็ร้องโยเย ฉั้นรีบจนมือไม้สั่น ไม่รีบก็ไม่ได้ เสียงร้องมันบีบหัวใจ เวลากิน เวลาอึ เวลาฉี่ ต้องทำอย่างเร็วและเร่งรีบเพราะลูกฉั้นร้องไห้แทบจะตลอดเวลาแถมติดให้อุ้มด้วย เวลาต้องออกไปข้างนอกก็ใช่ย่อย แทนที่จะรู้สึกมีความสุขกับการได้ไปเที่ยว เปิดหูเปิดตา กลับกลายเป็นความกังวล เพราะต้องแต่งตัวให้ลูกและตัวเองให้เสร็จทันเวลา ออกไปแล้วก็กลัวลูกจะร้องจนหมดสนุก เรื่องสุขภาพลูกก็สำคัญ ต้องพาไปหาหมอเพื่อมอร์นิเตอร์การเจริญเติบโต ต้องคอยให้นมให้ตรงเวลาหรือก่อนที่เค้าจะหิวจนโยเย ผิวพรรณก็บอบบาง ผื่นขึ้นบ้าง รอยข่วนบ้าง เวลาเค้าง่วงก็ต้องกล่อมให้หลับด้วยการอุ้มเดินไปมาจนเมื่อย จนเหนื่อย จนล้า ปวดแขน ปวดหลัง

ฉั้นแทบไม่รู้เลยว่าความสุขของการมีลูกที่คาดหวังไว้มันอยู่ตรงไหน มีแต่ความกังวล ความเหนื่อย ความล้า ความทรมาน และความท้อแท้!! 

จนกระทั่ง.....

ฉั้นได้เห็นรอยยิ้มแรกของเค้า ได้ยินเค้าส่งเสียงร้อง อูๆอาๆ ได้เห็นเค้าเล่นน้ำลาย เอามือยัดเข้าปาก ดูดนิ้วดังจ๊วบจ๊าบ แววตาอันแสนอ่อนโยนและไร้เดียงสาที่มองมาที่ฉั้นเวลาเข้าอารมณ์ดี เหมือนกำลังจะบอกว่าตอนนี้เค้ามีความสุข ถึงได้รู้ว่า พัฒนาการของลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว ตาหวานๆบวกกับรอยยิ้มมันทำให้ฉั้นแทบน้ำตารื้น เหมือนเป็นวันที่รอคอยมานานแสนนานยังไงบอกไม่ถูก มันคือพัฒนาการทางสมองและร่างกายของเด็กน่ะ เมื่อครบ 3 เดือน สมองและร่างกายของเด็กก็จะเริ่มพัฒนาไประดับนึงจนเห็นได้ชัด คริสโตเฟอร์ก็เหมือนกัน ตอนนี้ 2 เดือนกว่าแล้ว ได้รับวัคซีนป้องกันโรคสำคัญๆ พวกคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ครั้งที่ 1 ตับอักเสบ บี ครั้งที่ 2 เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อฮิบ ครั้งที่ 1 และโปลิโอ ครั้งที่ 1 เรียบร้อยแล้ว หลังจากวัคซีนปุ๊บ เค้าเปลี่ยนไปเป็นคนละคน คงไม่ใช่เพราะวัคซีนหรอก แต่คงเป็นเพราะการพัฒนาอย่างที่ว่า ตอนนี้เค้าเลยหลับง่ายขึ้น ร้องไห้น้อยลง ยิ้มมากขึ้น และเหมือนพยามสื่อสารกับฉั้นด้วย อ้อ...ที่สำคัญ ตอนนี้เค้าดูดนมแม่มากขึ้น เข้าขั้นติด ดูดจนหลับ แถมเวลาหิวก็ทำท่าอ้าปากงับนมแม่สุดฤทธิ์ ฉั้นดีใจมากเพราะมันบ่งบอกว่า ฉั้นคงจะมีน้ำนมมากขึ้นแล้วในช่วงนี้ และการให้นมลูกมันช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษ เห็นเค้าว่าการให้นมลูกนอกจากจะเผาผลาญแคลอรี่แล้ว ร่างกายยังหลั่งสารเอ็นโดรฟินที่ทำให้มีความสุขเหมือนกับหลังจากการออกกำลังกายอีกต่างหาก ระบบร่างกายมนุษย์นี่ช่างน่ามหัศจรรย์

นี่ไง พระเจ้าเห็นใจฉั้นแล้ว!!! ความเหนื่อยของฉั้นที่สั่งสมมากว่า 2 เดือน การที่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียวซะส่วนใหญ่ เพราะแฟบก็ต้องทำงาน แล้วฉั้นก็ตัวคนเดียว ที่สำคัญความเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง แล้วไม่ชอบพึ่งพาใคร บวกกับความเชื่อมั่นที่ว่า เมื่อตัดสินใจเองว่าจะมีลูก ก็ต้องเลี้ยงเค้าเองให้ได้ จึงยอมเหนื่อยและกัดฟันทน พอได้เห็นพัฒนาการที่ว่า และเห็นเค้าเริ่มเรียนรู้ที่จะหลับนานขึ้นในช่วงกลางคืนและหลับได้โดยไม่ต้องอุ้มเดินทั่วบ้านเป็นชั่วโมงๆ ทำให้ฉั้นมีเวลานอนนานขึ้นและได้กลับมาหลับลึกๆบ้างแล้วในบางคืน เหมือนได้กลับมาหายใจทั่วท้องอีกครั้ง ฟิ้วววว......

ตอนนี้รู้ละ ว่าความสุขอยู่ตรงไหน!!! ^^ การได้อยู่ด้วยกันนานๆ มันสร้างความผูกพันธ์ได้มากมายก่ายกอง ความสัมพันธ์ของเราเริ่มเติบโตและพัฒนา การได้กอด ได้หอม ได้อุ้ม ได้ให้นม ได้นอนให้นมจนหลับไปด้วยกัน การได้กลิ่นของลูก การได้เห็นอึเห็นฉี่เค้า การพาเค้าอาบน้ำ การได้กล่อมให้หลับทุกคืน ได้คุยกับเค้าไปเรื่อยเปื่อยหาสาระไม่ได้ การไม่กลัวเสียงร้องของลูก การได้รู้จักและรู้ใจเค้ามากขึ้น การได้โอ๋ให้เค้าหยุดร้องแบบที่คนอื่นทำไม่ได้ รวมทั้งการลืมไปแล้วว่า "เวลาส่วนตัว" คืออะไร เพราะการได้ใช้เวลาอยู่กับลูกนี่ล่ะ คือ ความสุขที่สุด ยิ่งเวลาได้อยู่ด้วยกัน 3 คน พ่อ แม่ ลูก แล้วละก็ ยิ่งเป็นความสุขเหนือสิ่งอื่นใด

ที่เค้าว่าเลี้ยงลูกมันลำบากในช่วงแรกๆ พ้น 3 หรือ 4 เดือนไปแล้ว คราวนี้ละ อะไรๆจะง่ายขึ้น แถมจะติดลูกเอามากๆด้วย ก็เห็นท่าว่าคงจะจริง!!

วันเสาร์, สิงหาคม 18, 2555

ไตรมาสสุดท้าย

และแล้วก็ถึงไตรมาสสุดท้าย เห้อออ.....ตื่นเต้นๆๆ!!

3 เดือนสุดท้ายของการอุ้มท้อง หลายคนบอกว่า คุณแม่ต้องพักผ่อนให้มากๆ งีบให้เยอะๆ เพราะร่างกายคุณแม่จะอุ้ยอ้าย และอ่อนเพลียมาก จริงยิ่งกว่าจริง น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเกือบ 15 โล ตอนนี้ทำให้เดินเหิน นั่งนอน ลำบากมากๆ จะทำอะไรก็ติดพุงตลอด หนักก็หนัก พุงก็ใหญ่ เหนื่อยก็เหนื่อย น้ำหนักแค่พุงอย่างเดียวก็น่าจะเทียบเท่ากับแบกข้าวสาร 3-4 โลได้แล้วล่ะมั้ง เพราะทั้งน้ำ ทั้งรก ทั้งลูกน้อย ทั้งกล้ามเนื้อมดลูก รวมๆกันอยู่ เวลานอนแล้วจะลุกทีแทบอยากจะหารถเครนมาลาก มันลุกไม่ขึ้นจริงๆนะ ต้องตะแคงข้างก่อนแล้วค่อยๆดันตัวขึ้น พระเจ้า...เกิดมาไม่เคยหนักขนาดนี้มาก่อน!!! ฉั้นเห็นตัวเองแล้วก็อดปลงไม่ได้ เพราะตอนนี้ตัวกลมมาก แขนกลายเป็นขา ส่วนขาก็กลายเป็นขาโต๊ะสนุ้กไปแล้วเรียบร้อย ไม่ใช่แค่น้ำหนักที่เพิ่ม แต่เป็นปริมาณน้ำที่ร่างกายเก็บกักสะสมไว้ด้วย ทำให้ออกอาการทั้งอ้วนและบวม ฉั้นต้องดื่มน้ำเยอะมากเพราะลูกน้อยต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงเยอะๆ และเพื่อหล่อเลี้ยงให้ผิวพรรณชุ่มชื่นอีกต่างหาก เวลาร่างกายขาดน้ำทีไรบางช่วงที่อากาศเย็นๆ ผิวฉั้นแห้งแตก จนเป็นผื่นเต็มขาไปหมด แถมผื่นแห้งตกเสก็ดก็ทิ้งร่องรอยแผลเป็น แล้วฮอร์โมนก็ทำให้ร่องรอยแผลเป็นมีสีคล้ำขึ้นอีก ทำให้รู้สึกว่าตอนนี้ฉั้นมีแผลเป็นจากสิวเต็มหน้า และแผลเป็นจากรอยผื่นเต็มขา แถมผิวบางช่วงที่แตกลาย เพราะครืมบางตัวที่ใช้ก็เอาไม่อยู่ โชคดีที่พุงไม่ลาย แต่กลับกลมมน เต่งตึง สวยงาม ค่อยยังชั่ว!! ฉั้นปวดหลังเพราะต้องแอ่นตัวถ่วงน้ำหนักเอาไว้ตลอดเวลา ปวดขาเพราะน้ำหนักที่แบกรับเอาไว้ทำให้น่ังนานไม่ค่อยจะได้ บางวันเท้าและข้อเท้าบวมตุ่ยจนรองเท้าเบอร์เดิมที่เคยใส่แทบจะยัดไม่เข้า ยิ่งถ้าเดินมากๆกลางคืนอาจจะปวดขาจนนอนไม่หลับทีเดียวเชียว ไม่ว่ายน้ำก็ต้องนอนพาดขาสูงๆเข้าไว้จะช่วยได้ระดับนึง อาการปวดข้อมือข้างซ้ายก็ใช่ย่อยโดยเฉพาะตอนกลางคืน หมอสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากแรงกดทับที่เส้นประสาทบางเส้นที่ทำให้ปวดมาตั้งแต่เริ่มเข้าสู่เดือนที่ 6 เห็นจะได้ กลางวันก็ง่วงเหงาหาวนอนจนต้องหาเวลางีบหลับเป็นประจำ แม้จะมีอาการมากมายหลายอย่างที่บางครั้งเล่นเอาซะจิตตก หดหู่ แต่ก็ได้กำลังใจจากแฟบนี่ล่ะ เป็นแรงสำคัญ คอยบอกว่าฉั้นสวยบ้าง บอกว่ามีความสุขบ้าง บอกว่าภูมิใจบ้าง แฟบไม่เคยทิ้งให้ฉั้นหดหู่อย่างเดียวดายเลย ไม่เคยปล่อยให้ฉั้นไปหาหมอคนเดียว ไม่เคยปล่อยให้ฉั้นเศร้าซึมนาน แค่เห็นฉั้นซึมๆก็คอยถามไถ่และให้กำลังใจตลอด แม้เค้าจะเหนื่อยจากงานแค่ไหนแต่ก็ไม่เคยแสดงอาการหงุดหงิดใส่ฉั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว เห็นอย่างงี้แล้วฉั้นได้แต่บอกตัวเองว่า เหนื่อยแค่ไหนก็จะสู้!! >..<' แถมทุกครั้งที่ไปหาหมอ แล้วได้ยินหมอบอกว่า ทุกอย่างโอเค เพอร์เฟ็ค อาการต่างๆจะหายไปหลังคลอด ส่วนหัวใจลูกน้อยเต้นก็เป็นจังหวะแข็งแรง แขนขาขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวตลอดเวลา แถมน้ำหนักก็ขึ้นตามเกณฑ์ปกติ ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง แข็งแรงทั้งแม่ทั้งลูก แค่นี้ก็ทำให้ยิ้มได้ และใจชื้นกันทั้งพ่อทั้งแม่ 

ฉั้นเฝ้าลูบพุงตัวเองอยู่ทุกวันอย่างมีความสุข จนเข้าเดือนที่ 8 ลูกเริ่มเคลื่อนไหวแรงมาก ทั้งเตะ ทั้งต่อย ทั้งยืดเหยียด ทั้งม้วนตัว เช้าบางเช้าตื่นเพราะโดนปลุกจากแรงดิ้นก็มี แต่ตื่นขึ้น สิ่งแรกที่ทำก็คือลูบไล้พุงตัวเองเพื่อเล่นกับเค้าและเพื่อเช็คว่าตอนนี้เค้ากำลังนอนอยู่ด้านไหน ซ้ายหรือขวา เพราะส่วนที่นูนกว่าส่วนอื่นทำให้รู้ได้แล้วว่า เป็นหลังหรือก้น และส่วนที่ดุ๊กดิ๊กไปมาอีกด้านก็ต้องเป็นเท้า และดุ๊กดิ๊กเบาๆอยู่ด้านล่างหน่อยก็คือมือน้อยๆ ตอนนี้เค้ามีสัมผัสการรับรู้และได้ยินแล้ว จึงตอบสนองฉั้นได้ บางวันก็ให้พ่อเค้าชวนคุย แฟบคุยกับลูกผ่านพุงฉั้น รอซักพักเค้าก็จะขยับตัวเคลื่อนไหวไปมาตอบรับ เรามีความสุขและตื่นเต้นกันมากทุกครั้งที่เห็นพุงเคลื่อนไหวราวกับคลื่นใต้น้ำ น้ำหนักลูกเพิ่มอย่างรวดเร็วมากช่วงนี้ ฉั้นต้องเข้าห้องน้ำถ่ายเบาบ่อยขึ้น เพราะเค้าเริ่มยืดเหยียดและดันพุงส่วนล่างจนบีบกระเพาะปัสสวะฉั้นไปด้วย ช่วงนี้ฉั้นตื่นแต่เช้าทุกวันเพราะแรงเคลื่อนไหวของเค้าในช่วงเช้าๆทำให้รู้สึกตัวตื่น แต่บ่อยครั้งที่ตื่นกลางดึกเพราะมือและแขนชา หรือไม่ก็ปวดข้อมือ ไม่ก็ปวดฉี่ ไม่ก็อยากรู้ว่าท่านอนของเราทำให้ลูกอึดอัดรึป่าว เค้าจะดิ้นแรงมากอีกทีช่วงก่อนเที่ยงและช่วงเย็น หมอบอกว่ายิ่งลูกดิ้นแรงและบ่อยยิ่งดี ฉั้นเองก็ว่างั้นเพราะนอกจากมันทำให้ฉั้นมีความสุขมากมายแล้วมันยังบ่งบอกว่าเค้าแข็งแรงและแอ็กทีฟดีอีกด้วย 

ไตรมาสนี้เป็นไตรมาสที่ทุกอย่าง 'จริง' มากขึ้น ไม่ใช่แค่ความสุขอย่างที่บอก แต่เป็นเพราะมีความตื่นเต้น ความประหม่า ความกลัว และกังวล ปนอยู่ด้วย และแทนที่ฉั้นนจะพักผ่อนมากๆ แต่กลับตรงกันข้าม ไตรมาสนี้กลับเป็นช่วงเวลาที่ต้องทำงานหนักที่สุด เพราะเรายังต้องเตรียมความพร้อมอีกหลายอย่าง  เราเตรียมห้องนอน เตียงนอน โต๊ะสำหรับเปลี่ยนผ้าอ้อม ตู้เก็บข้าวของเครื่องใช้ ตกแต่งให้ดูน่ารัก สะอาดสะอ้าน ฉั้นเตรียมทำความสะอาดและจัดระเบียบ ซักรีดเสื้อผ้า ผ้าห่ม ผ้าอ้อม ผ้าขนหนู แกะกล่องข้าวของเครื่องใช้ต่างๆแล้วเริ่มศึกษาว่ามันใช้ยังไง เช่น เครื่องปั้มนม เครื่องทำความสะอาดขวดนม เก้าอี้นั่งเล่นลูก ฯลฯ ยังมีอ่างอาบน้ำและเครื่องใช้เล็กๆน้อยๆที่เป็นรายละเอียดที่ยังขาดอยู่ และต้องไปเดินหาซื้ออีกหลายอย่าง ที่ขาดไม่ได้คือ ฉั้นต้องเตรียมแพ็คกระเป๋าสำหรับไปโรงพยาบาลในวันคลอดเอาไว้ด้วย ซึ่งต้องเตรียมทั้งของเราและของลูก เพราะไม่รู้ว่าเค้าจะพร้อมเมื่อไร จะเกิดขึ้นวันไหน อาจเป็นเมื่อไรก็ได้เมื่อย่างเข้าสู้เดือนที่ 9 ตอนนี้ฉั้นเตรียมใจเรื่องความเจ็บเอาไว้แล้ว แม้จะยังกลัวอยู่ แต่แฟบก็คอยให้กำลังใจฉั้นอยู่ตลอด 

เมื่อมัน 'จริง' ขึ้นเรื่อยๆอย่างนี้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ฉั้นลืมไม่ได้เลยก็คือ การเตรียมพร้อมให้ตัวเองในการเป็นแม่ ฉั้นไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนจึงนึกไม่ออกว่าจะเลี้ยงลูกแบบไหน เท่าที่ทำได้คือ จินตนาการว่า ลูกจะอยากมีแม่แบบไหน แล้วฉั้นควรจะเป็นแม่แบบไหนให้ลูก และที่สำคัญฉั้นอยากให้ลูกฉั้นเป็นคนแบบไหนเมื่อเค้าเติบโตขึ้น ฉั้นเริ่มจากการนึกถึงตัวเอง นึกถึงอดีตของตัวเอง ทบทวนว่าเราเติบโตมาจากครอบครัวแบบไหน ถูกเลี้ยงดูมาแบบไหน สิ่งไหนที่เราชอบ สิ่งไหนที่เราไม่ชอบ สิ่งไหนที่เกิดขึ้นแล้วเปลี่ยนฉั้นจากคนที่ควรเป็นและอยากเป็นในอดีต ฉั้นนั่งคิดและทบทวนทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทำความเข้าใจ พยาม Complete กับอดีตของตัวเอง ฉั้นเชื่อว่าคนเราเกิดและเติบโตมากับครอบครัวที่เลี้ยงดูในรูปแบบที่แตกต่างกันไป และการถูกอบรมเลี้ยงดูมีผลกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันของเราทุกคน อาจมีบางความรู้สึกที่ถูกเก็บซ่อนอยู่ภายในใจตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาจมีบางอย่างที่ครอบงำความคิดและความเชื่อของเราและทำให้เราดำเนินชีวิตในแบบที่เราอาจไม่ได้ต้องการ อาจมีบางเหตุการณ์ที่ต้องย้อนนึกถึงและทำความเข้าใจเพราะมันอาจเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนความเป็นตัวตนและบุคลิกของเรา ฉั้นนั่งคิดและทบทวนคำสั่งสอนและการเลี้ยงดูของพ่อแม่อีกครั้งและมองเห็นหลายอย่างที่เราทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ใช้เวลาซักพักใหญ่ๆกว่าจะเข้าใจที่มาที่ไปของความเป็นตัวตนของตัวเอง การทำแบบนี้มันช่วยให้อย่างน้อยฉั้นก็เห็นหลายๆสิ่งในภาพอดีตที่มันอาจไม่สมบูรณ์แบบ ภาพที่มันอาจมีผลต่อสภาพจิตใจฉั้นมาเนิ่นนานทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ภาพทั้งหมดถูกประกอบขึ้นใหม่ให้เป็นภาพที่มองออก และเข้าใจได้ ฉั้นต้องการให้ภาพอดีตของฉั้นเป็นตัวอย่างในการเรียนรู้ ให้รู้ว่าสิ่งไหนที่พ่อแม่ควรและไม่ควรทำ ฉั้นเปลี่ยนแปลงอะไรในอดีตไม่ได้ แต่ฉั้นก็รู้แล้วว่าฉั้นต้องการเป็นแม่แบบไหน เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสได้ทำหน้าที่นี้ ฉั้นจึงอยากจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด มันเป็นความภูมิใจอยู่ลึกๆที่ไม่ใช่แค่ภูมิใจที่ได้รู้ว่าเราเป็นผู้หญิงเต็มตัว ไม่ใช่แค่ภูมิใจที่มีผู้ชายดีๆคนหนึ่งให้ความไว้วางใจและให้โอกาสฉั้นได้เป็นแม่ของลูกเค้า แต่มันยังอยู่ที่ว่า ฉั้นภูมิใจที่จะได้ทำหน้าที่ดูแล ปกป้อง รับผิดชอบ และอีกหลายอย่างให้กับลูกน้อยที่เกิดจากความรักของเราสองคน การเตรียมความพร้อมจึงไม่ได้อยู่แค่วินาทีนี้ แต่ฉั้นต้องมองไปอีกไกล ล่วงหน้าไปอีกหลายปี จึงต้องเริ่มจากการสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองเป็นอันดับแรก 

ฉั้นมีความเชื่อว่าพ่อแม่ที่สร้างลูกด้วยความรัก ไม่จำเป็นต้องสร้างความเชื่อให้ตัวเองและลูกว่า วันหนึ่งลูกจะต้องกลับมาตอบแทนบุญคุณ เพราะเค้าไม่ได้เป็นคนร้องขอให้เราให้กำเนิดเค้า ทุกอย่างเกิดจากการตัดสินใจของเรา ไม่ว่าจะด้วยความพลาดหรือด้วยความพร้อมก็ตาม หน้าที่ของพ่อแม่ที่ดี คือ สร้างความพร้อมให้กับลูก เพื่อให้เค้าได้มีชีวิตและใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ฉั้นกับแฟบเชื่อในแบบเดียวกันว่าเราจะมีโอกาสทำหน้าที่นี้อย่างเต็มที่ไม่เกิน 25 ปีหรอก เพราะเมื่อเค้าถึงวัยนั้น ลูกก็จะรู้แล้วว่าเค้าอยากมีชีวิตแบบไหน มีความฝัน และทางเดินของตัวเอง และเราก็ต้องเข้าใจและให้โอกาสเค้าได้ดำเนินชีวิตในแบบที่เค้าต้องการ สิ่งที่สำคัญของการเป็นพ่อแม่ คือ การเป็นผู้ให้ เป็นครู เป็นคนคอยสอน คอยชี้แนะ คอยให้คำแนะนำ และเป็นที่พึ่งคอยช่วยเหลือดูแล การเตรียมความพร้อมให้เค้าสามารถใช้ชีวิตในวัยผู้ใหญ่ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องจึงเป็นภาระกิจสำคัญ พ่อแม่จึงไม่ควรทำตัวเป็นภาระของลูก ด้วยการไม่วางแผนให้ตัวเองในยามแก่เฒ่า แล้วยัดเยียดภาระหน้าที่ให้ลูกเป็นผู้ดูแลเรา ด้วยความเชื่อเรื่องการทดแทนคุณ ความเชื่อเกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษ และความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แม้ฟังดูแล้วอาจจะยากเพราะเราไม่รู้อนาคตและอาจขัดกับความเชื่อของคนไทยหลายๆคน แต่ฉั้นว่ามันไม่ยุติธรรมที่เราจะกลายเป็นคนที่เหนี่ยวรั้งชีวิตลูกไว้ จนเค้าต้องละทิ้งความฝัน ละทิ้งชีวิตที่เค้าต้องการ เพื่อคอยดูแลเราจนเราแก่เฒ่าหรือจนกว่าจะตายจากกัน ในขณะเดียวกันพ่อแม่ที่ยังพอมีเรี่ยวแรงก็ไม่ควรละทิ้งภาระหน้าที่ของตัวเองเพียงเพราะคิดว่าลูกๆดูแลตัวเองกันได้แล้ว เพราะความเป็นพ่อ แม่ ลูก มันเป็นสายสัมพันธ์ที่ผูกพันธ์ เชื่อมโยง และยึดเหนี่ยว สำหรับฉั้น เราทั้งคู่ต้องสามารถทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับได้อย่างเท่าเทียมและมีความสุข ความสุขของการเป็นผู้รับและผู้ให้จะไม่ทำให้ใครเห็นแก่ตัว นึกถึงแต่ตัวเอง ไม่ต้องมีความรู้สึกผิดหรือถูกมาเกี่ยวข้องมากเกินไป แต่เราจะนึกถึงกันและกันอย่างอบอุ่นใจอยู่เสมอ นั่นคือ ครอบครัว ในแบบที่ฉั้นคิดว่ามันควรจะเป็น

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 09, 2555

มาบราซิล ไม่ต้องใช้วีซ่า

ใช่จ้า 'มาบราซิล ไม่ต้องใช้วีซ่า' เพราะอย่างงี้นี่เอง เลยมีหลายๆคนแอบส่งข้อความมาถามฉั้นหลังไมค์(คล้ายกับเป็นดีเจ!!) ว่า ถ้าจะไปบราซิล อันตรายมั้ย ช่วยแนะนำหน่อย, ประเทศเค้าสวยมั้ย, ผู้คนเป็นยังไง, วัฒนธรรมเป็นยังไง บ้างก็ขอคำแนะนำ บ้างก็ขอความช่วยเหลือ บ้างก็ขอให้พาเที่ยวพาทัวร์ซะงั้น บ้างก็ถามไปถึงเรื่องการจดทะเบียนสมรสกับชาวบราซิลเลี่ยนโน้น.... 

จะว่าไปแล้ว ฉั้นก็เป็นแค่คนต่างชาติคนนึงที่มาอาศัยอยู่ในเมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล ไม่ได้ชำนาญเรื่องภาษา ไม่ได้ชำนาญเรื่องสถานที่ ไม่ได้มีงานทำที่นี่ และไม่ได้มีเพื่อนมากมาย บล๊อคของฉั้นก็เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของฉั้น ที่สะสมจากการสังเกตุสังกา จากประสบการณ์ และการเรียนรู้ที่จะอยู่ที่นี่ให้รอดและปลอดภัย ฉั้นดีใจที่มีคนแวะเข้ามาอ่าน และติดต่อเข้ามาสอบถามข้อมูลหลายๆอย่าง หรือฝากคอมเม้นต์ไว้บ้าง มันทำให้ฉั้นรู้สึกว่าฉั้นมีตัวตน มีเพื่อน และได้ทำอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์บ้าง แต่ฉั้นก็ไม่ได้สามารถช่วยเหลือได้ทุกเรื่องเพราะไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้น และมีอยู่เรื่องนึงที่ทำให้ฉั้นอดเป็นห่วงไม่ได้ ก็คือ สาวๆหลายๆคนสนใจอยากมาบราซิล และคิดจะมาคนเดียว เอ่อ...อันนี้ไม่แนะนำอย่างยิ่ง บางคนอยากแค่มาเที่ยว มาดูงาน แต่บางคนก็มาอยู่ คนที่มาอยู่ก็น่าห่วงอีก เพราะบางคนยังมีสถานภาพโสด แต่อาจเพราะมีแฟนเลยเดินทางมาอยู่ด้วยกัน ฉั้นไม่ห่วงและไม่ก้าวก่ายเรื่องชีวิตส่วนตัวนะ แต่การมาในลักษณะนี้ค่อนข้างเข้าข่าย เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย เพราะเราจะอยู่ได้แค่ชั่วคราวด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวเท่านั้น ครบกำหนด 3 เดือน วีซ่าหมด ถ้าไม่หาเรื่องเดินทางก็ต้องบินกลับเมืองไทย  ไม่ค่าปรับ ก็ค่าตั๋วเครื่องบิน ที่จะกลายเป็นค่าใช้จ่ายตามมา แถมเสียพลังอีกต่างหากเพราะบินกลับบ้านที ไกลโขอยู่ ก็ไทยกับบราซิล ไกลกันคนละซีกโลกเลยนี่นา!!

มีบางคนถึงขั้นถามมาว่า ถ้าจะแต่งงานจดทะเบียนสมรสกับบราซิลเลี่ยนต้องทำไง ยุ่งยากแค่ไหน อาจเพื่อตัดปัญหาเรื่องความลำบากที่ว่า หรือไม่ก็เพราะอยากจะแต่งจริงๆ ฉั้นไม่รู้เลยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นว่าควรจดหรือไม่ควรจด ได้แต่ให้คำแนะนำเล็กๆน้อยๆเรื่องขั้นตอน แต่ฉั้นเองก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อำเภอซะด้วยสิ แต่งงานก็แต่งมาแค่ครั้งเดียว มันก็เลยค่อนข้างจะเลือนๆลางๆอยู่ กลัวบอกไปผิดๆถูกๆ เกิดไปเจอเข้ากับตัวแล้วแตกต่างกับประสบการณ์ที่ฉั้นเจอ ทำไง? แต่ก็อยากจะแชร์ประสบการณ์ของตัวเองไว้นิดนึงแล้วกัน เอาเป็นว่า ............ กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว (คือ นานประมาณ 2 ปีที่แล้วอ่ะนะ)  .............. 

ฉั้นและแฟนตัดสินใจจะแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกัน ฉั้นก็ทำเหมือนหลายๆคนนั่นแหละ ที่มาอยู่ก่อนแล้วค่อยมาดำเนินการที่หลัง เพราะคำว่า 'มาบราซิล ไม่ต้องใช้วีซ่า' นี่แหละเป็นเหตุ แต่โชคดีที่เช็คมาก่อนว่าต้องใช้อะไร เตรียมอะไรบ้างในการจดฯ เอกสารที่สำคัญที่สุดก็คือ เอกสารรับรองความเป็นโสด ของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเท่าที่รู้เราสามารถ Download จากเว็บไซต์สถานทูตได้ แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่เรื่องเอกสารอย่างเดียว แต่มันยังอยู่ที่เรื่องเวลาที่จะต้องใช้ และเอกสารที่ต้องดำเนินการเปลี่ยนหลังจากสมรสแล้วอีก ซึ่งก็มีผลไปถึงว่าเราอาจต้องไปๆกลับๆระหว่างไทย-บราซิล อีกซักกี่รอบถึงจะเสร็จสมบูรณ์ก็ไม่รู้ อย่างกรณีของฉั้น เราเริ่มดำเนินการตอนที่เราสองคนยังอยู่เมืองไทยอยู่ จึงเริ่มงกๆเงิ่นๆงงๆตั้งแต่การขอเอกสารรับรองความเป็นโสด สำหรับฉั้น ซึ่งเป็นคนไทย อยู่ในไทย ก็ไปขอจากอำเภอ ใช้เอกสารที่จำเป็นในการยื่นขอ เช่น ทะเบียนบ้าน, บัตรประชาชน สำหรับแฟนซึ่งเป็นบราซิลเลี่ยนอยู่ในไทยก็ Download จากเว็บไซต์สถานทูตของเค้า Download มาก็จะเป็นภาษาโปรตุกีซตามระเบียบ ก็ต้องเอาไปแปลเป็นอังกฤษก่อนซึ่งแฟนฉั้นแปลเองได้ก็แปลเองเลย เสร็จก็เอาไปยื่นให้สถานทูตบราซิลในไทยเพื่อรับรองความถูกต้องของเอกสารและการแปล โดยต้องยื่นไปพร้อมกับ Copy Passport ตามปกติ หรือทางสถานทูตบราซิลอาจขอเอกสารอื่นๆเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษอีกก็มีเหมือนกัน นั่นก็เป็นเรื่องที่แฟนเราต้องเป็นคนจัดการ เบ็ดเสร็จใช้เวลารอประมาณ 1-2 อาทิตย์ได้ จนกว่าเอกสารจะได้การรับรองว่าถูกต้องอย่างเป็นการ ถึงจะเอาเอกสารของแฟนเราทั้งหมดนั้นไปแปลเป็นภาษาไทยอีกที ตามร้านแปลเอกสารที่ได้อนุมัติสามารถแปลและรับรองการแปลถูกต้องจากกระทรวงการต่างประเทศ (ไม่งั้นต้องไปดำเนินการที่กรมการกงสุลแทนนะ ถูกกว่าแต่ใช้เวลานานกว่า) ถึงจะเป็นอันเสร็จขั้นตอน "การเตรียมเอกสาร" 

หลังจากเตรียมเอกสารและแปลมาเรียบร้อย ก็ถึงจะจูงมือกันไปอำเภอหรือสำนักงานเขต(ไหนก็ก็ได้)เพื่อไปสู่ขั้นตอน "การจดทะเบียนสมรส" ขั้นตอนนี้ คุ้นๆว่า แฟนเราจะต้องมี Bank Statement หรือ Slip เงินเดือน แนบไปด้วยเพื่อรับรองรายได้ของเค้าด้วยนะ กรณีฉั้น ไม่ได้จดฯในไทย แต่มาจดฯที่สถานทูตไทยในบราซิล (เพราะก่อนหน้านั้นไปอยู่นิวซีแลนด์กันมาก่อน เอกสารก็เลยถูกหอบหิ้วเดินทางไปมาอยู่นานพอสมควร) จดที่บราซิลเสร็จก็ได้แค่ทะเบียนสมรสฉบับภาษาไทยมา ก็ต้องหิ้วทะเบียนสมรสที่ได้จากสถานทูตไปสู่ขั้นตอน "การเปลี่ยนแปลงหรือ Update เอกสาร" ต่อไป ซึ่งขั้นตอนนี้นี่เองที่ต้องบินกลับมาทำที่เมืองไทย เอาทะเบียนสมรสไป ดำเนินการแจ้งเปลี่ยนนามสกุล กับคำนำหน้าชื่อจากนางสาวเป็นนาง ในทะเบียนบ้าน ที่สำนักงานเขตที่ฉั้นมีชื่ออยู่ แล้วถึงจะเปลี่ยนบัตรประชาชนใหม่ (โดยจะได้ใบเหลืองมาก่อน ตัวจริงต้องรอมารับภายหลัง)  ฉั้นมีเวลาแค่ 2 อาทิตย์เท่านั้นในการดำเนินการขั้นตอนนี้ให้เสร็จ แถมดันมีปัญหาว่าสถานทูตไทยในบราซิลดันไม่แจ้งมาที่กงสุลไทยให้รับทราบว่าเราสองคนสมรสกันแล้วสำนักงานเขตก็เลยหาข้อมูลเราในระบบไม่เจอ ความยุ่งยากบังเกิดอีก แฟนฉั้นเลยต้องมาที่เขตเพื่อมาเซ็นยืนยันให้อีกรอบในการรับรองและอนุญาตให้ฉั้นใช้นามสกุลเค้าได้ แล้วฉั้นเองก็ต้องขอให้เขตออกเอกสารพิเศษให้ฉั้นเพื่อระบุว่าฉั้นขอแจ้งเปลี่ยนจากนางสาว เป็น นาง อย่างถูกต้องตามกฏหมายใหม่ เพราะสรุปว่าใบทะเบียนสมรสที่ออกให้โดยสถานทูตที่เราหิ้วมา ระบุแค่ว่าเราสองคนสมรสกันแล้ว แต่ไม่มีรายละเอียดอื่นๆ เช่น จะใช้นามสกุลอะไร ใช้นางสาวหรือนาง ฯลฯ แนบมาด้วยเลย ไอ้เราก็ไม่รู้ ไม่เคยจดฯมาก่อนนี่นา ยุ่งยากดีมั้ยล่ะ!!! ฉั้นวุ่นวายอยู่่ที่เขตเป็นนานสองนานและหลายวันอยู่ ติดต่อกลับมายังสถานทูตไทยในบราซิลก็ไม่ได้ เพราะเวลาต่างกันเป็นวัน และติดต่อสถานทูตก็รู้ๆกันอยู่!! ฉั้นคุยกับพนง.ในเขตเกือบทุกคนจนเค้าจำหน้าฉั้นได้หมด ขอความช่วยเหลือไปถึงหัวหน้าเขตนู้นนนนน วิงวอนขอให้ช่วยทำยังไงก็ได้ให้ใบทะเบียนสมรสฉบับนั้นมีผลอย่างเป็นทางการ ไม่งั้นทำอะไรต่อไม่ได้เลย แล้วมีเวลาแค่ 2 อาทิตย์ในการดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนนั่งเครื่องกลับบราซิล(ซึ่งถ้าทำเรื่องจดทะเบียนในเมืองไทยคงไม่เจอปัญหานี้) แต่สุดท้ายก็สำเร็จ เสร็จธุระกับทางเขต แต่ยังไม่หมดขั้นตอน จากนั้นฉั้นต้องเอาเอกสารที่ได้จากทางเขตไปทำพาสปอร์ตใหม่ ที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ อาคารกรมการกงสุล ที่ตั้งอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ แล้วก็ต้องแปลเอกสารทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งทะเบียนสมรส ทะเบียนบ้าน ใบเกิด ใบเปลี่ยนชื่อ(ถ้ามี) ใบเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ ใบเปลี่ยนนามสกุล บัตรประชาชน ฯลฯ ซึ่งต้องเตรียมถ่ายเอกสารและจัดระเบียบเอกสารให้ดีเลยล่ะ เพราะใช้หลาย copy มาก ในการนำไปยื่นขอรับรองว่าเอกสารและการแปลนั้นถูกต้องนำไปใช้ในต่างประเทศได้ ซึ่งทั้งหมดก็ดำเนินการที่กรมการกงสุลนั่นแหละ ใช้เวลาในการยื่นขอรับรองเอกสารประมาณ 3 วัน แต่รวมแล้วเรียกว่านั่งรถแท็กซี่ตะลอนไปๆกลับๆระหว่างที่พัก สำนักงานเขต และกรมการกงสุล อยู่หลายต่อหลายรอบ เบ็ดเสร็จแบบฉิวเฉียด เส้นยาแดงผ่าแปด ทันกำหนดกลับบราซิลพอดิบพอดี ตั้งแต่ต้นจนจบสำหรับขั้นตอน นี้ก็ใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์....ปาดเหงื่อกันเลยทีเดียว!! 

หลังจากกลับมาบราซิล ฉั้นก็ถึงเอาเอกสารทั้งหมดมาทำเรื่อง "ขอวีซ่าอยู่ถาวรในฐานะภรรยา" เอกสารทั้งหมดที่แปลมาเป็นภาษาอังกฤษ ต้องถูกแปลเป็นโปรตุกีซ อีกรอบ (จริงๆจะแปลจากเมืองไทยที่ร้านแปลเอกสารที่สถานกงสุลแล้วรับรองเผื่อมาเลยก็ได้นะ!!) เพื่อใช้ในการยื่นขอ ทะเบียนสมรสฉบับบราซิล แล้วจึงนำไปยื่นขอวีซ่าอยู่ถาวร แต่เพราะที่นี่ใช้ภาษาโปรตุกีซในการสื่อสารและดำเนินการ ที่สำคัญดูเหมือนพวกเค้าจะไม่ค่อยคุ้นกับกรณีชาวบราซิลแต่งงานกับคนต่างชาติด้วย เลยต่างคนต่างงง ทั้งเจ้าหน้าที่ราชการ และทั้งเรา เราเลยลงทุนจ้างเอเจนซีให้ดำเนินการให้! ซึ่งก็มีเรื่องให้ได้ปวดตับตามมาอีกหลายขั้นตอน มีเอกสารอื่นๆที่ต้องเซ็นอีกหลายต่อหลายฉบับ แต่สุดท้ายก็จบแบบแฮ้ปปี้เอ็นดิ้งนะ เพราะตอนนี้ถึงแม้ฉั้นจะยังไม่ได้วีซ่าถาวรอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่ก็มีแสตมป์ไว้ในพาสปอร์ตว่าสามารถอยู่ที่นี่ได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย เบ็ดเสร็จรวมแล้วใช้เวลาเป็นปี ไม่เชื่ออย่าลบหลู่!!

เอาล่ะ คงไขข้อข้องใจสำหรับสาวๆบางคนได้บ้างไม่มากก็น้อย หรืออาจยิ่งข้องใจหนักเข้าไปใหญ่ พระเจ้า มันจะยุ่งยากไปป่าว??!! นี่แหละเลยเป็นที่มาของการเขียนโพสต์นี้ เผื่อบางคนที่กำลังตัดสินใจทำการใหญ่ จะได้วางแผนถูกว่าจะทำขั้นตอนไหน ที่ไหน อย่างไรดี ให้ง่ายและประหยัดเวลาได้มากที่สุด

สำหรับฉั้นแล้ว เวลาเราตัดสินใจจะทำอะไรแล้วคงไม่มีอะไรจะหยุดเราไว้ได้ เรื่องที่ยากที่สุดคือการเริ่มลงมือทำมากกว่า เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มนับ 1 ที่ตรงไหน ยังไงดี ขอบอกว่าการมีแฟนเป็นชาวต่างชาติมีเรื่องต้องทำใจหลายอย่างนะจ๊ะ ฝากไว้เป็น....อะไรดี .....เป็นอุทาหรณ์เหรอ?? เพราะนอกจากความยุ่งว่นวายเกี่ยวกับเอกสารทางราชการ เรื่องสวัสดิภาพและความปลอดภัยของตัวเราเองในต่างแดน ก็ยังมีเรื่องให้ต้องคิดทบทวนดีๆอีกว่า จะเกิดไรขึ้นถ้าเค้าต้องเดินทางไปประเทศอื่นที่เราอาจไม่ควรตามไปด้วย? หรือถ้าเค้าต้องไปประเทศอื่นที่เค้าไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่าแต่เราต้องใช้? หรือถ้าเค้าต้องไปประเทศอื่นที่เค้าอาจจะใช้ชีวิตอยู่แค่ชั่วคราว? ที่สำคัญ เราควรทำยังไงถ้ายังไม่ได้เป็นสามีภรรยากัน!!?? สำหรับฉั้นเองก่อนตัดสินใจหนีตาม เอ้ย...ย้ายตาม!! ก็ยังต้องตรวจสอบตัวเองอีกด้วยว่าคุ้มมั้ยถ้าเราจะสละชีวิตของเราเพื่อจะติดตามคนที่เรารัก กว่าจะเจอประเทศที่เราคิดกันว่าเราน่าจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้อย่างมีอุปสรรคน้อยที่สุด เค้าและฉั้นต้องรอความลงตัวกันเป็นปี อยู่ห่างกันเป็นนานสองนาน กว่าจะได้เริ่มออกเดินทางตามหาหัวใจ (ฮิ้วววว!! ^^) การต้องตัดสินใจลาออกจากงาน ละทิ้งภาระหลายๆอย่าง เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ต่างแดน มันไม่ใช่เรื่องง่ายนะ ซึ่งอาจไม่เหมือนบางคนที่อาจจะไม่มีภาระอะไรเลย ฉั้นต้องลาออกจากงาน ประกาศขายรถ(แล้วกว่าจะขายได้ เล่นเอาเหนื่อย) ต้องใช้หนี้บัตรเครดิต หนี้ค่าโทรศัพท์ หนี้อะไรก็ตามให้หมด ต้องแจ้งบริษัทประกันที่ทำประกันชีวิตไว้ว่าจะย้ายที่อยู่ ปิดบริการมือถือ ยกเลิกโทรศัพท์ ยกเลิกอินเตอร์เน็ต ปิดบัญชีธนาคารบางธนาคาร เช็คและเตรียมตรวจสอบบัญชีเงินฝาก เงินลงทุน เพื่อเปิดบริการใช้งานทางอินเตอร์เน็ต ต้องวางแผนว่าจะดูแลแม่และครอบครัวยังไงเพื่อไม่ให้เค้าคิดว่าฉั้นทิ้งหน้าที่ความรับผิดชอบไปเฉยๆ จะต้องดูแลตัวเองยังไงในต่างแดน แล้วถ้าความรักมันเกิดไม่สมหวังอย่างที่คิดจะเดินทางกลับยังไง เอาเงินที่ไหนซื้อตั๋วเครื่องบิน จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองยังไง ถ้าไม่มีงานไม่มีเงินเดือนที่หาได้เอง ไม่มีเพื่อนฝูงและอยู่ห่างไกลครอบครัว และหนทางข้างหน้าจะเจออะไรบ้าง ความอดทนจะมีมากพอรึป่าว โดยเฉพาะไปอยู่ในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักหรือภาษาที่สอง แล้วแฟนเราจะช่วยเหลือเราได้มากแค่ไหน และอีกมากมายหลายคำถาม  

ไม่มีเส้นทางใดที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ สำหรับฉั้น การมาที่นี่จึงถือเป็นความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน แต่การลงทุนคือความเสี่ยง!! จึงต้องอาศัยทั้งความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ อาศัยเวลา อาศัยความรักและความมั่นใจ อาศัยการช่วยเหลือเกื้อกูล ดูแล เอาใส่ใจ อาศัยความอดทน และอาศัยเงินด้วย(สำคัญที่สุด) การมาบราซิล โดยไม่ต้องใช้วีซ่า ในความคิดฉั้นมันจึงดีแค่สำหรับตอนมาเที่ยว ที่สามารถจองตั๋วเครื่องบินแล้วแพ็คกระเป๋ามาได้เลย แต่การมาอยู่ที่นี่นั้นเป็นอีกเรื่องที่ไม่อยากให้ใครก็ตามประมาท มาโดยไม่มีแผนสำรอง เพราะอาจต้องหอบกระเป๋ากลับบ้านอย่างไม่มีแผนสำรองเหมือนกัน แต่อย่างที่บอก ถ้าไม่มีภาระอะไรให้ต้องห่วงหน้า พะวงหลังแล้วละก็ 'การมาบราซิล โดยไม่ต้องใช้วีซ่า' ก็คงทำให้ชีวิตหลายๆคนที่รักการท่องเที่ยว รักการหาประสบการณ์ และคนที่มีความรัก ง่ายขึ้นอีกโขเลยทีเดียว  

แต่ถ้าถามตัวเองว่าถ้าย้อนเวลาได้จะทำเหมือนเดิมรึป่าว คำตอบคือ แน่นอน ฉั้นจะทำเหมือนเดิม และตัดสินใจเหมือนเดิม เพราะมาแล้ว แต่งงานแล้ว จดทะเบียนแล้ว ชีวิตตอนนี้ไม่มีอะไรที่ผิดหวังซักนิดเดียว :) 


วันพุธ, พฤษภาคม 16, 2555

เจ้าชายน้อย

และแล้วภาระกิจของการเป็มแม่ในไตรมาสที่ 2 ของฉั้นก็กำลังจะเสร็จสิ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ บอกไม่ได้เลยว่าฉั้นไม่ได้นับวันรออย่างใจจดใจจ่อ เพราะทุกวันที่ผ่านไปไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าจับสังเกตุอาการ คอยวัดรอบเอว คอยช่ังน้ำหนัก คอยเฝ้าลูบไล้ คอยหมั่นทาครีมบำรุง กินวิตามินอย่างไม่ขาด และพยามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มันช่างเป็นงานหนักหนาสาหัสแต่มีความสุข 

ในแต่ละวันฉั้นเฝ้าเช็คดูความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นพุงและหน้าที่แข่งกันกลมขึ้นทุกวันๆ เอวที่หนาขึ้น ไขมันที่พอกพูน อาการบวมตรงนู้นตรงนี้ อาการปวดเมื่อยในบางครั้งบางคราว ตั้งแต่เริ่มตั้งท้องเข้าสู่เดือนที่ 4 อาการแพ้ก็ยังไม่หายไปไหน ยังคงมีอาการคลื่นใส้ วิงเวียน แต่ก็น้อยลงมากจากเดือนที่ 2 และ 3 ฉั้นเริ่มกลับไปออกกำลังกายได้ตามปกติ แต่เปลี่ยนจากการวิ่ง เป็นเดินช้าๆ ไม่ก็ว่ายน้ำบ้าง ครั้งละ 30-40 นาที ซึ่งก็เหนื่อยหอบใช่เล่น ต้องอาศัยนอนงีบยามบ่ายเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว ร่างกายของแม่ที่ต้องหายใจเพื่อคนสองคน และกินเพื่อคนสองคนนี่มันช่างเหนื่อยเอาการ เข้าสู่ไตรมาสที่ 2 นี้ ฉัั้นและแฟบต้องเริ่มเตรียมตัวอะไรหลายอย่างเพื่อลูกแล้ว เพราะต้องรีบเก็บเกี่ยวช่วงเวลาที่ฉั้นยังมีแรงเดินเหินอย่างสบาย เนื่องจากอาการแพ้ก็ค่อยๆทุเลาและท้องก็ยังไม่โย้จนเกินไป เราจึงเริ่มแผนการเตรียมข้าวของเครื่องใช้ให้ลูก เราเสิร์ชหาข้อมูลกันยกใหญ่ว่าเราต้องเตรียมอะไรบ้าง เสร็จสรรพก็สิสต์ออกมาจนยาวเป็นหางว่าว ไม่ว่าจะเสื้อผ้า ขวดนม ที่ปั้มนม เครื่องนอน เครื่องอาบน้ำ ผ้าห่ม ผ้าอ้อม ฯลฯ รวมทั้งเสื้อผ้าและบราสำหรับคนท้องของฉั้นเองอีกด้วย โอ้ว พระเจ้า!!! สร้างคนหนึ่งคนนี่มันยากขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!! 

ใช่ แม้เราจะเตรียมใจมาก่อน แต่ก็อดจะอุทานออกมาไม่ได้ เรารีบวางแผนการเดินทางจากบราซิลไปไมอามี่, สหรัฐอเมริกา อย่างรวดเร็ว เพื่อทำการช้อปปิ้งข้าวของเครื่องใช้ที่เช็คแล้วว่าราคาถูกกว่าที่บราซิลนี่เกือบ 2-3 เท่า วิธีที่คุ้มที่สุดก็คือ การ Redeem ไมล์ที่เราสะสมจากการเดินทางครั้งก่อนๆมาแลกมาเป็นตั๋วเครื่องบินเดินทางไปฟรี แล้วเก็บเงินไว้ช้อปปิ้งให้หนำใจ การนั่งเครื่อง 8 ชั่วโมงกว่าๆ ทำให้คนท้อง 4 เดือนอย่างฉั้นถึงขั้นข้อเท้าบวมฉึ่ง! ขนาดท้องยังเล็กนิดเดียวเองนะ เจ็บก็เจ็บแต่ถึงปุ๊บก็ต้องออกทัวร์ปั๊บ กลับจากการช้อปปิ้งปุ๊บก็ต้องเอาขาพาดข้างฝาอยู่นานกว่าจะหายเจ็บและบวม เรากว๊านซื้อทุกอย่างที่คิดว่าขนไหว ทั้งรถเข็น ทั้งเก้าอี้นั่งเล่น ทั้งที่เปลี่ยนผ้าอ้อม ทั้งเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น อาการหอบแฮ่กๆอย่างคนท้องมีอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ทำให้ย้อท้อเลยแม้แต่น้อย หอบทุกสิ่งทุกอย่างกลับบ้านอย่างทุลักทุกเล 

แม้จะเหนื่อยแทบขาดใจ แต่ก็สบายใจไปหนึ่งเปราะ อย่างน้อยลูกก็มีเสื้อผ้าใส่ ^^ ไม่นานนับจากนั้นฉั้นก็อุ้มท้องเข้าสู่เดือนที่ 5 อาการแพ้แบบคลื่นเหียน วิงเวียน ทุเลาไปมากจนเกือบจะหมด แต่อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องขึ้น กลับเข้ามาแทนที่ เค้าว่าเพราะเนื้อที่ของกระเพาะอาหารมันทุกเบียดให้เล็กลง และลำใส้ก็หดตัว ทำให้อาหารใช้เวลานานในการย่อยกลายเป็นแก็ซแทนที่ เรียกได้ว่าเจ้าแก๊ซนี่แหละทำพิษทั้งกลางวันกลางคืนเลยทีเดียว บางวันก็เล่นถึงขั้นปวดท้องซะนอนลำบาก ได้ยินว่าบางคนอาจท้องผูกด้วย แถมบางคืนบางวันก็มีอาการตะคริวกิน หมอแนะนำให้ดื่มน้ำเยอะๆแก้อาการแก๊ซและท้องผูก ก่อนออกกำลังกายก็ให้ยืดเส้นยืดสายนานหน่อย และกินกล้วยหอมเป็นประจำแก้อาการตะคริว ซึ่งฉั้นก็ทำตามทู้กคำแนะนำ อาการเป็นตะคริวนี่ดีขึ้นมาก แต่อาการแก๊ซในท้องยังแค่ทุเลาลง ต้องอาศัยกินช้าๆเคี้ยวให้ละเอียด ไม่กินของย่อยยาก แม้แต่อาหารเผ็ดและอาหารกลิ่นฉุน ก็ต้องเพลาๆลง

เข้าสู่เดือนที่ 6 ไม่เป็นตะคริวแล้ว แต่กลับปวดหลังและก้นกบแทน อืมม -_-' ฉั้นเริ่มรู้สึกได้ถึงน้ำหนักตัวของลูกในช่วงเดือนนี้ ความหนักแบบหน่วงๆทำให้ฉั้นเริ่มรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเวลานอนหงาย แถมต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายเบาบ่อยขึ้น เพราะกระเพาะปัสวะก็ถูกเบียดบังเนื้อที่ไปด้วยเช่นกัน ทำให้บางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ บางวันเลยต้องอาศัยการออกกำลังกายให้ได้รู้สึกเพลียๆ พอเพลียก็นอนหลับสนิทแต่พอหลับสนิทก็แถมกรนอีกต่างหาก เฮ้ออ!! และแล้วสัปดาห์ที่ 20 ก็เป็นสัปดาห์ที่ตื่นเต้นที่สุดของฉั้น เพราะสัมผัสแรกของแรงถีบของลูกทำให้ฉั้นตื่นเต้นมาก กล้ามเนื้อพุงบางส่วนถูกกระทุ้งเบาๆจากภายใน ย้ำอยู่ที่เดิม 2-3 ครั้ง ในช่วงบ่ายๆของวัน ฉั้นไม่แน่ใจนักในครั้งแรก เลยเริ่มสังเกตุในวันต่อๆมา พบว่าส่วนไหนที่ถูกกระทุ้งเบาๆ ก็จะซ้ำอยู่ที่เดิมซักพัก จนฉั้นมั่นใจว่า ใช่แล้วล่ะ!! เค้าทักทายฉั้นแล้ว!!! ^^ ฉั้นลืมความลำบากกายทุกสิ่งทุกอย่างอย่างสนิท เฝ้ารอแต่สัมผัสนี้ตลอดเวลา ทุกครั้งที่เค้าขยับตัว ฉั้นจะรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหว มันอดยิ้มไม่ได้จริงๆนะ เหมือนได้ความมั่นใจว่า อย่างน้อยท้องที่อูมเหมือนแบกลูกแตงโมครึ่งลูกไว้ตลอดเวลานั่น มันไม่ใช่แค่ลูกแตงโมอีกต่อไป!! ฉั้นเฝ้ารอจังหวะดีๆเพื่ออยากให้พ่อเค้าได้สัมผัสบ้าง แต่เค้าคงยังเล็กเกินไปเวลาแฟบนาบมือหนาๆหนักๆที่พุงของฉั้นทีไร ดูเหมือนเค้าก็จะเงียบไปทันที เรารอจนอีกสัปดาห์ถัดมา สัปดาห์ที่ 21 ดูเหมือนว่า แขนขาเค้าจะเริ่มแข็งแรงขึ้นแล้ว เค้าทักทายพ่อเค้าได้เป็นครั้งแรก และฉั้นเองก็รู้สึกถึงแรงการเคลื่อนไหวบางอย่างอยู่ภายในชัดเจนขึ้น มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ทดแทนอาการทรมานทุกอย่างที่ผ่านมาได้จริงๆ เค้าเคลื่อนไหวของเค้าทุกวัน โดยเฉพาะเวลา(ฉั้น)หิว เวลา(ฉั้น)กิน เวลาที่เปิดเพลงแด๊นซ์ดังๆ และช่วงเวลาเย็นๆตอนพ่อเค้ากลับจากทำงานไปจนถึงเราเข้านอน แต่บางทีก็นอนไม่หลับเพราะรู้สึกว่าเค้าจะดิ้นไม่หยุด ฉั้นไม่รู้ว่าเพราะอะไร และไม่รู้ว่าจะต้องทำไง เลยลองลุกขึ้นมาดื่มนมหนึ่งแก้วแล้วนอนต่อ ปรากฏว่าซักพักก็ผลอยหลับไป เลยสันนิษฐานเอาว่าเค้าคงหิว(อีกแล้ว!) พอดื่มนมก็เป็นอันว่าท้องอิ่ม เราทั้งคู่ก็หลับสบาย!

ความตื่นเต้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่เรา เพราะดูเหมือนปู่กับย่า ป้าและลุงก็จะตื่นเต้นไปด้วย ของขวัญชิ้นแรกที่ได้จากป้าตั้งแต่ยังไม่รู้เพศ ก็คือ เสื้อตัวน้อยๆ และตุ๊กตาลูกเป็ดน้อยน่ารักสีเหลืองสดใส หลังจากนั้นไม่นาน ก็เป็นเสื้อทีมฟุตบอลตัวน้อยๆจากเลขาฯแฟบ แล้วก็มีเสื้อและผ้าขนหนูจากปู่และย่า ตามมาด้วยถุงเท้า เสื้อผ้า จากลุง และอื่นๆอีกมากมายตามมาไม่ขาดสาย ฉั้นเป็นคนไทยที่ได้ยินว่าไม่ควรเตรียมข้าวของให้ลูกก่อนเค้าเกิด มาอยู่ที่นี่ ลืมไปได้เลยเคล็ดแบบนั้น เพราะคนที่นี่ทั้งให้ของขวัญในการแสดงความยินดี และก็ต้องเตรียมข้าวของกันแต่เนิ่นๆ ดังนั้นเมื่อเราซื้อข้าวของที่จำเป็นชิ้นเล็กๆรอไว้แล้ว ขั้นต่อไปก็คือต้องเตรียมห้องนอนให้เค้า ซึ่งที่นี่ต้องไปเดินหาร้านที่ถูกใจแล้วสั่งทำเอา ทั้งเตียง ทั้งโต๊ะ และเก้าอี้สำหรับตกแต่งห้อง Nursery สั่งแล้วก็รอไปอีกเกือบ 2 เดือนกว่าจะได้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเตรียมตัวแต่เนิ่นๆจึงดีกว่ามาก เพราะไม่งั้นอาจจะเกิดอาการรนรานซะมากกว่า

อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะครบ 6 เดือน และมุ่งหน้าเข้าสู่ไตรมาสสุดท้าย ฉั้นหิวและโหยทั้งวี่ทั้งวัน น้ำหนักก็เพิ่มเอาเพิ่มเอา และยังไม่รู้จะมีอาการอะไรอีกบ้าง แต่ที่แน่ๆท้องที่โตขึ้นโตขึ้นทุกวันก็ทำให้ฉั้นมั่นใจว่าเค้าแข็งแรงดีและกำลังเติบโต

อีกไม่นานเราก็จะได้เห็นหน้ากันแล้ว เรานั่งจินตนาการกันทุกวันว่าเค้าจะหน้าเหมือนใคร จะเหมือนพ่อมากกว่าหรือเหมือนแม่มากกว่าน้าาาาา เจ้าชายน้อยของเรา!! :)


        

วันจันทร์, เมษายน 02, 2555

เสน่ห์ของบราซิล

ตั้งแต่อยู่บราซิลมา 2 ปีแล้ว ยังไม่เคยเขียนเรื่องประทับใจเกี่ยวกับประเทศนี้เลย ถ้าจะบอกว่าไม่มีข้อดีเลยก็คงดูจะลำเอียงและมองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป อยู่ไปอยู่มา วันนี้ไม่รู้อารมณ์ไหนเลยอยากจะลุกขึ้นมาเขียนเรื่องดีๆเกี่ยวกับบราซิลบ้าง เพราะเท่าที่นึกได้จะต้องรีบบันทึกไว้ก่อน ไม่งั้นอาจลืม หรือไม่ความรู้สึกชื่นชมนี้อาจจะหมดไปได้ภายในพริบตาถ้ามีอะไรเข้ามารบกวนจิตใจ

เสน่ห์ของบราซิลในมุมมองของคนมาอยู่ ย่อมแตกต่างจากคนมาเที่ยวที่คิดว่าเสน่ห์ของความเป็นบราซิลคือ งานรื่นเริง บันเทิง ดนตรี และฟุตบอล แต่เสน่ห์ของบราซิลในความคิดของฉั้นที่แม้จะได้สัมผัสแค่เมืองเซาเปาโลที่มาอยู่ แต่ฉั้นก็ทึกทักเอาเองเลยว่านี่แหละคือ บราซิล  

คนบราซิล - แม้ฉั้นจะเคยมีประสบการณ์แย่ๆกับคนบางคนหรือหลายคนที่ได้มีโอกาสพบปะเจอะเจอครั้งแรก แต่เอาเข้าจริง คนบราซิลก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรอย่างที่ฉั้นเคยตื่นตูมหรอก ช่วงแรกของการมาที่นี่คงเป็นเพราะความไม่ชินและไม่รู้ในความแตกต่างทางวัฒนธรรม ที่สำคัญฉั้นมาจากเมืองไทยที่ผู้คนแสนจะใจดี พออยู่ไปนานเข้าก็พอจะเข้าใจและรู้จักพวกเค้ามากขึ้น ผู้คนที่นี่ค่อนข้างมีเสน่ห์นะ ทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและนิสัยใจคอบางอย่าง พวกเค้าเป็นคนกล้าพูด กล้าแสดงออก เปิดเผยมาก บางคนก็มีอารมณ์ขัน ตลกโปกฮา ทะลึ่ง ลามก เจ้าชู้ขี้เล่น หรือสไตล์สบายๆชิลๆ ก็มีเยอะ แต่น่าเสียดายตรงที่หลายๆคนอาจต้องปรับตัวให้อยู่ในโหมด 'ระวังภัย' กันเล็กน้อย ทำให้เป็นคนมองโลกในแง่ร้ายไปบ้างหรือดูไม่เชื่อใจใครและไม่ไว้ใจใคร อาจเข้าขั้นดูไม่จริงใจก็มีเยอะ ที่นี่มันไม่ค่อยปลอดภัยน่ะ บางสถานที่แหล่งชุมชนวันดีคืนดีก็มีการปล้น ออกข่าวให้เห็นประจำ ร้านอาหารเอย ตู้ ATM เอย แล้วไม่ได้ปล้นกันธรรมดานะ ปิดร้านปล้นลูกค้า วางระเบิดตู้ ATM ไม่ก็ปล้นแบงค์แบบ 20 แบ้งค์ภายในวันเดียว!! ปล้นร้านเพชรร้านทองก็บ่อย รถไฟ และรถเมล์ บางวันพนักงานก็หยุดงานประท้วงกันประจำ ประท้วงขอขึ้นเงินเดือน ผู้โดยสารก็เดือดร้อนกันไป ไม่มีรถไฟ ไม่มีรถเมล์ ให้ขึ้น พอมีเข้าซักคันก็ต้องแย่งกัน เบียดเสียดกันขึ้นไม่ว่าจะคนแก่ หรือเด็ก ไม่เว้นแม้แต่คนท้องก็ต้องโดนเบียดโดนผลัก ยิ่งมีการปล้นมากๆคนรวยบางคนกลับยิ่งอยากจะอวดรวย แปล๊ก แปลก!! คงเพราะไม่อยากให้คนอื่นดูถูก หรือไม่ก็เพราะอยากเป็นที่ยอมรับนับหน้าถือตา  ไหนจะข่าวอุบัติเหตุ และอาชญากรรมแบบจ้างวานฆ่า แบบเอาปืนจ่อยิงตายคารถ ก็มีให้ดูไม่เว้นแต่ละวันจนเป็นเรื่องปกติธรรมดา พวกขอทาน คนไร้บ้าน คนติดยา หรือพวกที่ชอบฉกชิงวิ่งราว สำหรับที่นี่เรียกว่า เด็กๆไปเลย!

แม้ยังไม่เคยเจอกับตัวหรือเห็นกับตาแค่ได้ยินข่าวเตือนมาก็ผวาแล้ว แต่ก็ถือว่าโชคดีไป!  แต่ที่พูดมาทั้งหมดแค่อยากจะบอกว่า น่าเห็นใจที่คนหลายๆคนจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้กับภาวะเครียด หวาดระแวง ระวังภัย มองโลกด้านลบ ท้ังที่เนื้อแท้ของคนบราซิลจริงๆแล้ว พวกเค้าเกิดและเติบโตมากับความบันเทิงเริงรมย์ การร้องรำทำเพลง การท่องเที่ยว การได้แสดงความรักใคร่ชอบพอด้วยการกอด การจูบ การแตะเนื้อต้องตัวอย่างไม่ถือสา การแสดงอารมณ์ได้แบบไม่ต้องปิดบัง หลายคนก็มีอารมณ์ขันดี แม้การพบเจอกับคนบราซิลในครั้งแรก อาจเจอกับท่าทีไม่เป็นมิตรอยู่บ้าง หรือไม่ก็ท่าทีที่เป็นมิตรจนเกิดเหตุก็มี หลายคนมีอารมณ์ขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวก็อารมณ์ดีแต่เดี๋ยวก็โมโหร้าย ในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ฉั้นได้เห็นอะไรมากมายจนเข้าใจเอาเองว่า ยิ่งสังคมทวีความเครียดและความรุนแรงมากขึ้นเท่าไร วัฒนธรรมการไม่เก็บกักอารมณ์ของพวกเค้าก็ยิ่งส่งผลให้ผู้คนระบายออกทางอารมณ์มากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าการแสดงความโมโห ความกลัว ความรัก ความชัง ความดีใจ หรือเสียใจ ผู้คนที่นี่ต่างแสดงออกอย่างไม่ปิดบัง บางครั้งอาจดูเข้าขั้นฟูมฟาย คลุ้มคลั่ง ไม่สมเหตุสมผล เช่น การใส่อารมณ์เชียร์ฟุตบอล ความใจร้อนไม่ยอมกันบนท้องถนน หรือแม้แต่การพูดจาแบบสาดอารมณ์ใส่กัน ซึ่งดูแปลกมากสำหรับฉั้นซึ่งมาจากวัฒนธรรมไทยที่ไม่ค่อยแสดงออกทางอารมณ์กันซักเท่าไร แต่สำหรับพวกเค้ามันเป็นเรื่องปกติจนฉั้นคิดไปเองว่า บางทีพวกเค้าอาจทำตามกันจนติดเป็นนิสัยโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้

มารยาทอย่างนึงของคนบราซิล คือ การพูดคุยเมื่อพบประเจอะเจอ แม้จะเป็นการเจอกันครั้งแรกก็ต้องหาเรื่องคุยไปเรื่อย เช่น เจอกันงานสังสรรค์ เจอกันตามที่ต่างๆ จะสังเกตุเห็นว่าคนบราซิลจะช่างพูดช่างคุย ช่างเจรจากันมาก บางทีก็คุยกันเหมือนว่าเคยรู้จักกันมาก่อน แม้แต่ฉั้นซึ่งหน้าตาไม่ได้เข้าพวกเล้ยย บางทีก็ยังมีคนหันมาชวนคุย ถามนู้นถามนี่บ้าง แต่พอรู้ว่าฉั้นคุยภาษาเค้าไม่ได้ก็จะเลิกคุยด้วยทันที สังเกตุหลายทีละ ที่นี่น้อยคนมากที่จะสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ถึงพูดได้ก็ไม่ค่อยอยากจะพูดกัน หย่ิง เค้าไม่แคร์ภาษาอังกฤษกันเลยอ่ะ!! แต่ก็มีบางคนเหมือนกันที่ก็ยังจะชวนคุยต่อ ปล่อยให้ฉั้นเดาไป ถ้าเจอกันในลิฟท์ มารยาทอย่างหนึ่งก็คือการกล่าวสวัสดีทักทายและกล่าวบ๊ายบายเมื่อออกจากลิฟท์ จึงดูไม่ออกหรอกว่าใครเป็นคนชอบพูดชอบคุยจริงๆหรือคุยไปตามมารยาท แต่ก็ไม่ใช่จะคุยกับใครก็ได้เรื่อยเปื่อยนะ เพราะในที่ที่ไม่คุ้นเคยก็ต้องระวังตัวดีๆเหมือนกัน และที่สำคัญกว่านั้น บางคนออกแนวพูดไม่หยุดซะด้วย ไม่รู้สรรหาอะไรมาคุยนักหนา คุยทั้งเรื่องที่ควรคุยและทั้งเรื่องไม่ควรคุย เรียกว่า คุยไปเรื่อยเปื่อย หรือ คุยจนลิงหลับ ก็มีเยอะ!!!

พูดถึงการพบปะเจอะเจอกันในงานสังสรรค์ จะมีมารยาทอีกอย่างที่ต้องทำใจ คือ คนบราซิลจะมาสายเป็นแฟชั่น เรียกว่านัดที สายกันเป็นชั่วโมง ถือเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะนัดทานมื้อเที่ยงในวันหยุด นัดเร็วก็ไม่ได้ ต้องนัดสายๆไว้ ประมาณบ่ายโมงครึ่งหรือบ่ายสอง แต่กว่าจะมากันพร้อมอาจจะสามโมงหรือสายกว่านั้นแล้วแต่สถานที่ที่นัดและก็แล้วแต่คนด้วย มีบ้างถ้าเป็นวันธรรมดาแล้วนัดเป็นมื้อเย็น คนบราซิลจะนิยมนัดค่ำๆเช่น ทุ่มครึ่งหรือสองทุ่ม แล้วกว่าจะมากันครบ กว่าจะนั่งเมาท์ กว่าจะเสริ์ฟของว่าง และกว่าจะเริ่มรัปทานเมนคอร์ส อาจปาเข้าไปเกือบ 3 ทุ่มได้ แล้วกว่าจะรัปทานเสร็จ แล้วกว่าจะเม้าท์ต่ออีก เสร็จก็สี่ทุ่มห้าทุ่มโน้น การนัดกับคนบราซิลในบราซิล สายแค่ไหนจึงไม่มีสิทธ์บ่นเพราะเค้านัดกันแบบนี้จนเป็นธรรมเนียม เป็นนิสัย เป็นแฟชั่น เป็นเรื่องปกติธรรมดา ถ้ากลัวหิวก็ต้องหาไรรองท้องไปก่อน ลามไปถึงนัดเรื่องอื่นๆด้วย เช่น นัดช่างซ่อม นัดส่งของรับของ ทุกอย่างเรียกว่า สายได้หมดจนต้องทำใจว่าพวกเค้าไม่เคารพเรื่องเวลาเอาซะเลย ไม่เหมือคนยุโรป เอ๊ะ...ว่าแต่นี่เรียกเสน่ห์ป่าวเนี่ย??

กีฬาและการออกกำลังกาย - ไม่พูดถึงกีฬาฟุตบอลคงไม่ได้สำหรับบราซิล ความสุขความสุขอีกอย่างนึงของคนบราซิล คือ การได้เชียร์บอลมันส์ๆในยามค่ำคืน โดยเฉพาะทีมที่ตัวเองรักลงแข่งใน League ใหญ่ๆสำคัญๆ ทั้งพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟดังลั่นสนั่นเมือง บรรยากาศในสเตเดี่ยมยิ่งฮึกเหิม เสียงโห่ร้อง ตะโกน ร้องเพลงเชียร์ ใส่อารมณ์กันอย่างบ้าคลั่ง เวลาทำประตูได้แทบจะหัวใจวาย ล่าสุด Match ใหญ่ บราซิล-อาร์เจนติน่า(คู่อริ) ชนะไป 2-0 บราซิลเป็นแชมป์เปี้ยนในทวีปอเมริกาไปเรียบร้อย เสียงพลุและประทัดดังข้ามวันข้ามคืน (ไม่อยากคิดว่าถ้าแพ้ขึ้นมา???) ความสุขที่นี่หายากน่ะ การได้ใส่อารมณ์กับกีฬาฟุตบอลจึงเป็นที่โปรดปรานของทุกคน ทุกเพศทุกวัย ลูกเล็กเด็กแดง คนแก่ คนท้อง .... เข้าไปเชียร์ในสนาม ทีมที่ตัวเองรักชนะที ร้องไห้ร้องห่ม ใครไม่มีอารมณ์ร่วมถือว่าแปลก ใครจะตะโกนโวกเวกลั่นถนนก็ไม่มีใครว่า ดูน่ากลัว แต่ก็ดูบ้าๆบอๆดี แปลกดีอ่ะ!! อีกอย่างหนึ่งที่ผู้คนที่นี่ดูจะใส่ใจเป็นพิเศษก็คือ การออกกำลังกาย เพราะพวกเค้าคลั่งใคล้การมีเรือนร่างที่ดีและการรักการแข่งขันเป็นชีวิตจิตใจ การออกกำลังกายเป็นประจำจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนบราซิลไปเลย คนแก่ไม่ยอมแก่ คนหนุ่มคนสาวก็สวยหล่อตลอด ที่นี่ Fitness และ Personal Trainer เป็นหนึ่งในหลายๆสิ่งที่เป็นที่นิยม การปิดถนนเพื่อปั่นจักรยานกันในวันอาทิตย์ การวิ่งมาราธอนประเพณีในช่วงปีใหม่ การเล่นฟุตบอลจนเป็นกีฬาประจำชาติ และการเก่งด้านกีฬาหลายๆอย่างจนนำมาซึ่งชื่อเสียงของประเทศ การเต้นโชว์สรีระ เรือนร่าง เซ็กซี่สไตล์แซมบ้า และศิลปะการต่อสู้สไตล์บราซิลอย่าง Capoeira ก็น่าสนใจ ทั้งหมดก็มีสาเหตุมาจากความรักที่อยากจะมีเรือนร่างที่ดีและชื่นชอบการประชันขันแข่ง หลายคนเชื่อว่าการมีเรือนร่างที่ดีเป็นเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้าม หนุ่มหล่อๆที่นี่มักหว่านเสน่ห์ด้วยการอวดกล้ามเป็นมัดๆด้วยการเดินเหินด้วยกางเกงว่ายน้ำตัวเดียวตามชายหาด สาวๆก็นิยมการใส่บิกินี่ตัวเล็กจิ๋ว เพื่อโชว์เรือนร่าง หน้าอกหน้าใจ แก้มก้นที่สมส่วนงอนงาม และต้นขาใหญ่ๆแต่ฟิตเปรี้ยะ เชพบ๊ะ!! ถือเป็นความภูมิใจของพวกเค้า โดยเฉพาะถ้าใครได้เจอหนุ่มบราซิลที่รักสุขภาพ เรือนร่าง และยังโรแมนติกอีกด้วยละก็ อาจถึงขั้น 'โงหัวไม่ขึ้น' กันเลยทีเดียว ฮ่าๆๆ!! ผู้ชายบราซิลนี่เสน่ห์แรงไม่เบานะจะบอกให้ ก็ไม่ใช่แค่เรือนร่าง หน้าตาเท่านั้น ยังจะดวงตาคมเข้มและแววตาที่ส่อความเจ้าชู้ ขี้เล่นนั่นอีกล่ะ!! สาวๆบราซิลส่วนใหญ่จึงพยายามกันสุดฤทธิ์สุดเดชเพื่อทำให้ตัวเอง สวย เซ็กซี่ ดูดี ไม่แพ้ใคร ความเชื่อหนึ่งที่ว่าความเซ็กซี่เป็นความงามที่แท้จริงทำให้หลายต่อหลายคนพยายามเซ็กซี่กันแบบไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าต้องออกกำลังกายหนักแค่ไหน หรือต้องศัลยกรรมกระหน่ำขนาดไหน หรือแม้ต้องโชว์เรือนร่างเนื้อหนังมังสา ก็ขอให้บอกมาเถอะพวกเธอจะลงทุนแบบไม่ยั้งเลยทีเดียว แต่เห็นแบบนี้แล้วบราซิลเลี่ยนก็ให้ความสำคัญกับการคบหาดูใจเหมือนกันนะ ถึงแม้้ One Nigth Stand จะถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าพวกเค้าชอบกันจริงๆก็จะใช้เวลาคบหาดูใจกันก่อนแต่งนานมากด้วย จนกว่าจะแน่ใจว่าพบคนที่ใช่นั่นแหละ

ความรักสวยรักงาม - นอกจากเรื่องออกกำลังกายให้เรือนร่างดูดีแล้ว ก็หนีไม่พ้นความรักสวยรักงามของบรรดาสาวๆ ตอนมาอยู่ที่นี่ใหม่ฉั้นก็ค่อนข้างต่อต้านและต่อสู้กับตัวเองอยู่ไม่น้อย เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมคุณแม่(สามี)ชอบคะยั้นคะยอและชวนให้ไปร้านเสริมสวยเป็นประจำ ทำผม ทำเล็บทุกสัปดาห์  เสื้อผ้าเครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า ก็ต้องเนี๊ยบกริบ พิถีพิถันและลงทุน ใส่ใจให้มันดูดี อยู่ไปอยู่มาจึงเริ่มรู้ว่าคนที่เซาเปาโลส่วนใหญ่ก็เหมือนคนเมือง ที่มองและตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกเป็นอันดับแรก แถมสาวๆที่นี่ก็เริ่มแต่งตัวมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กนักเรียน เพราะที่นี่เค้าไม่มียูนิฟอร์มอย่างบ้านเรา และไม่มีอาจงอาจารย์มาคอยตรวจตราว่าเล็บยาวมั้ย ผมเพ้ามัดเรียบร้อยรึป่าว ใช้โบว์ต้องเป็นสีเดียวกัน กระโปรงห้ามสั้นห้ามยาวเกินไป ฯลฯ เด็กผู้หญิงที่นี่เลยเริ่มเสริมสวยกันแต่เนิ่นๆโดยมีคุณแม่นี่แหละคอยตรวจตราดูแล โดยเฉพาะถ้าคุณแม่ก็เป็นประเภทรักสวยรักงามเอามากๆก็ยิ่งอยากให้ลูกเสริมสวยตั้งแต่หัวจรดเท้า การแต่งหน้า เข้าร้านทำผมทำเล็บจึงถือเป็นเรื่องจำเป็น มาอยู่ใหม่ๆฉั้นไม่ค่อยชินเพราะคนไทยอย่างเราก็ค่อนข้างสบายๆถ้าไม่ได้ไปไหนไกลจะแต่งตัวยังไงก็ได้ไม่มีใครว่า แค่อย่าโป๊ก็เป็นพอ ฉั้นไม่ค่อยถนัดใส่อะไรรุงรัง ชอบความเรียบง่าย สะอาดสะอ้าน แต่คนที่นี่ใส่ใจตัวเองมากตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่มีใครบอกว่าเราเว่อหรอกถ้าเราแต่งตัวเยอะๆ เพราะก็เห็นเยอะไว้ก่อนกันทุกคน ทองหยอง นาฬิกาเรือนใหญ่ๆ สร้อย กำไร เห็นแต่ละคนประโคมกันสุดฤทธิ์ ฉั้นเคยโดนทักว่าดูเหมือนเด็ก บางคนก็มองเราหัวจรดเท้า อยู่ไปอยู่มาตอนนี้ฉั้นก็เลยติดนิสัยกับการดูแลตัวเองให้มากขึ้นไปด้วย บวกกับความเป็นผู้หญิงที่มีความรักสวยรักงามอยู่บ้างแล้ว และพอทำให้ตัวเองดูดี เราก็รู้สึกดีกับตัวเอง แถมไม่เสียความมั่นใจเวลาต้องพบปะกับสาวๆบราซิลที่ชอบสนทนาเรื่องความสวยความงามเป็นหลัก เช่น ทำเล็บที่ไหน ทำผมที่ไหน เครื่องประดับสวยจัง กระเป๋าสวยจัง อย่างนี้เป็นต้น แถมพวกร้านทำผมดีๆเค้าก็ฝีมือดีนะ (แม้สนนราคาจะแพงอยู่ซักหน่อย แค่เล็มๆไดร์ๆยังปาเข้าไปเกือบจะ 1,500THB เข้าไปแล้ว) ร้านทำเล็บก็มีให้เลือกมากมายเต็มไปหมด ดูๆแล้วรู้สึกว่าเพื่อความงามของสาวๆร้านเสริมความงามเลยจะมีมากกว่าร้านของกินซะอีกนะ!!

อากาศ - หลายคนคงคิดว่า ที่บราซิลซึ่งมีสภาพทางภูมิศาสตรเป็น ป่า เขา ทะเล และชายหาดอันสวยงามมากมาย คงจะมีแดดจัดทั้งปี แต่จริงๆแล้ว อากาศที่นี่จะค่อนข้างหนาวเย็นนะ โดยที่อุณภูมิจะสูงหน่อยทางตอนเหนือของประเทศไล่ต่ำลงไปทางตอนใต้ของบราซิล ส่วนฉั้นอยู่ที่เซาเปาโล เรียกว่าเป็นภาคกลางของประเทศ อากาศก็จะร้อนแค่ช่วงหน้าร้อนคือปลายปีถึงต้นปีเท่านั้นเอง นอกนั้นก็เย็นสบาย ไม่หนาวจัดและไม่ร้อนจัด และไม่มีแดดจัด แม้จะมีมลพิษทางอากาศอยู่บ้างเนื่องจากรถติดและควันพิษ แถมฝนก็ตกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอยู่เสมอ แต่วันไหนถ้าอากาศดีๆการเดินไปไหนมาไหน หรือการไปเดินเล่นสูดอากาศยามเช้าหรือยามเย็นก็สบาย สดชื่นดี ถ้าให้เทียบกับเมืองไทยที่ร้อนจนตับแทบแลบ เหงื่อไหลใคลย้อย หรือที่นิวซีแลนด์ที่หนาวเหน็บจนเดินตัวสั่น อากาศที่นี่ก็ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นข้อดีของบราซิล แต่ก็อีกแหละ....ข้อเสียก็คือ อากาศที่นี่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา วันนี้แดดออก พรุ่งนี้อาจฝนตก วันต่อมาอาจหนาวเหน็บหรือหมอกลงจัด แล้วไม่แน่วันต่อมาอีกก็อาจจะร้อนอีก หรืออาจจะหนาวไปอีก 3-4 วัน แล้วก็ร้อนใหม่ เรียกว่า สามารถเปลี่ยนได้ 3 ฤดูภายในหนึ่งสัปดาห์ให้อารมณ์เสียเล่นๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการใช้ชีวีตอยู่ที่นี่คือ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อต่อสู้กับอากาศที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แถมบางที่อากาศชื้นๆเย็นๆก็อาจมี "การัว" ซึ่งก็คือสายฝนปรอยๆบางๆหล่นลงมาเป็นฝอยๆให้หัวเปียกเล่นๆอีกด้วย

ความสะอาด - แม้เซาเปาโลจะไม่ใช่เมืองที่สวยงามหรือสะอาดเอี่ยมอะไร แต่ชอบตรงที่ ไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็น มด หนู แมลงสาบ จิ้งจก กบ เขียด หรือสัตว์อะไรที่บ่งบอกถึงความสกปรกเลยอ่ะ  ไม่ว่าตามที่พักอาศัย หรือ ตามถนนหนทาง ก็ไม่มีให้เห็น อาจเพราะที่นี่ไม่มีร้านอาหารริมทางเยอะแยะอย่างบ้านเราน่ะ เลยอดเปรียบเทียบไม่ได้กับกรุงเทพฯ ที่แม้แต่ถนนในย่านดีๆอย่างราชดำริ สาทร สุขุมวิท หรือ ย่านช้อปปิ้ง อย่างสีลม หรือสยามฯ กลับยิ่งสกปรก น่าเสียดายมาก ที่สำคัญที่นี่ไม่ค่อยมีหมาจรจัดให้เห็น คนที่นี่รักหมามาก เลี้ยงหมาในคอนโดก็ได้ ส่วนใหญ่เป็นหมาฝรั่งพันธ์ุน่ารักๆ ตัวใหญ่บ้างเล็กบ้างแล้วแต่รสนิยม เจ้าของจะเลี้ยงดูอย่างดี เช้าๆเย็นๆก็พาไปเดินเล่น ให้อึให้ฉี่ เจ้าของจะต้องพกถุงพลาสติกไปสำหรับเก็บอึสุนัขของตัวเองทิ้งถังขยะด้วย บางคนก็จ้างคนพาเดินก็มี ถนนหนทางที่นี่จึงไม่มีขี้หมาให้ต้องเดินระวังซ้ายขวาหน้าหลังให้เหนื่อย เห็นแต่หมาพันธ์ุดีๆเดินเล่นไปมา บางคนก็พาไปเดินเล่นห้าง บ้างก็พาไปอาบน้ำตัดขนอย่างดี น่ารักดี

ความร่มรื่น -  เซาเปาโล มีต้นไม้เยอะมาก ถึงแม้ต้นไม้ใหญ่ๆในหลายๆแห่งจะแก่และแห้งตายจนทำให้หักล้มลงมาทับบ้านช่อง รถรา หรือถนนหนทางอยู่บ่อยๆเวลาฝนตกหนักๆแล้วมีพายุพัดแรงๆ แต่อีกหลายๆแห่งที่มีต้นไม้ครึ้ม ปกคลุมทั่วบริเวณ และมีคนดูแลดีๆ หลังฝนตกจะเขียวชอุ่มชุ่มชื้น ร่มรื่น อากาศก็เลยไม่ร้อนจัดจนเกินไป ถ้ากรุงเทพฯมีต้นไม้เยอะกว่านี้อากาศคงไม่ร้อนขนาดนี้นะ แถมบางถนนแทนที่จะปลูกต้นไม้ใหญ่กลับไปปลูกต้นปาล์มสไตล์รีสอร์ท มันก็สวยอยู่หรอก แต่มันไม่ร่มรื่นและไม่ให้ความชุ่มชื้นเท่ากับต้นไม้ใหญ่บางชนิด สวนสาธารณะหลายแห่ง ก็มีไว้ให้เดินเล่น นั่งเล่น และออกกำลังกาย แต่เพราะที่นี่แทบจะไม่มีการสร้างถนนหนทางเพิ่มเติม เลยไม่ต้องรื้อต้นไม้ทิ้ง อยู่ยังไงก็เลยอยู่อย่างงั้นมาหลายสิบปีละ

ธรรมเนียมการมอบของขวัญ คนที่นี่เท่าที่ฉั้นรู้จัก ชอบให้ของขวัญกันเป็นชีวิตจิตใจ ได้ยินว่าได้รับอิทธิพลจากคนญี่ปุ่นที่มาอยู่ที่นี่ ก็ท่าจะจริงเพราะญี่ปุ่นมีร้านกิฟท์ช็อปเยอะแยะมากมาย ธรรมเนียมการให้ของขวัญ ในวันเกิด วันพ่อ วันแม่ วันปีใหม่ วันคริสต์มาส ฯลฯ ไม่ว่าวันพิเศษไหนๆการมอบของขวัญให้แก่กันถือเป็นธรรมเนียมหรือมารยาทเลยก็ว่าได้ แรกๆฉั้นรู้สึกเหนื่อยมากกับการต้องไปเดินหาซื้อของขวัญให้กับสมาชิกในครอบครัวสามี เพราะต้องไล่ตั้งแต่พ่อ แม่ พี่น้อง หลานๆ รวมไปถึง เขยและสะใภ้อีก แต่หลังๆก็เริ่มชิน ตามร้านต่างๆเวลาเราเข้าไปซื้อ พนง.ก็จะถามด้วยว่าซื้อเป็นของขวัญรึป่าว ถ้าใช่...เค้าก็ใส่กล่องหรือถุงดีๆหน่อย แล้วก็จะเปลี่ยนจากป้ายราคาเป็นโค๊ดอะไรซักอย่างสำหรับให้ผู้รับเอาไว้เปลี่ยนได้ โดยเฉพาะวันคริสมาสต์ร้านรวงจะแน่นเอี๊ยด เพราะเป็นวันที่สำคัญที่สุดประจำปี คู่สามีภรรยาก็ต้องทำงานหนักหน่อยเพราะต้องไปเดินหาซื้อของขวัญมาให้สมาชิกในครอบครัวของทั้งตัวเองและของภรรยาหรือสามี แต่มันก็รู้สึกดีเหมือนกันนะ อย่างฉั้นตั้งท้อง หลายคนก็ส่งของขวัญมาแสดงความยินดีตั้งแต่รู้ข่าวแน่ะ อาจเพราะคนที่นี่เค้าไม่ได้มีความสัมพันธ์สนิทชิดเชื้อฉันพี่น้องอย่างคนไทยมั้ง? การมอบของขวัญเลยเหมือนเป็นตัวช่วยในการแสดงน้ำใจอย่างหนึ่ง

ละครบราซิล ที่นี่มีละครฉายหลายเรื่องหลายเวลาเหมือนบ้านเราไม่มีผิด แต่แตกต่างตรงที่ละครหลังข่าวบ้านเค้า ถ้าเรื่องที่สร้างดีๆ Production ดีๆ ฉายทีฉายได้ 5-6 เดือน มีเรื่องเดียวช่องเดียว(ช่อง Globo) ไม่แข่งใคร ไม่มีโฆษณาคั่นเยอะแยะให้หงุดหงิดรำคาญใจ ยิ่งถ้าเรื่องไหนทำเงิน เนื้อหาก็จะถูกยืดเยื้อออกไปอย่างตั้งใจ เพราะรู้ว่ามีคนทั้งประเทศติดตาม แต่ก็มีเหมือนกันที่บางเรื่องสร้างมาเหมือนเพื่อมาคั่นเวลา เนื้อหาไม่ค่อยดี Production ก็งั้นๆ ไม่เป็นที่นิยมก็จะจบเร็วหน่อย ล่าสุดเรื่อง Avenida Brasil เป็นละครเรื่องที่สองที่ฉั้นมีโอกาสดูและตามติดตั้งแต่ต้น อรรถรสในการดูละครบราซิลที่ต้องทำใจคงไม่พ้นเรื่องเนื้อหาที่ค่อนข้างหนัก แถมติดเรท และความรุนแรง แต่สำหรับเรื่องนี้ Production ล้ำมากคล้ายกับดูภาพยนต์ยังไงยังงั้น นางเอกกะนางร้ายแทบจะแยกกันไม่ออกเพราะแสบพอๆกัน เรื่องราวและเนื้อหาเข้มข้น บทบาทแต่ละคนก็เล่นกันถึงพริกถึงขิง คนดูติดทั้งบ้านทั้งเมือง ดูกันซึมลึกกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของทุกคนไปเลยเพราะต้องคอยติดตามเรื่องราวชีวิตของตัวละครอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนางร้ายที่เล่นได้สมบทบาทจนคนเกลียดทั้งประเทศ ไม่ต่างจากเมืองไทยที่นางร้ายไปตลาดแล้วแทบจะโดนแม่ค้าเอาทุเรียนคว้างใส่ ทุกคนต่างรอดูว่านางเอกจะแก้แค้นยังไง สนุกถึงใจ แม้จะฟังไม่ออกแต่ก็ยังติดงอมแงม ดูแล้วรู้สึกว่าเค้าลงทุนและจริงจังกับการสร้างละครจริงๆเลย แต่เนื้อหาก็ค่อนข้างหนักและเครียดเอาการอยู่เหมือนกัน เรียกว่าไม่่เหมาะที่จะฉายในบ้านเราอย่างยิ่ง มันหนักเกิน คงโดนแบนด์ซะก่อนที่จะถึงมือเจ๊เบียบแน่!

การให้ความสำคัญกับเด็กและคนชรา ที่นี่จะมีที่จอดรถสำหรับคนแก่โดยเฉพาะ มีบำเหน็จบำนาญหลังเกษียร ไม่รู้ได้ยังไงเท่าไร แต่คนแก่จะสามารถดูแลตัวเองได้แบบไม่ต้องพึ่งลูกหลาน หลายคนชอบอยู่คนเดียวมากกว่าก็จ้างคนมาดูแลเลย อยู่เป็นเพื่อนกันไปสบายใจ คนบางคนอยู่ด้วยกันเป็นสิบๆปีคนตายจากกันไปก็มี ดูแลเหมือนเป็นญาติกันเลยอ่ะ ไปไหนก็ไปด้วยกัน หรือพ่อแม่บางคนก็อยู่กันจนแก่จนเฒ่ากันสองคน ลูกหลานก็มีครอบครัวกันไป หรือบางคนแก่แล้วก็ยังห่วงลูก ตามดูแลลูกอยู่ไม่เลิกไม่ราก็มี ไม่ดีอย่างตรงที่แม่ๆบางคนห่วงมากไปจนอาจเกิดเป็นกรณีลูกสะใภ้หรือลูกเขยเกิดความรำคาญได้ก็เยอะอยู่ ส่วนเด็กนี่ไม่ต้องห่วงเลย ไปห้างก็มีห้องให้นมเปลี่ยนผ้าอ้อม มีช่องให้คนท้อง หรือบรรดาแม่ๆให้จ่ายเงินก่อน มีลิฟท์หรือทางลาดตามห้างให้เดินเข็นรถเข็นสบายๆ ไปไหนใครๆก็จะหลบทางให้ มีร้านเสื้อผ้า ร้านขายของเด็ก ของตกแต่งห้อง ของเล่นเด็ก ดีๆสวยๆให้เลือกเยอะแยะ ที่สำคัญมีพี่เลี้ยงเด็กมากมายให้เลือกจ้าง คนที่นี่เลยจ้างแต่คนเลี้ยงเด็ก ไม่ดีก็เปลี่ยนใหม่ หาใหม่ ไม่เลี้ยงเองให้เหนื่อย โดยเฉพาะบรรดาคุณแม่ยังสาว จ้างคนเลี้ยงเพื่อให้ตัวเองมีเวลาไปช้อปปิ้ง ไปเสริมสวย ไปสังสรรค์ อย่างมีความสุข ถ้ายังสุขไม่พอ หลายต่อหลายคนก็จ้างคนขับรถรับส่งลูกไปกลับโรงเรียน จ้างคนทำอาหาร ทำความสะอาดบ้านไปด้วยเลย มีเงินก็ใช้เงินไปเพลินๆ แต่ไม่ค่อยเห็นคนเอาไปฝากให้ย่าให้ยายเลี้ยงซักเท่าไรนะ เพียงแค่พาไปเยี่ยม หรือเอาไปฝากไว้ชั่งครั้งชั่วคราวเท่านั้น ตรงนี้ไม่เหมือนคนไทยเน๊อะ!!

ยังมีอีกหลายอย่างที่ผู้คนหลายต่อหลายคนให้ความสนใจและอยากจะมาเยือนบราซิลตามคำเล่าลือที่พูดถึง งานรื่นเริงระดับโลกอย่างคาร์นิวัล รวมไปถึงชายหาดอันแสนเซ็กซี่ในริโอ ดิ จาเนยโร สำหรับฉั้นทั้งสองอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งที่ฉั้นประทับใจซักเท่าไร เพราะยังไม่เคยไปร่วมงานคาร์นิวัลเลยซักครั้ง หลายคนบอกว่าอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ขอสารภาพว่าก็ค่อนข้างกลัวกับบรรยากาศอยู่เหมือนกัน ไม่ชอบอยู่ในที่ที่คนเยอะๆอ่ะมันรู้สึกไม่ปลอดภัย การเต้นรำที่ออกแนวยั่วยวน เซ็กซี่ โชว์เรือนร่าง ส่วนเว้าส่วนโค้งสไตล์นี้ก็ไม่ค่อยสันทัด อายแทนคนเต้นอ่ะ! ฉั้นมันพวกหัวโบราณ!! ก็เป็นคนไทยนี่ ร่างกาย จิตใจเป็นไทยแท้ เกิดและเติบโตในสังคมแบบไทยๆ -_-' ส่วนริโอฯนี่เคยไปนะ ครั้งนึง ยืนยันว่าทะเลสวยมาก วิวและบรรยากาศดีมาก แต่ริโอฯ ไม่ใช่เมืองที่สะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้คนขับรถเร็ว แท็กซี่ก็ขับรถไม่สุภาพ ปล้น จี้ วิ่งราวก็มีเยอะ มีแหล่งสลัมขนาดใหญ่ ที่วันดีคืนดีกลุ่มตำรวจก็เข้าปราบปรามกลุ่มนักค้ายาเสพติดให้ได้ตื่นเต้นกันทั้งประเทศ ฉั้นไม่ใคร่อยากเที่ยวในที่ที่ฉั้นรู้สึกไม่ปลอดภัยเต็มร้อยซักเท่าไร แต่ไปที่ชายหาด Buzios ทะเลสวยนะ สะอาด เงียบสงบ แลดูปลอดภัย อยู่ที่ริโอฯนี่แหละ แต่ขับรถห่างจากชายหาดแหล่งท่องเที่ยวหลักไปประมาณ 2 กิโลกว่าได้ ก็สวยใช้ได้อยู่ เงียบ สงบแบบนั้นคงเหมาะสำหรับฉั้นมากกว่า!

ฉั้นพยายามรวบรวมสิ่งที่ประทับใจที่เกิดขึ้นที่นี่ พยายามเรียกมันว่า เสน่ห์ของบราซิล แหม่...คิดออกแค่นี้จริงๆ ไว้จะลองคิดเพิ่มแล้วค่อยมาอัพเดทอีกทีแล้วกัน ... 






Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...