Pages

วันพุธ, พฤษภาคม 16, 2555

เจ้าชายน้อย

และแล้วภาระกิจของการเป็มแม่ในไตรมาสที่ 2 ของฉั้นก็กำลังจะเสร็จสิ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ บอกไม่ได้เลยว่าฉั้นไม่ได้นับวันรออย่างใจจดใจจ่อ เพราะทุกวันที่ผ่านไปไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าจับสังเกตุอาการ คอยวัดรอบเอว คอยช่ังน้ำหนัก คอยเฝ้าลูบไล้ คอยหมั่นทาครีมบำรุง กินวิตามินอย่างไม่ขาด และพยามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มันช่างเป็นงานหนักหนาสาหัสแต่มีความสุข 

ในแต่ละวันฉั้นเฝ้าเช็คดูความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นพุงและหน้าที่แข่งกันกลมขึ้นทุกวันๆ เอวที่หนาขึ้น ไขมันที่พอกพูน อาการบวมตรงนู้นตรงนี้ อาการปวดเมื่อยในบางครั้งบางคราว ตั้งแต่เริ่มตั้งท้องเข้าสู่เดือนที่ 4 อาการแพ้ก็ยังไม่หายไปไหน ยังคงมีอาการคลื่นใส้ วิงเวียน แต่ก็น้อยลงมากจากเดือนที่ 2 และ 3 ฉั้นเริ่มกลับไปออกกำลังกายได้ตามปกติ แต่เปลี่ยนจากการวิ่ง เป็นเดินช้าๆ ไม่ก็ว่ายน้ำบ้าง ครั้งละ 30-40 นาที ซึ่งก็เหนื่อยหอบใช่เล่น ต้องอาศัยนอนงีบยามบ่ายเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว ร่างกายของแม่ที่ต้องหายใจเพื่อคนสองคน และกินเพื่อคนสองคนนี่มันช่างเหนื่อยเอาการ เข้าสู่ไตรมาสที่ 2 นี้ ฉัั้นและแฟบต้องเริ่มเตรียมตัวอะไรหลายอย่างเพื่อลูกแล้ว เพราะต้องรีบเก็บเกี่ยวช่วงเวลาที่ฉั้นยังมีแรงเดินเหินอย่างสบาย เนื่องจากอาการแพ้ก็ค่อยๆทุเลาและท้องก็ยังไม่โย้จนเกินไป เราจึงเริ่มแผนการเตรียมข้าวของเครื่องใช้ให้ลูก เราเสิร์ชหาข้อมูลกันยกใหญ่ว่าเราต้องเตรียมอะไรบ้าง เสร็จสรรพก็สิสต์ออกมาจนยาวเป็นหางว่าว ไม่ว่าจะเสื้อผ้า ขวดนม ที่ปั้มนม เครื่องนอน เครื่องอาบน้ำ ผ้าห่ม ผ้าอ้อม ฯลฯ รวมทั้งเสื้อผ้าและบราสำหรับคนท้องของฉั้นเองอีกด้วย โอ้ว พระเจ้า!!! สร้างคนหนึ่งคนนี่มันยากขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!! 

ใช่ แม้เราจะเตรียมใจมาก่อน แต่ก็อดจะอุทานออกมาไม่ได้ เรารีบวางแผนการเดินทางจากบราซิลไปไมอามี่, สหรัฐอเมริกา อย่างรวดเร็ว เพื่อทำการช้อปปิ้งข้าวของเครื่องใช้ที่เช็คแล้วว่าราคาถูกกว่าที่บราซิลนี่เกือบ 2-3 เท่า วิธีที่คุ้มที่สุดก็คือ การ Redeem ไมล์ที่เราสะสมจากการเดินทางครั้งก่อนๆมาแลกมาเป็นตั๋วเครื่องบินเดินทางไปฟรี แล้วเก็บเงินไว้ช้อปปิ้งให้หนำใจ การนั่งเครื่อง 8 ชั่วโมงกว่าๆ ทำให้คนท้อง 4 เดือนอย่างฉั้นถึงขั้นข้อเท้าบวมฉึ่ง! ขนาดท้องยังเล็กนิดเดียวเองนะ เจ็บก็เจ็บแต่ถึงปุ๊บก็ต้องออกทัวร์ปั๊บ กลับจากการช้อปปิ้งปุ๊บก็ต้องเอาขาพาดข้างฝาอยู่นานกว่าจะหายเจ็บและบวม เรากว๊านซื้อทุกอย่างที่คิดว่าขนไหว ทั้งรถเข็น ทั้งเก้าอี้นั่งเล่น ทั้งที่เปลี่ยนผ้าอ้อม ทั้งเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น อาการหอบแฮ่กๆอย่างคนท้องมีอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ทำให้ย้อท้อเลยแม้แต่น้อย หอบทุกสิ่งทุกอย่างกลับบ้านอย่างทุลักทุกเล 

แม้จะเหนื่อยแทบขาดใจ แต่ก็สบายใจไปหนึ่งเปราะ อย่างน้อยลูกก็มีเสื้อผ้าใส่ ^^ ไม่นานนับจากนั้นฉั้นก็อุ้มท้องเข้าสู่เดือนที่ 5 อาการแพ้แบบคลื่นเหียน วิงเวียน ทุเลาไปมากจนเกือบจะหมด แต่อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องขึ้น กลับเข้ามาแทนที่ เค้าว่าเพราะเนื้อที่ของกระเพาะอาหารมันทุกเบียดให้เล็กลง และลำใส้ก็หดตัว ทำให้อาหารใช้เวลานานในการย่อยกลายเป็นแก็ซแทนที่ เรียกได้ว่าเจ้าแก๊ซนี่แหละทำพิษทั้งกลางวันกลางคืนเลยทีเดียว บางวันก็เล่นถึงขั้นปวดท้องซะนอนลำบาก ได้ยินว่าบางคนอาจท้องผูกด้วย แถมบางคืนบางวันก็มีอาการตะคริวกิน หมอแนะนำให้ดื่มน้ำเยอะๆแก้อาการแก๊ซและท้องผูก ก่อนออกกำลังกายก็ให้ยืดเส้นยืดสายนานหน่อย และกินกล้วยหอมเป็นประจำแก้อาการตะคริว ซึ่งฉั้นก็ทำตามทู้กคำแนะนำ อาการเป็นตะคริวนี่ดีขึ้นมาก แต่อาการแก๊ซในท้องยังแค่ทุเลาลง ต้องอาศัยกินช้าๆเคี้ยวให้ละเอียด ไม่กินของย่อยยาก แม้แต่อาหารเผ็ดและอาหารกลิ่นฉุน ก็ต้องเพลาๆลง

เข้าสู่เดือนที่ 6 ไม่เป็นตะคริวแล้ว แต่กลับปวดหลังและก้นกบแทน อืมม -_-' ฉั้นเริ่มรู้สึกได้ถึงน้ำหนักตัวของลูกในช่วงเดือนนี้ ความหนักแบบหน่วงๆทำให้ฉั้นเริ่มรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเวลานอนหงาย แถมต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายเบาบ่อยขึ้น เพราะกระเพาะปัสวะก็ถูกเบียดบังเนื้อที่ไปด้วยเช่นกัน ทำให้บางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ บางวันเลยต้องอาศัยการออกกำลังกายให้ได้รู้สึกเพลียๆ พอเพลียก็นอนหลับสนิทแต่พอหลับสนิทก็แถมกรนอีกต่างหาก เฮ้ออ!! และแล้วสัปดาห์ที่ 20 ก็เป็นสัปดาห์ที่ตื่นเต้นที่สุดของฉั้น เพราะสัมผัสแรกของแรงถีบของลูกทำให้ฉั้นตื่นเต้นมาก กล้ามเนื้อพุงบางส่วนถูกกระทุ้งเบาๆจากภายใน ย้ำอยู่ที่เดิม 2-3 ครั้ง ในช่วงบ่ายๆของวัน ฉั้นไม่แน่ใจนักในครั้งแรก เลยเริ่มสังเกตุในวันต่อๆมา พบว่าส่วนไหนที่ถูกกระทุ้งเบาๆ ก็จะซ้ำอยู่ที่เดิมซักพัก จนฉั้นมั่นใจว่า ใช่แล้วล่ะ!! เค้าทักทายฉั้นแล้ว!!! ^^ ฉั้นลืมความลำบากกายทุกสิ่งทุกอย่างอย่างสนิท เฝ้ารอแต่สัมผัสนี้ตลอดเวลา ทุกครั้งที่เค้าขยับตัว ฉั้นจะรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหว มันอดยิ้มไม่ได้จริงๆนะ เหมือนได้ความมั่นใจว่า อย่างน้อยท้องที่อูมเหมือนแบกลูกแตงโมครึ่งลูกไว้ตลอดเวลานั่น มันไม่ใช่แค่ลูกแตงโมอีกต่อไป!! ฉั้นเฝ้ารอจังหวะดีๆเพื่ออยากให้พ่อเค้าได้สัมผัสบ้าง แต่เค้าคงยังเล็กเกินไปเวลาแฟบนาบมือหนาๆหนักๆที่พุงของฉั้นทีไร ดูเหมือนเค้าก็จะเงียบไปทันที เรารอจนอีกสัปดาห์ถัดมา สัปดาห์ที่ 21 ดูเหมือนว่า แขนขาเค้าจะเริ่มแข็งแรงขึ้นแล้ว เค้าทักทายพ่อเค้าได้เป็นครั้งแรก และฉั้นเองก็รู้สึกถึงแรงการเคลื่อนไหวบางอย่างอยู่ภายในชัดเจนขึ้น มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ทดแทนอาการทรมานทุกอย่างที่ผ่านมาได้จริงๆ เค้าเคลื่อนไหวของเค้าทุกวัน โดยเฉพาะเวลา(ฉั้น)หิว เวลา(ฉั้น)กิน เวลาที่เปิดเพลงแด๊นซ์ดังๆ และช่วงเวลาเย็นๆตอนพ่อเค้ากลับจากทำงานไปจนถึงเราเข้านอน แต่บางทีก็นอนไม่หลับเพราะรู้สึกว่าเค้าจะดิ้นไม่หยุด ฉั้นไม่รู้ว่าเพราะอะไร และไม่รู้ว่าจะต้องทำไง เลยลองลุกขึ้นมาดื่มนมหนึ่งแก้วแล้วนอนต่อ ปรากฏว่าซักพักก็ผลอยหลับไป เลยสันนิษฐานเอาว่าเค้าคงหิว(อีกแล้ว!) พอดื่มนมก็เป็นอันว่าท้องอิ่ม เราทั้งคู่ก็หลับสบาย!

ความตื่นเต้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่เรา เพราะดูเหมือนปู่กับย่า ป้าและลุงก็จะตื่นเต้นไปด้วย ของขวัญชิ้นแรกที่ได้จากป้าตั้งแต่ยังไม่รู้เพศ ก็คือ เสื้อตัวน้อยๆ และตุ๊กตาลูกเป็ดน้อยน่ารักสีเหลืองสดใส หลังจากนั้นไม่นาน ก็เป็นเสื้อทีมฟุตบอลตัวน้อยๆจากเลขาฯแฟบ แล้วก็มีเสื้อและผ้าขนหนูจากปู่และย่า ตามมาด้วยถุงเท้า เสื้อผ้า จากลุง และอื่นๆอีกมากมายตามมาไม่ขาดสาย ฉั้นเป็นคนไทยที่ได้ยินว่าไม่ควรเตรียมข้าวของให้ลูกก่อนเค้าเกิด มาอยู่ที่นี่ ลืมไปได้เลยเคล็ดแบบนั้น เพราะคนที่นี่ทั้งให้ของขวัญในการแสดงความยินดี และก็ต้องเตรียมข้าวของกันแต่เนิ่นๆ ดังนั้นเมื่อเราซื้อข้าวของที่จำเป็นชิ้นเล็กๆรอไว้แล้ว ขั้นต่อไปก็คือต้องเตรียมห้องนอนให้เค้า ซึ่งที่นี่ต้องไปเดินหาร้านที่ถูกใจแล้วสั่งทำเอา ทั้งเตียง ทั้งโต๊ะ และเก้าอี้สำหรับตกแต่งห้อง Nursery สั่งแล้วก็รอไปอีกเกือบ 2 เดือนกว่าจะได้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเตรียมตัวแต่เนิ่นๆจึงดีกว่ามาก เพราะไม่งั้นอาจจะเกิดอาการรนรานซะมากกว่า

อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะครบ 6 เดือน และมุ่งหน้าเข้าสู่ไตรมาสสุดท้าย ฉั้นหิวและโหยทั้งวี่ทั้งวัน น้ำหนักก็เพิ่มเอาเพิ่มเอา และยังไม่รู้จะมีอาการอะไรอีกบ้าง แต่ที่แน่ๆท้องที่โตขึ้นโตขึ้นทุกวันก็ทำให้ฉั้นมั่นใจว่าเค้าแข็งแรงดีและกำลังเติบโต

อีกไม่นานเราก็จะได้เห็นหน้ากันแล้ว เรานั่งจินตนาการกันทุกวันว่าเค้าจะหน้าเหมือนใคร จะเหมือนพ่อมากกว่าหรือเหมือนแม่มากกว่าน้าาาาา เจ้าชายน้อยของเรา!! :)


        

วันจันทร์, เมษายน 02, 2555

เสน่ห์ของบราซิล

ตั้งแต่อยู่บราซิลมา 2 ปีแล้ว ยังไม่เคยเขียนเรื่องประทับใจเกี่ยวกับประเทศนี้เลย ถ้าจะบอกว่าไม่มีข้อดีเลยก็คงดูจะลำเอียงและมองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป อยู่ไปอยู่มา วันนี้ไม่รู้อารมณ์ไหนเลยอยากจะลุกขึ้นมาเขียนเรื่องดีๆเกี่ยวกับบราซิลบ้าง เพราะเท่าที่นึกได้จะต้องรีบบันทึกไว้ก่อน ไม่งั้นอาจลืม หรือไม่ความรู้สึกชื่นชมนี้อาจจะหมดไปได้ภายในพริบตาถ้ามีอะไรเข้ามารบกวนจิตใจ

เสน่ห์ของบราซิลในมุมมองของคนมาอยู่ ย่อมแตกต่างจากคนมาเที่ยวที่คิดว่าเสน่ห์ของความเป็นบราซิลคือ งานรื่นเริง บันเทิง ดนตรี และฟุตบอล แต่เสน่ห์ของบราซิลในความคิดของฉั้นที่แม้จะได้สัมผัสแค่เมืองเซาเปาโลที่มาอยู่ แต่ฉั้นก็ทึกทักเอาเองเลยว่านี่แหละคือ บราซิล  

คนบราซิล - แม้ฉั้นจะเคยมีประสบการณ์แย่ๆกับคนบางคนหรือหลายคนที่ได้มีโอกาสพบปะเจอะเจอครั้งแรก แต่เอาเข้าจริง คนบราซิลก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรอย่างที่ฉั้นเคยตื่นตูมหรอก ช่วงแรกของการมาที่นี่คงเป็นเพราะความไม่ชินและไม่รู้ในความแตกต่างทางวัฒนธรรม ที่สำคัญฉั้นมาจากเมืองไทยที่ผู้คนแสนจะใจดี พออยู่ไปนานเข้าก็พอจะเข้าใจและรู้จักพวกเค้ามากขึ้น ผู้คนที่นี่ค่อนข้างมีเสน่ห์นะ ทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและนิสัยใจคอบางอย่าง พวกเค้าเป็นคนกล้าพูด กล้าแสดงออก เปิดเผยมาก บางคนก็มีอารมณ์ขัน ตลกโปกฮา ทะลึ่ง ลามก เจ้าชู้ขี้เล่น หรือสไตล์สบายๆชิลๆ ก็มีเยอะ แต่น่าเสียดายตรงที่หลายๆคนอาจต้องปรับตัวให้อยู่ในโหมด 'ระวังภัย' กันเล็กน้อย ทำให้เป็นคนมองโลกในแง่ร้ายไปบ้างหรือดูไม่เชื่อใจใครและไม่ไว้ใจใคร อาจเข้าขั้นดูไม่จริงใจก็มีเยอะ ที่นี่มันไม่ค่อยปลอดภัยน่ะ บางสถานที่แหล่งชุมชนวันดีคืนดีก็มีการปล้น ออกข่าวให้เห็นประจำ ร้านอาหารเอย ตู้ ATM เอย แล้วไม่ได้ปล้นกันธรรมดานะ ปิดร้านปล้นลูกค้า วางระเบิดตู้ ATM ไม่ก็ปล้นแบงค์แบบ 20 แบ้งค์ภายในวันเดียว!! ปล้นร้านเพชรร้านทองก็บ่อย รถไฟ และรถเมล์ บางวันพนักงานก็หยุดงานประท้วงกันประจำ ประท้วงขอขึ้นเงินเดือน ผู้โดยสารก็เดือดร้อนกันไป ไม่มีรถไฟ ไม่มีรถเมล์ ให้ขึ้น พอมีเข้าซักคันก็ต้องแย่งกัน เบียดเสียดกันขึ้นไม่ว่าจะคนแก่ หรือเด็ก ไม่เว้นแม้แต่คนท้องก็ต้องโดนเบียดโดนผลัก ยิ่งมีการปล้นมากๆคนรวยบางคนกลับยิ่งอยากจะอวดรวย แปล๊ก แปลก!! คงเพราะไม่อยากให้คนอื่นดูถูก หรือไม่ก็เพราะอยากเป็นที่ยอมรับนับหน้าถือตา  ไหนจะข่าวอุบัติเหตุ และอาชญากรรมแบบจ้างวานฆ่า แบบเอาปืนจ่อยิงตายคารถ ก็มีให้ดูไม่เว้นแต่ละวันจนเป็นเรื่องปกติธรรมดา พวกขอทาน คนไร้บ้าน คนติดยา หรือพวกที่ชอบฉกชิงวิ่งราว สำหรับที่นี่เรียกว่า เด็กๆไปเลย!

แม้ยังไม่เคยเจอกับตัวหรือเห็นกับตาแค่ได้ยินข่าวเตือนมาก็ผวาแล้ว แต่ก็ถือว่าโชคดีไป!  แต่ที่พูดมาทั้งหมดแค่อยากจะบอกว่า น่าเห็นใจที่คนหลายๆคนจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้กับภาวะเครียด หวาดระแวง ระวังภัย มองโลกด้านลบ ท้ังที่เนื้อแท้ของคนบราซิลจริงๆแล้ว พวกเค้าเกิดและเติบโตมากับความบันเทิงเริงรมย์ การร้องรำทำเพลง การท่องเที่ยว การได้แสดงความรักใคร่ชอบพอด้วยการกอด การจูบ การแตะเนื้อต้องตัวอย่างไม่ถือสา การแสดงอารมณ์ได้แบบไม่ต้องปิดบัง หลายคนก็มีอารมณ์ขันดี แม้การพบเจอกับคนบราซิลในครั้งแรก อาจเจอกับท่าทีไม่เป็นมิตรอยู่บ้าง หรือไม่ก็ท่าทีที่เป็นมิตรจนเกิดเหตุก็มี หลายคนมีอารมณ์ขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวก็อารมณ์ดีแต่เดี๋ยวก็โมโหร้าย ในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ฉั้นได้เห็นอะไรมากมายจนเข้าใจเอาเองว่า ยิ่งสังคมทวีความเครียดและความรุนแรงมากขึ้นเท่าไร วัฒนธรรมการไม่เก็บกักอารมณ์ของพวกเค้าก็ยิ่งส่งผลให้ผู้คนระบายออกทางอารมณ์มากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าการแสดงความโมโห ความกลัว ความรัก ความชัง ความดีใจ หรือเสียใจ ผู้คนที่นี่ต่างแสดงออกอย่างไม่ปิดบัง บางครั้งอาจดูเข้าขั้นฟูมฟาย คลุ้มคลั่ง ไม่สมเหตุสมผล เช่น การใส่อารมณ์เชียร์ฟุตบอล ความใจร้อนไม่ยอมกันบนท้องถนน หรือแม้แต่การพูดจาแบบสาดอารมณ์ใส่กัน ซึ่งดูแปลกมากสำหรับฉั้นซึ่งมาจากวัฒนธรรมไทยที่ไม่ค่อยแสดงออกทางอารมณ์กันซักเท่าไร แต่สำหรับพวกเค้ามันเป็นเรื่องปกติจนฉั้นคิดไปเองว่า บางทีพวกเค้าอาจทำตามกันจนติดเป็นนิสัยโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้

มารยาทอย่างนึงของคนบราซิล คือ การพูดคุยเมื่อพบประเจอะเจอ แม้จะเป็นการเจอกันครั้งแรกก็ต้องหาเรื่องคุยไปเรื่อย เช่น เจอกันงานสังสรรค์ เจอกันตามที่ต่างๆ จะสังเกตุเห็นว่าคนบราซิลจะช่างพูดช่างคุย ช่างเจรจากันมาก บางทีก็คุยกันเหมือนว่าเคยรู้จักกันมาก่อน แม้แต่ฉั้นซึ่งหน้าตาไม่ได้เข้าพวกเล้ยย บางทีก็ยังมีคนหันมาชวนคุย ถามนู้นถามนี่บ้าง แต่พอรู้ว่าฉั้นคุยภาษาเค้าไม่ได้ก็จะเลิกคุยด้วยทันที สังเกตุหลายทีละ ที่นี่น้อยคนมากที่จะสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ถึงพูดได้ก็ไม่ค่อยอยากจะพูดกัน หย่ิง เค้าไม่แคร์ภาษาอังกฤษกันเลยอ่ะ!! แต่ก็มีบางคนเหมือนกันที่ก็ยังจะชวนคุยต่อ ปล่อยให้ฉั้นเดาไป ถ้าเจอกันในลิฟท์ มารยาทอย่างหนึ่งก็คือการกล่าวสวัสดีทักทายและกล่าวบ๊ายบายเมื่อออกจากลิฟท์ จึงดูไม่ออกหรอกว่าใครเป็นคนชอบพูดชอบคุยจริงๆหรือคุยไปตามมารยาท แต่ก็ไม่ใช่จะคุยกับใครก็ได้เรื่อยเปื่อยนะ เพราะในที่ที่ไม่คุ้นเคยก็ต้องระวังตัวดีๆเหมือนกัน และที่สำคัญกว่านั้น บางคนออกแนวพูดไม่หยุดซะด้วย ไม่รู้สรรหาอะไรมาคุยนักหนา คุยทั้งเรื่องที่ควรคุยและทั้งเรื่องไม่ควรคุย เรียกว่า คุยไปเรื่อยเปื่อย หรือ คุยจนลิงหลับ ก็มีเยอะ!!!

พูดถึงการพบปะเจอะเจอกันในงานสังสรรค์ จะมีมารยาทอีกอย่างที่ต้องทำใจ คือ คนบราซิลจะมาสายเป็นแฟชั่น เรียกว่านัดที สายกันเป็นชั่วโมง ถือเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะนัดทานมื้อเที่ยงในวันหยุด นัดเร็วก็ไม่ได้ ต้องนัดสายๆไว้ ประมาณบ่ายโมงครึ่งหรือบ่ายสอง แต่กว่าจะมากันพร้อมอาจจะสามโมงหรือสายกว่านั้นแล้วแต่สถานที่ที่นัดและก็แล้วแต่คนด้วย มีบ้างถ้าเป็นวันธรรมดาแล้วนัดเป็นมื้อเย็น คนบราซิลจะนิยมนัดค่ำๆเช่น ทุ่มครึ่งหรือสองทุ่ม แล้วกว่าจะมากันครบ กว่าจะนั่งเมาท์ กว่าจะเสริ์ฟของว่าง และกว่าจะเริ่มรัปทานเมนคอร์ส อาจปาเข้าไปเกือบ 3 ทุ่มได้ แล้วกว่าจะรัปทานเสร็จ แล้วกว่าจะเม้าท์ต่ออีก เสร็จก็สี่ทุ่มห้าทุ่มโน้น การนัดกับคนบราซิลในบราซิล สายแค่ไหนจึงไม่มีสิทธ์บ่นเพราะเค้านัดกันแบบนี้จนเป็นธรรมเนียม เป็นนิสัย เป็นแฟชั่น เป็นเรื่องปกติธรรมดา ถ้ากลัวหิวก็ต้องหาไรรองท้องไปก่อน ลามไปถึงนัดเรื่องอื่นๆด้วย เช่น นัดช่างซ่อม นัดส่งของรับของ ทุกอย่างเรียกว่า สายได้หมดจนต้องทำใจว่าพวกเค้าไม่เคารพเรื่องเวลาเอาซะเลย ไม่เหมือคนยุโรป เอ๊ะ...ว่าแต่นี่เรียกเสน่ห์ป่าวเนี่ย??

กีฬาและการออกกำลังกาย - ไม่พูดถึงกีฬาฟุตบอลคงไม่ได้สำหรับบราซิล ความสุขความสุขอีกอย่างนึงของคนบราซิล คือ การได้เชียร์บอลมันส์ๆในยามค่ำคืน โดยเฉพาะทีมที่ตัวเองรักลงแข่งใน League ใหญ่ๆสำคัญๆ ทั้งพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟดังลั่นสนั่นเมือง บรรยากาศในสเตเดี่ยมยิ่งฮึกเหิม เสียงโห่ร้อง ตะโกน ร้องเพลงเชียร์ ใส่อารมณ์กันอย่างบ้าคลั่ง เวลาทำประตูได้แทบจะหัวใจวาย ล่าสุด Match ใหญ่ บราซิล-อาร์เจนติน่า(คู่อริ) ชนะไป 2-0 บราซิลเป็นแชมป์เปี้ยนในทวีปอเมริกาไปเรียบร้อย เสียงพลุและประทัดดังข้ามวันข้ามคืน (ไม่อยากคิดว่าถ้าแพ้ขึ้นมา???) ความสุขที่นี่หายากน่ะ การได้ใส่อารมณ์กับกีฬาฟุตบอลจึงเป็นที่โปรดปรานของทุกคน ทุกเพศทุกวัย ลูกเล็กเด็กแดง คนแก่ คนท้อง .... เข้าไปเชียร์ในสนาม ทีมที่ตัวเองรักชนะที ร้องไห้ร้องห่ม ใครไม่มีอารมณ์ร่วมถือว่าแปลก ใครจะตะโกนโวกเวกลั่นถนนก็ไม่มีใครว่า ดูน่ากลัว แต่ก็ดูบ้าๆบอๆดี แปลกดีอ่ะ!! อีกอย่างหนึ่งที่ผู้คนที่นี่ดูจะใส่ใจเป็นพิเศษก็คือ การออกกำลังกาย เพราะพวกเค้าคลั่งใคล้การมีเรือนร่างที่ดีและการรักการแข่งขันเป็นชีวิตจิตใจ การออกกำลังกายเป็นประจำจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนบราซิลไปเลย คนแก่ไม่ยอมแก่ คนหนุ่มคนสาวก็สวยหล่อตลอด ที่นี่ Fitness และ Personal Trainer เป็นหนึ่งในหลายๆสิ่งที่เป็นที่นิยม การปิดถนนเพื่อปั่นจักรยานกันในวันอาทิตย์ การวิ่งมาราธอนประเพณีในช่วงปีใหม่ การเล่นฟุตบอลจนเป็นกีฬาประจำชาติ และการเก่งด้านกีฬาหลายๆอย่างจนนำมาซึ่งชื่อเสียงของประเทศ การเต้นโชว์สรีระ เรือนร่าง เซ็กซี่สไตล์แซมบ้า และศิลปะการต่อสู้สไตล์บราซิลอย่าง Capoeira ก็น่าสนใจ ทั้งหมดก็มีสาเหตุมาจากความรักที่อยากจะมีเรือนร่างที่ดีและชื่นชอบการประชันขันแข่ง หลายคนเชื่อว่าการมีเรือนร่างที่ดีเป็นเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้าม หนุ่มหล่อๆที่นี่มักหว่านเสน่ห์ด้วยการอวดกล้ามเป็นมัดๆด้วยการเดินเหินด้วยกางเกงว่ายน้ำตัวเดียวตามชายหาด สาวๆก็นิยมการใส่บิกินี่ตัวเล็กจิ๋ว เพื่อโชว์เรือนร่าง หน้าอกหน้าใจ แก้มก้นที่สมส่วนงอนงาม และต้นขาใหญ่ๆแต่ฟิตเปรี้ยะ เชพบ๊ะ!! ถือเป็นความภูมิใจของพวกเค้า โดยเฉพาะถ้าใครได้เจอหนุ่มบราซิลที่รักสุขภาพ เรือนร่าง และยังโรแมนติกอีกด้วยละก็ อาจถึงขั้น 'โงหัวไม่ขึ้น' กันเลยทีเดียว ฮ่าๆๆ!! ผู้ชายบราซิลนี่เสน่ห์แรงไม่เบานะจะบอกให้ ก็ไม่ใช่แค่เรือนร่าง หน้าตาเท่านั้น ยังจะดวงตาคมเข้มและแววตาที่ส่อความเจ้าชู้ ขี้เล่นนั่นอีกล่ะ!! สาวๆบราซิลส่วนใหญ่จึงพยายามกันสุดฤทธิ์สุดเดชเพื่อทำให้ตัวเอง สวย เซ็กซี่ ดูดี ไม่แพ้ใคร ความเชื่อหนึ่งที่ว่าความเซ็กซี่เป็นความงามที่แท้จริงทำให้หลายต่อหลายคนพยายามเซ็กซี่กันแบบไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าต้องออกกำลังกายหนักแค่ไหน หรือต้องศัลยกรรมกระหน่ำขนาดไหน หรือแม้ต้องโชว์เรือนร่างเนื้อหนังมังสา ก็ขอให้บอกมาเถอะพวกเธอจะลงทุนแบบไม่ยั้งเลยทีเดียว แต่เห็นแบบนี้แล้วบราซิลเลี่ยนก็ให้ความสำคัญกับการคบหาดูใจเหมือนกันนะ ถึงแม้้ One Nigth Stand จะถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าพวกเค้าชอบกันจริงๆก็จะใช้เวลาคบหาดูใจกันก่อนแต่งนานมากด้วย จนกว่าจะแน่ใจว่าพบคนที่ใช่นั่นแหละ

ความรักสวยรักงาม - นอกจากเรื่องออกกำลังกายให้เรือนร่างดูดีแล้ว ก็หนีไม่พ้นความรักสวยรักงามของบรรดาสาวๆ ตอนมาอยู่ที่นี่ใหม่ฉั้นก็ค่อนข้างต่อต้านและต่อสู้กับตัวเองอยู่ไม่น้อย เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมคุณแม่(สามี)ชอบคะยั้นคะยอและชวนให้ไปร้านเสริมสวยเป็นประจำ ทำผม ทำเล็บทุกสัปดาห์  เสื้อผ้าเครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า ก็ต้องเนี๊ยบกริบ พิถีพิถันและลงทุน ใส่ใจให้มันดูดี อยู่ไปอยู่มาจึงเริ่มรู้ว่าคนที่เซาเปาโลส่วนใหญ่ก็เหมือนคนเมือง ที่มองและตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกเป็นอันดับแรก แถมสาวๆที่นี่ก็เริ่มแต่งตัวมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กนักเรียน เพราะที่นี่เค้าไม่มียูนิฟอร์มอย่างบ้านเรา และไม่มีอาจงอาจารย์มาคอยตรวจตราว่าเล็บยาวมั้ย ผมเพ้ามัดเรียบร้อยรึป่าว ใช้โบว์ต้องเป็นสีเดียวกัน กระโปรงห้ามสั้นห้ามยาวเกินไป ฯลฯ เด็กผู้หญิงที่นี่เลยเริ่มเสริมสวยกันแต่เนิ่นๆโดยมีคุณแม่นี่แหละคอยตรวจตราดูแล โดยเฉพาะถ้าคุณแม่ก็เป็นประเภทรักสวยรักงามเอามากๆก็ยิ่งอยากให้ลูกเสริมสวยตั้งแต่หัวจรดเท้า การแต่งหน้า เข้าร้านทำผมทำเล็บจึงถือเป็นเรื่องจำเป็น มาอยู่ใหม่ๆฉั้นไม่ค่อยชินเพราะคนไทยอย่างเราก็ค่อนข้างสบายๆถ้าไม่ได้ไปไหนไกลจะแต่งตัวยังไงก็ได้ไม่มีใครว่า แค่อย่าโป๊ก็เป็นพอ ฉั้นไม่ค่อยถนัดใส่อะไรรุงรัง ชอบความเรียบง่าย สะอาดสะอ้าน แต่คนที่นี่ใส่ใจตัวเองมากตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่มีใครบอกว่าเราเว่อหรอกถ้าเราแต่งตัวเยอะๆ เพราะก็เห็นเยอะไว้ก่อนกันทุกคน ทองหยอง นาฬิกาเรือนใหญ่ๆ สร้อย กำไร เห็นแต่ละคนประโคมกันสุดฤทธิ์ ฉั้นเคยโดนทักว่าดูเหมือนเด็ก บางคนก็มองเราหัวจรดเท้า อยู่ไปอยู่มาตอนนี้ฉั้นก็เลยติดนิสัยกับการดูแลตัวเองให้มากขึ้นไปด้วย บวกกับความเป็นผู้หญิงที่มีความรักสวยรักงามอยู่บ้างแล้ว และพอทำให้ตัวเองดูดี เราก็รู้สึกดีกับตัวเอง แถมไม่เสียความมั่นใจเวลาต้องพบปะกับสาวๆบราซิลที่ชอบสนทนาเรื่องความสวยความงามเป็นหลัก เช่น ทำเล็บที่ไหน ทำผมที่ไหน เครื่องประดับสวยจัง กระเป๋าสวยจัง อย่างนี้เป็นต้น แถมพวกร้านทำผมดีๆเค้าก็ฝีมือดีนะ (แม้สนนราคาจะแพงอยู่ซักหน่อย แค่เล็มๆไดร์ๆยังปาเข้าไปเกือบจะ 1,500THB เข้าไปแล้ว) ร้านทำเล็บก็มีให้เลือกมากมายเต็มไปหมด ดูๆแล้วรู้สึกว่าเพื่อความงามของสาวๆร้านเสริมความงามเลยจะมีมากกว่าร้านของกินซะอีกนะ!!

อากาศ - หลายคนคงคิดว่า ที่บราซิลซึ่งมีสภาพทางภูมิศาสตรเป็น ป่า เขา ทะเล และชายหาดอันสวยงามมากมาย คงจะมีแดดจัดทั้งปี แต่จริงๆแล้ว อากาศที่นี่จะค่อนข้างหนาวเย็นนะ โดยที่อุณภูมิจะสูงหน่อยทางตอนเหนือของประเทศไล่ต่ำลงไปทางตอนใต้ของบราซิล ส่วนฉั้นอยู่ที่เซาเปาโล เรียกว่าเป็นภาคกลางของประเทศ อากาศก็จะร้อนแค่ช่วงหน้าร้อนคือปลายปีถึงต้นปีเท่านั้นเอง นอกนั้นก็เย็นสบาย ไม่หนาวจัดและไม่ร้อนจัด และไม่มีแดดจัด แม้จะมีมลพิษทางอากาศอยู่บ้างเนื่องจากรถติดและควันพิษ แถมฝนก็ตกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอยู่เสมอ แต่วันไหนถ้าอากาศดีๆการเดินไปไหนมาไหน หรือการไปเดินเล่นสูดอากาศยามเช้าหรือยามเย็นก็สบาย สดชื่นดี ถ้าให้เทียบกับเมืองไทยที่ร้อนจนตับแทบแลบ เหงื่อไหลใคลย้อย หรือที่นิวซีแลนด์ที่หนาวเหน็บจนเดินตัวสั่น อากาศที่นี่ก็ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นข้อดีของบราซิล แต่ก็อีกแหละ....ข้อเสียก็คือ อากาศที่นี่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา วันนี้แดดออก พรุ่งนี้อาจฝนตก วันต่อมาอาจหนาวเหน็บหรือหมอกลงจัด แล้วไม่แน่วันต่อมาอีกก็อาจจะร้อนอีก หรืออาจจะหนาวไปอีก 3-4 วัน แล้วก็ร้อนใหม่ เรียกว่า สามารถเปลี่ยนได้ 3 ฤดูภายในหนึ่งสัปดาห์ให้อารมณ์เสียเล่นๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการใช้ชีวีตอยู่ที่นี่คือ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อต่อสู้กับอากาศที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แถมบางที่อากาศชื้นๆเย็นๆก็อาจมี "การัว" ซึ่งก็คือสายฝนปรอยๆบางๆหล่นลงมาเป็นฝอยๆให้หัวเปียกเล่นๆอีกด้วย

ความสะอาด - แม้เซาเปาโลจะไม่ใช่เมืองที่สวยงามหรือสะอาดเอี่ยมอะไร แต่ชอบตรงที่ ไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็น มด หนู แมลงสาบ จิ้งจก กบ เขียด หรือสัตว์อะไรที่บ่งบอกถึงความสกปรกเลยอ่ะ  ไม่ว่าตามที่พักอาศัย หรือ ตามถนนหนทาง ก็ไม่มีให้เห็น อาจเพราะที่นี่ไม่มีร้านอาหารริมทางเยอะแยะอย่างบ้านเราน่ะ เลยอดเปรียบเทียบไม่ได้กับกรุงเทพฯ ที่แม้แต่ถนนในย่านดีๆอย่างราชดำริ สาทร สุขุมวิท หรือ ย่านช้อปปิ้ง อย่างสีลม หรือสยามฯ กลับยิ่งสกปรก น่าเสียดายมาก ที่สำคัญที่นี่ไม่ค่อยมีหมาจรจัดให้เห็น คนที่นี่รักหมามาก เลี้ยงหมาในคอนโดก็ได้ ส่วนใหญ่เป็นหมาฝรั่งพันธ์ุน่ารักๆ ตัวใหญ่บ้างเล็กบ้างแล้วแต่รสนิยม เจ้าของจะเลี้ยงดูอย่างดี เช้าๆเย็นๆก็พาไปเดินเล่น ให้อึให้ฉี่ เจ้าของจะต้องพกถุงพลาสติกไปสำหรับเก็บอึสุนัขของตัวเองทิ้งถังขยะด้วย บางคนก็จ้างคนพาเดินก็มี ถนนหนทางที่นี่จึงไม่มีขี้หมาให้ต้องเดินระวังซ้ายขวาหน้าหลังให้เหนื่อย เห็นแต่หมาพันธ์ุดีๆเดินเล่นไปมา บางคนก็พาไปเดินเล่นห้าง บ้างก็พาไปอาบน้ำตัดขนอย่างดี น่ารักดี

ความร่มรื่น -  เซาเปาโล มีต้นไม้เยอะมาก ถึงแม้ต้นไม้ใหญ่ๆในหลายๆแห่งจะแก่และแห้งตายจนทำให้หักล้มลงมาทับบ้านช่อง รถรา หรือถนนหนทางอยู่บ่อยๆเวลาฝนตกหนักๆแล้วมีพายุพัดแรงๆ แต่อีกหลายๆแห่งที่มีต้นไม้ครึ้ม ปกคลุมทั่วบริเวณ และมีคนดูแลดีๆ หลังฝนตกจะเขียวชอุ่มชุ่มชื้น ร่มรื่น อากาศก็เลยไม่ร้อนจัดจนเกินไป ถ้ากรุงเทพฯมีต้นไม้เยอะกว่านี้อากาศคงไม่ร้อนขนาดนี้นะ แถมบางถนนแทนที่จะปลูกต้นไม้ใหญ่กลับไปปลูกต้นปาล์มสไตล์รีสอร์ท มันก็สวยอยู่หรอก แต่มันไม่ร่มรื่นและไม่ให้ความชุ่มชื้นเท่ากับต้นไม้ใหญ่บางชนิด สวนสาธารณะหลายแห่ง ก็มีไว้ให้เดินเล่น นั่งเล่น และออกกำลังกาย แต่เพราะที่นี่แทบจะไม่มีการสร้างถนนหนทางเพิ่มเติม เลยไม่ต้องรื้อต้นไม้ทิ้ง อยู่ยังไงก็เลยอยู่อย่างงั้นมาหลายสิบปีละ

ธรรมเนียมการมอบของขวัญ คนที่นี่เท่าที่ฉั้นรู้จัก ชอบให้ของขวัญกันเป็นชีวิตจิตใจ ได้ยินว่าได้รับอิทธิพลจากคนญี่ปุ่นที่มาอยู่ที่นี่ ก็ท่าจะจริงเพราะญี่ปุ่นมีร้านกิฟท์ช็อปเยอะแยะมากมาย ธรรมเนียมการให้ของขวัญ ในวันเกิด วันพ่อ วันแม่ วันปีใหม่ วันคริสต์มาส ฯลฯ ไม่ว่าวันพิเศษไหนๆการมอบของขวัญให้แก่กันถือเป็นธรรมเนียมหรือมารยาทเลยก็ว่าได้ แรกๆฉั้นรู้สึกเหนื่อยมากกับการต้องไปเดินหาซื้อของขวัญให้กับสมาชิกในครอบครัวสามี เพราะต้องไล่ตั้งแต่พ่อ แม่ พี่น้อง หลานๆ รวมไปถึง เขยและสะใภ้อีก แต่หลังๆก็เริ่มชิน ตามร้านต่างๆเวลาเราเข้าไปซื้อ พนง.ก็จะถามด้วยว่าซื้อเป็นของขวัญรึป่าว ถ้าใช่...เค้าก็ใส่กล่องหรือถุงดีๆหน่อย แล้วก็จะเปลี่ยนจากป้ายราคาเป็นโค๊ดอะไรซักอย่างสำหรับให้ผู้รับเอาไว้เปลี่ยนได้ โดยเฉพาะวันคริสมาสต์ร้านรวงจะแน่นเอี๊ยด เพราะเป็นวันที่สำคัญที่สุดประจำปี คู่สามีภรรยาก็ต้องทำงานหนักหน่อยเพราะต้องไปเดินหาซื้อของขวัญมาให้สมาชิกในครอบครัวของทั้งตัวเองและของภรรยาหรือสามี แต่มันก็รู้สึกดีเหมือนกันนะ อย่างฉั้นตั้งท้อง หลายคนก็ส่งของขวัญมาแสดงความยินดีตั้งแต่รู้ข่าวแน่ะ อาจเพราะคนที่นี่เค้าไม่ได้มีความสัมพันธ์สนิทชิดเชื้อฉันพี่น้องอย่างคนไทยมั้ง? การมอบของขวัญเลยเหมือนเป็นตัวช่วยในการแสดงน้ำใจอย่างหนึ่ง

ละครบราซิล ที่นี่มีละครฉายหลายเรื่องหลายเวลาเหมือนบ้านเราไม่มีผิด แต่แตกต่างตรงที่ละครหลังข่าวบ้านเค้า ถ้าเรื่องที่สร้างดีๆ Production ดีๆ ฉายทีฉายได้ 5-6 เดือน มีเรื่องเดียวช่องเดียว(ช่อง Globo) ไม่แข่งใคร ไม่มีโฆษณาคั่นเยอะแยะให้หงุดหงิดรำคาญใจ ยิ่งถ้าเรื่องไหนทำเงิน เนื้อหาก็จะถูกยืดเยื้อออกไปอย่างตั้งใจ เพราะรู้ว่ามีคนทั้งประเทศติดตาม แต่ก็มีเหมือนกันที่บางเรื่องสร้างมาเหมือนเพื่อมาคั่นเวลา เนื้อหาไม่ค่อยดี Production ก็งั้นๆ ไม่เป็นที่นิยมก็จะจบเร็วหน่อย ล่าสุดเรื่อง Avenida Brasil เป็นละครเรื่องที่สองที่ฉั้นมีโอกาสดูและตามติดตั้งแต่ต้น อรรถรสในการดูละครบราซิลที่ต้องทำใจคงไม่พ้นเรื่องเนื้อหาที่ค่อนข้างหนัก แถมติดเรท และความรุนแรง แต่สำหรับเรื่องนี้ Production ล้ำมากคล้ายกับดูภาพยนต์ยังไงยังงั้น นางเอกกะนางร้ายแทบจะแยกกันไม่ออกเพราะแสบพอๆกัน เรื่องราวและเนื้อหาเข้มข้น บทบาทแต่ละคนก็เล่นกันถึงพริกถึงขิง คนดูติดทั้งบ้านทั้งเมือง ดูกันซึมลึกกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของทุกคนไปเลยเพราะต้องคอยติดตามเรื่องราวชีวิตของตัวละครอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนางร้ายที่เล่นได้สมบทบาทจนคนเกลียดทั้งประเทศ ไม่ต่างจากเมืองไทยที่นางร้ายไปตลาดแล้วแทบจะโดนแม่ค้าเอาทุเรียนคว้างใส่ ทุกคนต่างรอดูว่านางเอกจะแก้แค้นยังไง สนุกถึงใจ แม้จะฟังไม่ออกแต่ก็ยังติดงอมแงม ดูแล้วรู้สึกว่าเค้าลงทุนและจริงจังกับการสร้างละครจริงๆเลย แต่เนื้อหาก็ค่อนข้างหนักและเครียดเอาการอยู่เหมือนกัน เรียกว่าไม่่เหมาะที่จะฉายในบ้านเราอย่างยิ่ง มันหนักเกิน คงโดนแบนด์ซะก่อนที่จะถึงมือเจ๊เบียบแน่!

การให้ความสำคัญกับเด็กและคนชรา ที่นี่จะมีที่จอดรถสำหรับคนแก่โดยเฉพาะ มีบำเหน็จบำนาญหลังเกษียร ไม่รู้ได้ยังไงเท่าไร แต่คนแก่จะสามารถดูแลตัวเองได้แบบไม่ต้องพึ่งลูกหลาน หลายคนชอบอยู่คนเดียวมากกว่าก็จ้างคนมาดูแลเลย อยู่เป็นเพื่อนกันไปสบายใจ คนบางคนอยู่ด้วยกันเป็นสิบๆปีคนตายจากกันไปก็มี ดูแลเหมือนเป็นญาติกันเลยอ่ะ ไปไหนก็ไปด้วยกัน หรือพ่อแม่บางคนก็อยู่กันจนแก่จนเฒ่ากันสองคน ลูกหลานก็มีครอบครัวกันไป หรือบางคนแก่แล้วก็ยังห่วงลูก ตามดูแลลูกอยู่ไม่เลิกไม่ราก็มี ไม่ดีอย่างตรงที่แม่ๆบางคนห่วงมากไปจนอาจเกิดเป็นกรณีลูกสะใภ้หรือลูกเขยเกิดความรำคาญได้ก็เยอะอยู่ ส่วนเด็กนี่ไม่ต้องห่วงเลย ไปห้างก็มีห้องให้นมเปลี่ยนผ้าอ้อม มีช่องให้คนท้อง หรือบรรดาแม่ๆให้จ่ายเงินก่อน มีลิฟท์หรือทางลาดตามห้างให้เดินเข็นรถเข็นสบายๆ ไปไหนใครๆก็จะหลบทางให้ มีร้านเสื้อผ้า ร้านขายของเด็ก ของตกแต่งห้อง ของเล่นเด็ก ดีๆสวยๆให้เลือกเยอะแยะ ที่สำคัญมีพี่เลี้ยงเด็กมากมายให้เลือกจ้าง คนที่นี่เลยจ้างแต่คนเลี้ยงเด็ก ไม่ดีก็เปลี่ยนใหม่ หาใหม่ ไม่เลี้ยงเองให้เหนื่อย โดยเฉพาะบรรดาคุณแม่ยังสาว จ้างคนเลี้ยงเพื่อให้ตัวเองมีเวลาไปช้อปปิ้ง ไปเสริมสวย ไปสังสรรค์ อย่างมีความสุข ถ้ายังสุขไม่พอ หลายต่อหลายคนก็จ้างคนขับรถรับส่งลูกไปกลับโรงเรียน จ้างคนทำอาหาร ทำความสะอาดบ้านไปด้วยเลย มีเงินก็ใช้เงินไปเพลินๆ แต่ไม่ค่อยเห็นคนเอาไปฝากให้ย่าให้ยายเลี้ยงซักเท่าไรนะ เพียงแค่พาไปเยี่ยม หรือเอาไปฝากไว้ชั่งครั้งชั่วคราวเท่านั้น ตรงนี้ไม่เหมือนคนไทยเน๊อะ!!

ยังมีอีกหลายอย่างที่ผู้คนหลายต่อหลายคนให้ความสนใจและอยากจะมาเยือนบราซิลตามคำเล่าลือที่พูดถึง งานรื่นเริงระดับโลกอย่างคาร์นิวัล รวมไปถึงชายหาดอันแสนเซ็กซี่ในริโอ ดิ จาเนยโร สำหรับฉั้นทั้งสองอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งที่ฉั้นประทับใจซักเท่าไร เพราะยังไม่เคยไปร่วมงานคาร์นิวัลเลยซักครั้ง หลายคนบอกว่าอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ขอสารภาพว่าก็ค่อนข้างกลัวกับบรรยากาศอยู่เหมือนกัน ไม่ชอบอยู่ในที่ที่คนเยอะๆอ่ะมันรู้สึกไม่ปลอดภัย การเต้นรำที่ออกแนวยั่วยวน เซ็กซี่ โชว์เรือนร่าง ส่วนเว้าส่วนโค้งสไตล์นี้ก็ไม่ค่อยสันทัด อายแทนคนเต้นอ่ะ! ฉั้นมันพวกหัวโบราณ!! ก็เป็นคนไทยนี่ ร่างกาย จิตใจเป็นไทยแท้ เกิดและเติบโตในสังคมแบบไทยๆ -_-' ส่วนริโอฯนี่เคยไปนะ ครั้งนึง ยืนยันว่าทะเลสวยมาก วิวและบรรยากาศดีมาก แต่ริโอฯ ไม่ใช่เมืองที่สะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้คนขับรถเร็ว แท็กซี่ก็ขับรถไม่สุภาพ ปล้น จี้ วิ่งราวก็มีเยอะ มีแหล่งสลัมขนาดใหญ่ ที่วันดีคืนดีกลุ่มตำรวจก็เข้าปราบปรามกลุ่มนักค้ายาเสพติดให้ได้ตื่นเต้นกันทั้งประเทศ ฉั้นไม่ใคร่อยากเที่ยวในที่ที่ฉั้นรู้สึกไม่ปลอดภัยเต็มร้อยซักเท่าไร แต่ไปที่ชายหาด Buzios ทะเลสวยนะ สะอาด เงียบสงบ แลดูปลอดภัย อยู่ที่ริโอฯนี่แหละ แต่ขับรถห่างจากชายหาดแหล่งท่องเที่ยวหลักไปประมาณ 2 กิโลกว่าได้ ก็สวยใช้ได้อยู่ เงียบ สงบแบบนั้นคงเหมาะสำหรับฉั้นมากกว่า!

ฉั้นพยายามรวบรวมสิ่งที่ประทับใจที่เกิดขึ้นที่นี่ พยายามเรียกมันว่า เสน่ห์ของบราซิล แหม่...คิดออกแค่นี้จริงๆ ไว้จะลองคิดเพิ่มแล้วค่อยมาอัพเดทอีกทีแล้วกัน ... 






วันพฤหัสบดี, มีนาคม 15, 2555

My little baby

I saw that little beautiful round head, little moving legs and arms, brain and back bone, .... including a little something right there! :)
You are still very tiny in me!!
I'm curious who you gonna look like and boy or girl you gonna be.
But you are so beautiful and amazing for me.
You are a big part of my life suchlike your daddy.
I promise you I will always love you with all my heart, my life, my soul.... now and then and forever, my lovely baby. :)

วันศุกร์, มีนาคม 02, 2555

ขอเรียกว่า สิ่งมหัศจรรย์

ฉั้นนึกอยู่ตั้งนาน ว่าจะบรรยายความรู้สึกของการจะเป็น 'แม่' ว่ายังไงดี เพราะมันช่างเป็นความรู้สึกที่ตื้นตันใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เมื่อก่อนก็ไม่เคยคิดเรื่องมีลูกเลยซักนิดเพราะมันช่างเป็นเรื่องที่ไกลตัว เป็นสิ่งที่ต้องเกิดจากความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ วัยวุฒิ และคุณวุฒิของคนสองคนเท่านั้นจริงๆ จนหลังจากแต่งงานและย้ายมาอยู่ที่บราซิล ความเป็นอยู่แบบครอบครัวมันกลายเป็นความรู้สึกผูกพันธ์ที่หนักแน่นขึ้นมาก เสมือนเรามีกันอยู่แค่สองคนบนโลกใบนี้ก็ไม่ปาน ผ่านทั้งความเหนื่อย ความลำบาก ความเหงา ความสุข และความทุกข์มาด้วยกัน จนถึงจุดที่ไม่อยากอยู่กันแค่สองคนอีกต่อไป ทำให้ความคิดเรื่องการมีเจ้าตัวเล็กนี้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ความพร้อมและเวลาอันสมควรทำให้เราต้องเร่ิมวางแผน

เริ่มจากการทิ้งทวนความสุขสบายส่วนตัวด้วยการพากันไปเที่ยวฮันนีมูน และหลังจากนั้นก็เริ่มปฏิบัติการเพื่อหาฤกษ์งามยามดี กว่าสี่เดือนที่เราพยามไปกับการหาฤกษ์งามยามดีที่ว่า แต่ก็ยังไม่เห็นมีวี่แวว เรารออย่างใจจดใจจ่อ จนเริ่มท้อและเครียดเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่ามันจะยากเย็นนัก และคิดไปว่าเราอาจมีปัญหาเรื่องสุขภาพหรือไม่ก็อายุ (ตอนแรกนึกว่าเราจะเหมือนวัยรุ่นที่เปิดปุ๊บติดปั๊บอ่ะ คิดไปได้เน๊อะ!) จนกระทั้งเข้าสู่เดือนที่ห้า เราเริ่มปลงและคิดซะว่าถ้าเค้าจะมาเค้าก็คงมาเอง และเราก็เริ่มผ่อนคลายลงแบบอารมณ์ปลงๆ!! และแล้วเมื่อเราผ่อนคลายปุ๊บก็พบว่า แท๊น แท๊น แท้น แถ่น เดือนที่ห้านั้นเอง ที่ประจำเดือนฉั้นไม่มา และตรวจสอบการตั้งครรภ์ก็พบว่าขึ้น 2 ขีดที่หมายความว่าฉั้นตั้งครรภ์!! เรายังคงเช็คแล้วเช็คอีกว่า ใช่หรือไม่ จริงหรือหลอก ชัวร์หรือมั่วนิ่ม เพื่อให้แน่ใจว่าเค้ามาแล้วจริงๆรึป่าว เราต้องหาหมอเพื่อคอนเฟริ์ม แต่หาหมอที่ไหน ฉั้นไม่รู้จักบราซิลเลย ประสบการณ์ก็ไม่มี เราไม่รู้เลยว่าเค้าต้องหาหมอกันที่ไหน หมอที่ไหนถึงจะดี เราได้คำแนะนำจากพี่สาวแฟบ(ซึ่งมีประสบการณ์คุณแม่ลูกสอง)มาหนึ่งคน เป็นคุณหมอผู้หญิง พูดภาษาอังกฤษได้ ตรงไปตรงมาและอัธยาศัยดี เป็นคลีนิคเฉพาะทาง (ที่นี่เค้าไปหาหมอกันตามคลีนิคเฉพาะทางแบบนี้แหละ ถึงเวลาคลอดค่อยไปทำคลอดที่โรงพยาบาล กับคุณหมอคนเดียวกัน) เราได้พบหมอครั้งแรกเพื่อฟังคำยืนยันว่ามันเป็นเรื่องจริง แล้วความสุขก็ปริออกทางแก้มและพุงของเราสองคน ดูเหมือนรอยยิ้มจะควบคุมไม่อยู่กันเลยทีเดียว!!

จริงๆแล้ว ฉั้นนึกขอบคุณที่ฤกษ์งามยามดีไม่มาตั้งแต่เดือนแรกๆเพราะเราคงตกใจน่าดูเหมือนกัน อย่างน้อยการรอคอยก็ทำให้เราได้มีเวลาตั้งสติและตั้งตัวเตรียมพร้อมอยู่ซักพัก การรอคอยและผิดหวังทำให้เรารู้ว่า เค้ามีความสำคัญกับเราขนาดไหนและเราต้องการเค้ามากแค่ไหนด้วย 

เราจึงเรียกเค้าว่า สิ่งมหัศจรรย์ เพราะเค้าปรากฏตัวขึ้นในร่างกายของฉั้นตั้งแต่เรายังไม่สามารถมองเห็นเค้าได้ด้วยตาเปล่า ได้เห็นเค้าครั้งแรกผ่านเครื่องอัลตราซาวนด์ เค้าก็มีขนาดแค่เมล็ดงาเท่านั้นเอง ฉั้นยังไม่มีความรู้สึกหรืออาการอะไรใดๆนอกจากเหนื่อยอ่อนมากกว่าปกติในช่วงเดือนแรก พุงก็ไม่โต เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนไม่แน่ใจว่ามันคือเรื่องจริงหรือหลอก แม้ร่างกายภายนอกจะไม่บ่งบอก แต่อาการบางอย่างก็เข้าสู่ไฟท์บังคับเมื่อก้าวเข้าสู่เดือนที่สอง ความสุขปนกับความทรมานเริ่มเกิด เมื่อฮอร์โมนบางอย่างในร่างกาย(hCG)เริ่มก่อตัวเพ่ิมขึ้นเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเสริมสร้างให้สิ่งมหัศจรรย์สิ่งนั้นเริ่มเติบโตเปลี่ยนรูปร่าง จากเมล็ดงา กลายเป็นผลมะกอก ร่างกายต้องสร้างรก สร้างสายสะดือ เพื่อส่งต่ออาหารจากร่างกายฉั้น ไปสู่ร่างกายเค้า ในขณะที่เค้าก็ต้องเริ่มสร้างเซลล์ระบบประสาทสมองและไขสันหลัง และอวัยวะต่างๆให้ตัวเค้าเอง โดยต้องอาศัยสารอาหารทั้งโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ เหล็ก คาร์โบไฮเดรต ฯลฯ จากอาหารที่ฉั้นต้องบริโภคเข้าไป แต่ฉั้นกลับเริ่มกินอะไรไม่ได้เลยซะนี่ แค่เปิดตู้เย็นก็เหม็นอาหารจนอยากจะอ๊วก ตื่นมาก็หน้ามืดตาลาย วิงเวียน ต้องกลับไปนอนต่อซักพัก หัวใจต้องผลิตเลือดในปริมาณมากขึ้นจึงทำให้ฉั้นเหนื่อยมาก ออกกำลังกายก็ไม่ไหว หายใจก็ไม่ค่อยออกเหมือนออกซิเจนไม่พอ เลยอยากแต่จะนอนมันทั้งวี่ทั้งวัน กาแฟก็กินไม่ได้ ขม! อาหารก็ทำไม่ได้ เหม็น! (แม้แต่กลิ่นอาหารที่ลอยมาจากคอนโดห้องข้างๆยังเหม็นแทบจะทนไม่ไหว) กินได้แต่ผลไม้ เวลาหิวทีก็หิวจนจะเป็นลม ถึงเวลานอนก็นอนไม่ได้เพราะพะอืดพะอม ฉี่ก็บ่อยแถมหน้าอกก็เจ็บระบมไปหมด ฮอร์โมนอะไรเนี่ย...ทำพิษได้ขนาดนี้ ช่วงนี้หมอจะให้ฉั้นกินโฟเลทเสริมด้วย เพื่อช่วยเรื่องการสร้างเซลล์ต่างๆของลูก และเพื่อป้องกันโรค ป้องกันความผิดปกติ หรือความพิการของระบบประสาทสมองและไขสันหลัง จากเดือนแรกที่ว่าไม่มีอาการอะไรให้เห็นจนสงสัยว่า นี่ตรูท้องจริงหรือ?? แต่มาเดือนนี้ ทรมานจนน้ำตาเล็ด จนอยากบอกกับตัวเองว่า นี่ตรูเปลี่ยนใจทันมั้ย ฮือ ฮือ ฮือ!!  T_T

เข้าสู่เดือนที่สาม อาการเริ่มทุเลาลงทีละนิดๆในแต่ละสัปดาห์ เค้าว่าเพราะฮอร์โมนที่ว่ามันเริ่มลดปริมาณลง รกและสายสะดือ รวมทั้งอวัยวะต่างๆของลูกก็ถูกสร้างเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ผ่านความทรมานช่วงสามเดือนแรกนี้ไปได้ก็เหลือเพียงรอลุ้นกับภาวะการเจริญเติบโตของเค้าเท่านั้น ซึ่งจะไม่ทรมาน(แต่คงจะอึดอัดกับพุงโตๆนั่นน่าดู!!) ฉั้นเริ่มกลับมากินอาหารได้ แม้จะยังไม่อยากอาหารอะไรเป็นพิเศษ กลับมาเข้าครัวอีกครั้ง ที่สำคัญเริ่มกระแด่ะน้อยลง เพราะเหม็นนู้นเหม็นนี่น้อยลง หรืออาการเห็นไอ้นู้นก็กินไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่อยากกินได้กลิ่นแล้วจะอ๊วกนั้นก็น้อยลงไปด้วย ฉั้นเริ่มได้สัมผัสกับความสุขของการเป็นแม่เพิ่มขึ้นทีละนิด เพราะต้องเริ่มหาอะไรให้เค้ากินนับตั้งแต่บัดนี้ บางครั้งหิวจนทนไม่ไหว แต่กินยังไงก็ไม่รู้สึกอิ่มแต่ออกอาการแน่นและอยากจะอ๊วกแทน เพราะกินได้ทีละน้อยๆ กินไปแล้วซักพักก็เลยหิวอีกละ เป็นอย่างงี้ทั้งวัน หมอจึงแนะนำให้กินเป็นมื้อเล็กๆ วันละ 5-6 มื้อแทน แต่นั่นหมายถึงฉั้นก็ต้องฝืนกินให้บ่อยขึ้นทั้งที่ไม่อยากอาหารเลย กินจนเหนื่อยเลยว่างั้น(แถมไม่รู้สึกอร่อยอีกต่างหาก) ฉั้นเฝ้าลูบไล้และพยุงพุงน้อยๆของตัวเองตลอดเวลาเพราะรู้ว่าข้างในมีส่ิงมหัศจรรย์ที่กำลังรอการเจริญเติบโตซ่อนอยู่ เริ่มพาเค้าไปเดินเล่นออกกำลังกายวันละหน่อย เพื่ออย่างน้อยให้ได้สูดอากาศที่สดชื่น พยามกินอาหารดีๆ มีประโยชน์เท่าที่จะกินได้ เพราะอยากให้เค้าแข็งแรง อยากเห็นเค้าบ่อยขึ้นแม้จะเป็นการมองผ่านเครื่องอัลตร้าซาวนด์ ทุกครั้งที่หมอนัดก็จะดีใจทุกที อารมณ์อ่อนไหวแบบน้ำตาไหลพรากเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อโดยเฉพาะเวลาดูหนังครอบครัวซึ้งๆ ไม่รู้เป็นอะไร

หมอบอกว่าช่วงนี้เปลี่ยนไปกินวิตามินรวมแทนโฟเลทได้แล้ว เพราะลูกสร้างอวัยวะเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้วและดูเค้าจะแข็งแรงดี หัวใจก็เต็นถี่เป็นจังหวะใช้ได้ แต่คุณแม่นี่สิ...ดูเหนื่อยอ่อน วิตามินรวมจะช่วยให้คุณแม่กระปรี้กระเปร่าขึ้น จะได้มีเรี่ยวแรงไปออกกำลังกายบ้าง หรือทำอะไรอย่างอื่นบ้าง (ที่ไม่ใช่นอนอืดทั้งวี่ทั้งวัน) ^^'

วันศุกร์, มกราคม 20, 2555

รับมือกับคนเย่อหยิ่ง

ระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ มีโอกาสได้เข้าสังคม(เล็กๆ)ได้พบปะผู้คนมนุษย์มนากับเค้าอยู่บ้าง โชคไม่่ดีที่บางครั้งดันต้องเจอคนประเภทหนึ่งที่ไม่ค่อยอยากจะเจอ แต่ก็โชคดีอยู่นิดนึงก็คืออย่างน้อยก็ได้เรียนรู้ผู้คนและการแสดงออกบางอย่าง จะว่าไปที่นี่ก็มีผู้คนหลากหลายประเภทเหมือนกับทุกที่ในโลก แต่ประเภทที่อยากขอพูดถึง คือ คนที่ออกแนวเย่อหยิ่ง หลงตัวเองนี่แหละ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเพราะเจอมากะตัว ช่างเหมือนในละครเปี๊ยบ แบบว่าโดนมองหัวจรดเท้า ไม่พูดไม่จาด้วยทั้งที่ร่วมโต๊ะอาหาร ไม่แสดงการต้อนรับขับสู้เมื่อพบปะเยี่ยมเยียน  ตั้งประเด็นคำถามแบบไม่น่าคุยต่อ ทำท่ารังเกียจเดียดฉันท์ และดูถูก ดูเหมือนพยายามแสดงให้คนอื่นรู้สึกว่าตัวเองมีดีกว่า รวยกว่า เริ่ดกว่า อะไรประมาณนั้น บางครั้งก็แสดงเหมือนว่าตัวเองเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก ทั้งที่ไม่เคยใส่ใจสาระทุกข์สุกดิบของใครอย่างจริงใจ หรือทั้งที่เพิ่งผ่านเรื่องราวอันเจ็บปวดมา เจอความเฟคแบบนี้บ่อยๆเข้า มันก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ

ใช่...หนึ่งปีที่ผ่านมา นี่จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เอือมระอาสุดๆ เมื่อต้องรับมือกับคนประเภทนี้ มารู้ตัวว่าตกเป็นเหยื่อก็ตอนที่รู้สึกว่าตัวเองจิตตก หดหู่ ทุกครั้งที่ต้องเจอและได้รับการต้อนรับแบบไม่ต้อนรับอยู่เสมอ ทั้งที่ไม่เคยทำอะไรให้ซักหน่อย และหลังจากผ่านระยะเวลาหนึ่งในการพยายามสร้างความเป็นมิตรด้วยแต่กลับไม่เป็นผล จึงถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจว่าการไม่ต้องพบปะคนประเภทนี้อีกน่าจะทำให้ชีวิตและจิตใจเป็นสุขขึ้นเยอะ แต่เพราะความใฝ่รู้ใฝ่ศึกษาของฉั้น (หรือภาษาชาวบ้านเรียกอยากรู้อยากเห็นอ่ะนะ!) มันไม่ค่อยเข้าใครออกใคร มันยังคงเคลือบแคลงสงสัยและเลิกคิดไม่ได้ว่าอะไรที่เป็นแรงดลใจให้คนเราแสดงออกแบบนั้นได้อย่างไม่รู้สึกว่ามันออกจะดูแปลกๆอยู่ ฉั้นเริ่มค้นหาคำตอบว่าเค้าหรือเรากันแน่ที่เป็นอะไรมากไปป่าว!! จะเป็นพวกรักความสมบูรณ์แบบเหรอ หรือ เป็นพวกมองโลกในแง่ร้าย หรือเราคิดมากไปเอง และแล้วฉั้นก็ไปค้นพบบทความอันหนึ่งที่พูดถึงคนประเภทที่เรียกว่า Arrogant People อ่านจบฉั้นก็พบว่า มันใช่เลย ทั้งลักษณะท่าทางและอาการต่างๆ 

ในบทความบอกไว้ว่า จะสังเกตุได้จากอะไรบ้างที่จะทำให้รู้ว่าคนคนนั้นเป็นคนประเภท Arrogant People หรือคนเย่อหยิ่ง หลงตัวเอง;
  1. พูดถึงแต่ตัวเอง ห่วงภาพลักษณ์ตลอดเวลา จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เป็นจุดสนใจ และไม่ชอบให้ใครมาทำลายภาพลักษณ์ของตัวเอง ไม่ว่าด้วยวิธีใด เพราะคิดว่าตัวเองมีดีกว่า เหนือกว่าคนอื่น
  2. หากรู้ว่าพวกเค้าอาจเพิ่งผิดหวังในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมา ให้สังเกตุว่าพวกเค้าอาจแสดงออกในทางตรงกันข้าม เพื่อเก็บซ่อนความเจ็บปวดและให้ใครๆเห็นว่าตัวเองยังเพรียบพร้อมสมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติอยู่ ก่อนไปถามไถ่อะไรก็ดูทิศทางลมให้ดี เพราะไม่แน่ว่าการไปแสดงความเป็นห่วงเป็นใยอาจกลับกลายเป็นการทำลายภาพลักษณ์เค้าเข้าได้โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจจะได้เห็นอาการโมโห ฉุนเฉียว โกรธเกรี้ยวขึ้นมาแทนก็เป็นได้
  3. ลองดูวิธีที่พวกเค้าปฏิบัติต่อคนอื่น บางครั้งอาจใส่ใจใครมากเกินความจำเป็น แต่กับบางคนอาจโดนมึนตึงใส่ คนประเภทนี้จะมีทัศนคติ 'my-way's-the-only-way' attitude คือ ทำตามวิธีของฉั้นเท่านั้นหรือพวกชอบเผด็จการ เพราะไม่ชอบให้ใครมีคำถามเกี่ยวกับเหตุผลหรือความคิดแท้จริงที่ซ่อนอยู่
  4. บางทีก็แสดงออกอย่างคนแสนดี เช่น ชวนคุยไม่หยุดบ้าง ร่าเริงแจ่มใสกว่าปกติบ้าง หรือแสดงความเป็นเจ้าบ้านที่ดีมากๆบ้าง เพราะรู้ว่านั่นจะทำให้ตัวเองดูดี แต่ถ้าไม่ชอบใจใครขึ้นมา สบโอกาสเมื่อไรเป็นต้องแสดงความร้ายกาจใส่ อาจด้วยการโจมตีจุดอ่อนหรือไม่ก็อาจชวนทะเลาะสร้างความร้าวฉานเล่นๆ การทำให้คนอื่นดูด้อยลงหรือทำให้คนอื่นไม่มีความสุขก็ถือเป็นวิธีหนึ่งในการระบายความโกรธเกรี้ยวในความไม่สมบูรณ์แบบหรือความผิดหวังบางอย่างของตัวเอง เพื่อนหรือคนใกล้ชิดก็ไม่ค่อยกล้าห้ามปรามหรอกเพราะไม่อยากต้องเผชิญกับความร้ายกาจนั้นซะเองเหมือนกัน
  5. ลองเอ่ยถึงเพื่อนหรือใครที่คิดว่าพวกเค้าไม่ชอบหน้าดูสิ แล้วสังเกตุว่าพวกเค้าจะวิจารณ์ได้อย่างรุนแรงเกินกว่าเหตุ หรือคนที่เค้าคิดว่าเป็นคู่แข่งหรือเป็นศัตรู ยิ่งไม่ชอบมากจะยิ่งวิจารณ์รุนแรงมากเหมือนไม่ต้องการอยู่ร่วมโลกกันเลยว่างั้น 
  6. พวกเค้าจะรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองไม่มีความสามารถในการรักษามิตรภาพที่ดีให้จีรังยั่งยืน เพราะเป็นคนต่อหน้าอย่างลับหลังอีกอย่าง และไม่เชื่อว่ามิตรภาพที่ดีมีอยู่จริง แต่ก็สร้างภาพลักษณ์ว่ามีเพื่อนเยอะ แต่ก็มีแต่ปริมาณนะ หาคุณภาพไม่ค่อยได้!
คำแนะนำจากบทความก็คือ 
  • อยู่ห่างๆคนประเภทนี้ไว้ซะ เพราะเค้าจะสามารถสร้างความเจ็บปวดและหดหู่ใจให้เราได้อย่างแสนสาหัส
  • ทำความเข้าใจกับตัวเองให้แน่ใจว่าตัวเราเองไม่ใช่คนประเภทนั้นซะเอง และไม่ได้ตัดสินใครด้วยความอคติ
  • หากจำเป็นต้องพบปะ จำไว้เลยว่าคนประเภทนี้มีบางอย่างที่พวกเค้าพยายามปกป้องไว้เสมอ ไม่ 'ภาพลักษณ์ตัวเอง' ที่ต้องไม่ด้อยไปกว่าใคร ก็ 'ความโดดเด่นเป็นจุดสนใจ' พยายามอย่าใส่ใจ หรือพูดอะไรมากมาย เพราะพวกเค้าไม่ชอบให้ใครตั้งแง่
  • อย่าไปแข่งขันกับพวกเค้าเลย เพราะจริงๆแล้วการจะเย่อหยิ่งอย่างนี้ได้ ก็ต้อง 'มีดี' อะไรบางอย่าง หรือหลายอย่างอยู่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเค้าจะปฏิบัติกับใครต่อใครอย่างดีเสมอไปนะ นอกจากพวกเค้าจะเจอคนที่อาจรวยเหมือนกัน, ดูดีเหมือนกันกัน, เก่งเหมือนกัน หรือ มีเสน่ห์จอมปลอมคล้ายๆกัน หรือเรียกว่าคุณสมบัติเสริมกันเท่านั่น  
  • คนประเภทนี้โกรธง่าย และหายยากด้วย แถมถ้าใครทำให้เคืองขึ้นมาจะไม่ยอมรับคำขอโทษง่ายๆอีกต่างหาก ถ้าไปแข่งหรือทะเลาะกับพวกเค้า แล้วเราดันชนะ ก็จะโดนโจมตีไม่เลิกอยู่ดี เพราะพวกเค้าจะเริ่มเล่นบท 'เหยื่อผู้น่าสงสาร' ทำให้ตัวเองดูน่าเห็นอกเห็นใจ ส่วนเราก็กลายเป็นคนผิด ดูแย่ในสายตาเพื่อนๆไปซะ
  • ถ้าเห็นคนที่ชอบพูดถึงคนอื่นในแนวชวนตลกขบขันอย่างไม่สมควรล่ะก็ นั่นก็ใช่ เป็นตลกร้ายที่ออกแนวหัวเราะเยาะ แสดงให้เห็นถึงความไม่แยแสความรู้สึกคนอื่น ยิ่งความรู้สึกสงสาร เห็นอกเห็นใจคนอื่นก็ยิ่งทำไม่เป็นใหญ่
  • เพราะ 'my-way's-the-only-way' attitude นี่เอง พวกเค้าจึงไม่มีความสามารถในการมองสิ่งต่างๆในแง่มุมอื่นที่ต่างไป หากต้องเสวนาด้วย และไม่เห็นด้วยกับความคิดบางอย่าง ก็ให้เลี่ยงด้วยการบอกว่า "ฉั้นไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เพราะว่า.........." มากกว่าที่จะพยายามพูดเพื่อโน้มน้าวให้พวกเค้าเปลี่ยนวิธีคิดหรือมุมมอง เพราะนั่นจะทำให้เค้ารู้สึกเหมือนถูกโจมตีโลกแห่งความสมบูรณ์แบบที่พวกเค้าสร้างไว้ 
  • ถ้าเป็นไปได้ 'อย่าเกลียด' พวกเค้า เพราะไม่มีใครหรอกที่จะสมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง มันเป็นวิธีที่พวกเค้าใช้เก็บซ่อนอดีตที่เจ็บปวด หรือความไม่สมบูรณ์แบบบางอย่างของตัวเองเท่านั้น หรือเป็นไปได้ว่าอาจเคยโดนใครทำร้ายมาด้วยวิธีเดียวกันและพยายามใช้วิธีเดียวกันในการไถ่ถอนความเจ็บปวดให้ตัวเอง
  • ข่าวร้ายอีกอย่างคือ คนประเภทนี้จะไม่ค่อยรู้ขอบเขตในเรื่องสิทธิส่วนบุคคลซะด้วยสิ
  • เพราะฉะนั้น หากต้องการเอาชนะใจหรือแก้เผ็ด อุ๊ปส์! ^^ สิ่งที่พวกเค้ากลัวที่สุดคือ การไม่เป็นที่(น่า)สนใจ การไม่ใส่ใจ ถามมาตอบไปสั้นๆ หรือการทำเป็นไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งที่พวกเค้าพูดหรือแสดงออกแบบผิดๆแปลกๆ หรือแสดงให้พวกเค้ารับรู้ว่าเราไม่ต้องการมีพวกเค้าอยู่ใกล้ๆด้วยการไม่สื่อสารด้วยมากนัก พบปะให้น้อยลง แสดงความสนใจหรือใส่ใจพวกเค้าให้น้อยลง พวกเค้าจะรับรู้ได้ถึงความไม่เป็นคนสำคัญ ไม่น่าสนใจ ไม่ปลอดภัยและสูญเสียความมั่นใจอย่างมาก
  • ไม่มีใครที่สมควรได้รับการปฏิบัติแย่ๆจากคนเย่อหยิ่ง หลงตัวเอง หรือคนชอบเรียกร้องความสนใจ จำไว้เสมอว่าพวกเค้าไม่เคยชอบใครที่แตกต่างไปจากตัวเอง เพราะฉะนั้น 'ไม่ชอบก็ไม่จำเป็นต้องชอบ ไม่มีอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลง'  
  • ปล่อยให้พวกเค้าเริ่มมองเห็นหรือค้นพบเอาเองว่าเราก็ 'มีดี' เหมือนกันและจงภูมิใจในส่ิงท่ีตัวเราเป็นและมีอยู่  พฤติกรรมแย่ๆที่เคยปฏิบัติกับเราอาจจะเปลี่ยนไป(หรืออาจจะไม่) หรือพวกเค้่าอาจจะใช้ความพยายามมากขึ้นอีกเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่มันจะไม่มีผลต่อความรู้สึกเราอีกต่อไปเพราะเมื่อเราอยู่ห่างๆพวกเค้าไว้ เราก็จะค่อยๆรู้สึกเจ็บปวดกับพฤติกรรมของคนประเภทนี้น้อยลงไปเอง
คนประเภทนี้ ถ้าสามารถนึกถึงแต่ตัวเองให้น้อยลงบ้าง รู้จักแบ่งปันความสุขหรือยินดีกับความสุขของคนอื่นด้วยใจจริงบ้าง พวกเค้าอาจจะรู้สึกเติมเต็ม และมีความสุขกับสิ่งดีๆที่มีอยู่ในตัว โดยไม่ต้องพยายามสร้างภาพเพื่อปิดบังซ่อนเร้นความเจ็บปวดใดๆอีก แต่นี่แหละ คือ คนประเภทหนึ่งที่มีอยู่ในสังคมจริงๆ ไม่ว่าที่ไหนในโลก บางทีคนประเภทนี้อาจกำลังวนเวียนอยู่ในชีวิตเราโดยไม่รู้ตัวก็ได้ ลองสังเกตุดูดีๆ

รู้อย่างงี้แล้ว ฉั้นคงต้องพยายามเรียนรู้ที่จะรับมือกับความรู้สึกตัวเองแทน ไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในภาวะจิตตกอีกเป็นอันขาด

วันจันทร์, มกราคม 02, 2555

ชีวิตหลังแต่ง....

ฉั้นว่าสาวๆเกือบทุกคนคงเคยแอบมีความฝันถึงการแต่งงานอยู่บ้างนะ พวกภาพงานแต่งงานหรูๆ ชุดเจ้าสาวอู้ฟู่ที่สาวๆหลายคนคิดว่าตัวเองต้องสวยที่สุดในวันนั้นล่ะ ถือช่อบูเก้งามๆ เค้กแต่งงาน แขกเหรื่อ ภาพถ่าย ไม่ก็เข้าโบสถ์ กล่่าวคำสาบาน สวมแหวน แล้วก็จูจุ๊บกัน อะไรประมาณนั้น อ้อ..แล้วก็เจ้าบ่าว(หล่อๆ)ด้วย อย่าลืม! แต่งงานเสร็จ ก็ไปฮันนีมูนดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ จากนั้นก็มีลูกน้อยน่ารักเป็นสักขีพยาน แล้วหนังก็จบแบบ Happy ending! ฉั้นเอง แหม่..ไม่อยากโกหกตัวเองว่าไม่เคย มันก็มีแอบฝันอยู่บ้างเหมือนกัน แค่ไม่ได้จินตนาการอะไรที่เริ่ดหรู ว่างานต้องใหญ่โต ชุดเจ้าสาวต้องสวยเริ่ดที่สุดในชีวิต หรืออะไรที่มันอลังการดาวล้านดวง ของแบบนี้เอาแบบสมฐานะและตามความสะดวกจะดีกว่า งานแต่่งงานฉั้นก็เลยสนุก อบอุ่น น่ารัก และเรียบง่ายสมใจ แหม...แค่มีผู้ชายดีๆซักคนมาขอแต่งงาน พ่อแม่ก็ตื้นตันจนบอกไม่ถูก ส่วนฉั้นก็หัวใจพองโตจนยิ้มแก้วปริแล้วปริอีกอยู่ละ  

แต่ชีวิตหลังแต่งงานนี่สิ ไม่ค่อยมีหนังเรื่องไหน ทำให้เราได้รู้รสชาติของชีวิตหลังแต่งซักเท่าไร คนดูเลยดูแบบไม่ประติดประต่อว่าความเดิมตอนที่แล้วที่ happy ending นั่นอ่ะ มันยังไงต่อ คนก็เลยยังคงจินตการว่าชีวิตหลังแต่งงานมันก็ต้องสวยหรูเหมือนกัน จนกระทั่งเจอของจริงด้วยตัวเองนั่นแหละ ฉั้นเอง...ก็ไม่อยากโกหกอีกแหละ แม้ไม่เคยคิดยอมแพ้ต่ออุปสรรคแต่ก็ไม่เคยได้คิดเผื่อไว้ว่าชีวิตหลังแต่งงานแล้วจะต้องเจออะไรบ้าง ก็เลยฝันอยากให้มันเรียบง่ายและมีความสุขแบบ Happy ending ภาคต่อ...

แต่เอาเข้าจริง พอต้องโยกย้ายจากเมืองไทยมาอยู่ที่บราซิล ชีวิตหลังแต่งของจริงเลยบังเกิด บทบาทการเป็นภรรยา รสชาติมันเป็นอย่างงี้นี่เอง สัมผัสความโดดเดี่ยวเดียวดายของจริง อยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก ที่ที่ไม่สามารถสื่อสารกับใครได้ ที่ที่ไม่มีครอบครัว ไม่มีเพื่อน ไม่มีงาน และที่สำคัญไม่มีเงิน(เดือน)ที่หาได้ด้วยตัวเอง วันๆนั่งเฝ้ารอสามีเลิกงานกลับบ้าน รอเตรียมทำอาหารเย็น ดูแลบ้าน ดูแลเสื้อผ้าที่หลับที่นอน เสาร์อาทิตย์์ก็อยู่บ้าน ทำอาหารกินกันแล้วก็เก็บกวาดเช็ดถูเล็กน้อย (โชคดีที่ไม่ต้องทำงานบ้านเองนะ จ้างเค้าดีกว่า!) ว่างๆก็วางแผนเดินทางท่องเที่ยวกันบ้างค่อยยังชั่วหน่อย แต่...ไม่มีอีกแล้วปาร์ตี้คืนวันศุกร์กับเพื่อนฝูง(เพราะไม่มีเพื่อน!) ลืมไปได้เลย ความสนุกจนไม่ยอมปล่อยไมค์ให้ใครในห้องคาราโอเกะ และอารมณ์ความตื่นเต้นเวลาได้นัดเจอกันร้านเดิม เวลาเดิม แล้วก็ไปต่อที่เดิม ไม่มีอาการใจจดใจจ่อรอรับเงินเดือนในช่วงสิ้นเดือนอีกต่อไป... ช่วงแรกๆของการเริ่มต้นบทบาทใหม่ ตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัว เสมือนจะเตรียมตัวไปทำงานอยู่ทุกวัน แต่กลายเป็นเข้าครัวเตรียมอาหารเช้าให้สามี เสร็จก็เก็บที่หลับที่นอน แล้วก้อ....... ว่าง! เฮ้ย...นี่มันจริงไปรึป่าว ชักจะเริ่มเซ็งๆเหมือนกัน! พอเริ่มว่างมากๆเข้าก็เลยลองหางานทำ เปิดเว็บไซต์ Search หางานในเซาเปาโล, บราซิล ป๊าาาาด.... มีแต่ภาษาโปรตุเกส อ่านไม่ออก พูดก็พูดไม่เป็น แล้วใคร บริษัทไหนเค้าจะรับล่ะเนี่ย เรียนจบด้านภาษาอังกฤษ แต่ดันทำงานด้าน เทเลคอมฯ มาตลอดเกือบสิบปี อืมม...แล้วจะไปต่อยังไงดี! อยู่ไปซักพัก เหงาเน๊อะ เศร้าด้วย แต่ทำไงได้ เมื่อนามสกุลเปลี่ยน สถานภาพเปลี่ยน ทัศนคติก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตามไปด้วย เพราะชีวิตการแต่งงานมันกลายเป็นโลกของคนสองคนไปแล้ว ไม่ใช่แค่ของใครคนใดคนหนึ่ง ที่เราจะสามารถตัดสินใจเองได้ว่า เบื่อละ กลับบ้านไปหาแม่ดีกว่า หรือเหงาเน๊อะ บินกลับเมืองไทยไปหาเพื่อนดีกว่า หรือไม่อดทนละ เพราะวันนี้รู้สึกเศร้า เราไม่สามารถตัดสินใจโดยนึกถึงตัวเองเป็นหลักได้อีกต่อไป

ดังนั้น จากคนที่มีโลกส่วนตัวสูง บัดนี้..... 
อะไรที่เคยเป็น "ของฉั้น" และ "ของเธอ" ก็ต้องกลายเป็น "ของเรา" 
เงินที่เคยเป็น 'เงินฉั้น' และ 'เงินเธอ' ตอนนี้ก็มีแต่ 'เงินเรา'
ชีวิตที่เคยมีแต่ 'ครอบครัวฉั้น' และ 'ครอบครัวเธอ' ก็ต้องมองให้เห็นภาพ 'ครอบครัวเรา'
เมื่อก่อนเคยมี 'เพื่อนฉั้น' กะ 'เพื่อนเธอ' ตอนนี้ก็ 'เพื่อนเรา'
ความเห็นที่เคยเป็นของฉั้น และของเธอ ตอนนี้ก็ 'ความคิดเห็นของเรา'
โลกส่วนตัวของฉั้น และโลกส่วนตัวของเธอ ตอนนี้ก็ 'โลกของเรา'
แม้แต่ สรรพนาม ที่เคยเป็น 'ฉั้น' และ 'เธอ' ก็ต้องพูดให้ติดปากว่า 'เรา' 

จากที่ต่างคนต่างทำงาน ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น สามีทำงาน และภรรยาคอยเป็นกำลังใจ
จากเงินของตัวเอง ที่ใช้เท่าไรก็ใช้ไป บัดนี้ ก็ต้องเห็นใจคนหาเงิน และมองอนาคตไปด้วยกัน มองให้เห็นภาพอนาคตเป็นภาพเดียวกัน
ครอบครัวสามีที่เราไม่เคยใกล้ชิดมาก่อน ก็ต้องไปมาหาสู่ และเริ่มทำความรู้จักและทำความเข้าใจ
และแม้แต่ไม่เคยคิดอยากมีลูก เมื่อแต่งงานแล้ว ความคิดกลับเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ

ตอนนี้ล่ะที่มันเริ่มรู้รสชาติอย่างแท้จริง ฉั้นตระหนักแล้วว่า การแต่งงาน มันไม่ใช่เรื่องของงานเลี้ยงรื่นเริงที่ว่านั่น ไม่ใช่แค่ชุดเจ้าสาวอู้ฟู่ ไม่ใช่แค่ตัดเค้กและโยนช่อบูเก้ ไม่ใช่เรื่องของแขกเหรื่อที่มาเป็นสักขีพยาน ไม่ใช่แค่เสียงหัวเราะและรอยยิ้ม แต่มันคือ "งาน" คือ โลกใหม่ ชีวิตใหม่ บทบาทและหน้าที่รับผิดชอบใหม่ ต้องดูแลชีวิตและทรัพย์สิน สุขภาพ และความรู้สึกของคนที่เราตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ด้วย

โดยเฉพาะเมื่อภาษา วัฒนธรรม และสังคมของเราสองคนแตกต่างกันมาแต่กำเนิด ความโชคดีอยู่ตรงที่ ฉั้นเกิดเป็นคนไทยและเติบโตมากับสังคมและวัฒนธรรมแบบไทยๆ ที่สอนให้เราเป็นคนยิ้มแย้ม อ่อนน้อม เคารพนบนอบ ห่วงใย ใส่ใจ และมีน้ำใจคอยช่วยเหลือคนอื่น สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่มีวัฒนธรรมไทยคอยสอน การใช้ชีวิตคู่ที่นี่คงยากเย็นขึ้นอีกไม่ใช่น้อย เพราะครอบครัวสามี แตกต่างอย่างสิ้นเชิง การได้ถูกบ่มเพาะมาแบบนี้ถือได้ว่าช่วยชีวิตได้มาก เมื่อเราโยกย้ายกลับมาบ้านเกิดของแฟบแล้ว ฉั้นก็ต้องรับภาระหนักในการพยามเรียนรู้ให้เข้าใจถึงที่มาที่ไปในโลกของครอบครัวแบบบราซิลเลี่ยนแท้ๆ ว่าเค้ามีความเป็นมาอย่างไร เติบโตมายังไง ได้รับการดูแลมาแบบไหน สัมพันธภาพกับสมาชิกในครอบครัวเป็นยัังไงมาก่อน เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยรับรู้ชัดเจนจนกระทั่งได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง เมื่อเรียนรู้แล้ว สิ่งสำคัญคือ ทำยังไงเราจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างพื้นที่ส่วนตัวของเรากับครอบครัวของเค้าให้ลงตัวได้ มันจึงไม่ง่ายเลย ที่ช่วงแรกๆทุกคนต่างต้องพยามทำกิจกรรมหลายๆอย่างร่วมกัน โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกอึดอัดบ้าง เพราะก็เรื่องภาษาอีกแหละ ในขณะที่พวกเค้าก็พูดคุยกันไป...เราก็นั่งเหวอ ฟังไม่ออกอยู่คนเดียว และเป็นธรรมดามากที่คนบราซิลเลี่ยนจะขี้เกียจพูดภาษาอังกฤษทั้งที่บางคนก็พูดได้ สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวอาจมีการแสดงออกต่อเราไม่เหมือนกัน บางครั้งก็เดาทางออก แต่กับบางคนก็เดาความหมายลำบาก ไม่ง่ายเลยที่ต้องรับมือกับทุกคนให้ได้อย่างไม่ตื่นตูม แต่เพื่อป้องกันปัญหา In-Law War ที่ได้ยินคำเล่าลือมาต่างๆนานาในซีกโลกฝั่งนี้ (ฟังดูแล้วน่ากลัว) ฉั้นก็ได้แต่พยามทำทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด หรือเรียกว่า เนียนๆไปนั่นแหละ

บางครั้งถึงขั้นถามตัวเองอยู่บ่อยๆว่า
จำเป็นมั้ย ที่ต้องเข้ากับครอบครัวสามีให้ได้ และจะต้องเข้ากันได้ถึงระดับไหน?
จำเป็นมั้ย ที่เราต้องดูแลครอบครัวสามีด้วยตามหน้าที่ของภรรยา? เช่น ต้องไปเดินหาซื้อของขวัญวันเกิด ให้พ่อแม่ พี่น้อง และหลานๆ และต้องร่วมงานวันเกิด ไหนจะงานสังสรรค์ของครอบครัวอีก เช่น วันคริสมาสต์(ทั้งที่เป็นคนพุทธแต่กำเนิด)แต่ก็ต้องไปช่วยกันเดินซื้อหาของขวัญให้แต่ละคนทั้งที่ฉั้นเองก็ไม่ค่อยจะรู้จักมักจี่ ไหนจะวันปีใหม่ วันเกิดเราสองคน(ที่ดันเกิดใกล้กัน) หรือแม้กระทั่งวันเกิดอยากจะกินอีกต่างหาก! จะว่าไปแล้วมันก็น่ารักดีนะ เพียงแต่มันค่อนข้างจะขัดกับความรู้สึกฉั้นอยู่ซักหน่อย เพราะอาจเป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่นี่หรือวัฒนธรรมภายในครอบครัวก็ไม่รู้ ที่พวกเค้าไม่ค่อยสนิทใจในการพูดคุยหรือเปิดเผยเรื่องส่วนตัวให้กันและกันฟัง ต่างคนก็ต่างอยู่ เมื่อต้องมารวมตัวกันมันเลยดูเหมือนทำไปตามมารยาทซะมากกว่า
ยังไม่หมด และไหนเพื่อนเค้า หัวหน้าเค้า หรือเพื่อนร่วมงานของเค้าอีก จำเป็นมั้ยที่เราต้องเข้าไปมีบทบาท?

คำถามเหล่านี้มาถึงตอนนี้ แม้จะไม่เคยฝันหวานกับการแต่งงานว่าต้องโรยด้วยกลีบกุหลาบ ก็ยังอุตส่าห์มีหลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งและอดทน โชคดีที่ภูมิคุ้มกันที่มีในตัวอยู่ในขั้นดีใช้ได้ หลังจากใช้เวลามา 1 ปีเต็ม เราทุกคนก็ต่างรู้จักกันมากขึ้นอีกระดับ และฉั้นก็เรียนรู้และเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตัวเองมากขึ้นด้วย สิ่งสำคัญ มันอยู่ที่ตัวเรานี่แหละ ถามตัวเองบ่อยๆว่าเรายังมีความสุขอยู่มั้ย แล้วก็ปฏิบัติตัวต่อทุกคนแบบที่เราอยากให้เค้าปฏิบัติต่อเรา สื่อสารกับสามีให้เข้าใจถึงขอบเขตและข้อจำกัดของเรา ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง การอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ต้องเห็นใจ เข้าใจ และเป็นกำลังใจให้กันและกัน เค้าปรับบ้างเราปรับบ้าง ผลัดกันไป ต่างต้องเข้าใจว่า เมื่อแต่งงานแล้วชีวิตคู่ของเราต้องมาเป็นอันดับหนึ่งไม่ว่าความเป็นมาในครอบครัวเค้าและเราจะเป็นอย่างไรมาก่อน ความเคารพรักและการให้เกียรติ ต้องแสดงออกให้ทุกคนเห็นอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา

แม้นี่จะไม่ใช่ Happy ending ภาคต่อ แต่ชีวิตก็งี้แหละ ยังคงมีอีกหลายภาค ก็ต้องค่อยๆเรียนรู้กันไป อย่างอดทนและเข้าใจ เดี๋ยวความสุขก็ตามมาเอง....

วันอังคาร, ธันวาคม 27, 2554

ถกเถียงกัน ของขวัญให้ครู

สองสามวันมานี้ได้ถกเถียงกับคนเป็นพ่อแม่บางคนเรื่องการให้ของขวัญคุณครู ว่ามันถือเป็น 'สินบน' หรือ 'สินน้ำใจ' และควรให้หรือไม่ควรให้ บางคนบอกว่ามันเหมือนกับหน้าที่ของพนง.ขายที่ต้องนำของขวัญไปมอบให้ลูกค้าทุกสินปีนั่นแหละ ฉั้นบอกว่ามันไม่เหมือน เพราะลูกค้าให้เงินเดือนเราด้วยการซื้อของของบริษัทเรา บริษัทต้องตอบแทนบ้างไรบ้างเป็นหน้าที่ แต่เค้าบอกว่าการให้ของขวัญคุณครูก็เป็นหน้าที่พ่อแม่ต้องตอบแทนเพราะหวังให้ดูแลลูกเล็กๆของเราให้ดี ถือเป็นวิธีเดียวกันไม่ว่าจะเรียกมันว่าอะไร แต่ฉั้นไม่เห็นด้วยและมองว่า มันเป็นคนละภาระหน้าที่ การเป็นพ่อแม่ควรสามารถพิจารณาได้ว่า ควรให้หรือไม่ควรให้ เพราะฉั้นเชื่อว่า สำหรับพ่อแม่ที่ต้องจ่ายค่าเทอมให้โรงเรียน ก็ต้องหวังอยากให้้คุณครูทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี และคุณครูที่ดีก็ควรทำหน้าที่โดยไม่หวังผลตอบแทน หากครูทำหน้าที่ได้ดีการขอบคุณด้วยของขวัญเล็กๆน้อยๆในวันครูก็ดูเหมาะสม แต่ไม่ใช่การให้เพื่อจ้างวานเป็นพิเศษและให้ในเทศกาลพิเศษและในรูปแบบและปริมาณที่แตกต่างกันไป

ฉั้นไม่ได้เติบโตมากับสังคมแบบที่พ่อแม่ต้องไปจ่ายค่าอานิจสินจ้างอะไรเป็น 'สินบน' เพื่อให้ลูกๆได้รับการดูแลเป็นพิเศษ การถกเถียงกันเรื่องนี้มันเลยกัดกร่อนหัวใจฉั้นมาก เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่า ค่านิยมการให้และรับ 'สินบน' และ 'สินน้ำใจ' นั้น เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ไปแล้วสำหรับพ่อแม่บางคน แถมหลายคนมองว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน จะให้แบบ สินน้ำใจ ตามสมควร ตามกำลัง หรือจะให้แบบ สินบน แล้วบอกว่านั่นคือ สินน้ำใจ ก็ไม่แปลก ซึ่งแบบหลังนี้น่ากลัวเพราะมันทำให้ครูเสียนิสัย ที่สำคัญโรงเรียนที่ดีควรเปิดโอกาสให้ครูแบมือรับสินบนหรือสินน้ำใจหรือไม่ เราจะมั่นใจได้ยังไงว่าคุณครูที่รับสินน้ำใจจากเราและก็รับสินบนจากคนอื่นจะดูแลเด็กๆอย่างเสมอภาค ทุกคนต่างก็จ่ายและจ่าย ให้และให้ จนทุกคนตกอยู่ในสภาพการแข่งขันแบบไม่เต็มใจโดยมี "ลูกๆ" เป็นข้อต่อรองอยู่ในกำมือครู ความกลัวและกังวลว่าลูกจะไม่ได้รับการดูแลจึงต้องหอบหิ้วของขวัญไปกำนัลคุณครูเพื่ออย่างน้อยให้พ่อแม่รู้้สึกโล่งใจขึ้นหนึ่งเปราะ เด็กๆไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยหรอกแต่ต้องเติบโตมาในสังคมที่พ่อแม่นี่แหละสร้างค่านิยมคอร์รัปชั่นขึ้นตั้งแต่ในโรงเรียนที่ส่งลูกหลานไปเรียนแล้วโดยมีครูบาอาจารย์เป็นผู้รู้เห็นเป็นใจ 

ฉั้นไม่ได้เป็นคนใจร้ายใจดำ หรือแล้งน้ำใจอะไร แต่ถ้าเราแยกแยะในเรื่องศิลธรรมและการทำหน้าที่ของตัวเองได้ออก มีกฏระเบียบรองรับชัดเจน คนเข้าใจและเคารพในกฏนั้น ทุกคนจะทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่หวังผลตอบแทนและทุกคนได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม เหมือนในประเทศนิวซีแลนด์ที่ ตำรวจไม่รับเงิน พนักงานสถานทูตไม่รับของขวัญ คนเคารพกฏหมายและกฏระเบียบสังคม ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองตามเงินเดือนที่ตัวเองได้รับ และรับผิดชอบสังคมด้วยการจ่ายภาษีในอัตราเท่ากัน ไม่มีการคอร์รัปชั่นเกลื่อนเมือง แถมยังมีคุณภาพชีวิตที่ดี 

ไม่แปลกใจเลยที่สถิติของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์ปัญหาคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ที่จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ปี 2552 จาก 178 ประเทศ ประเทศไทยจึงรั้งท้าย ตกอยู่อันดับที่ 78 ที่ถือว่าเป็นประเทศที่มีความโปร่งใสน้อยมาก

ประเทศที่มีความโปร่งใสมากที่สุด คือ
1.  เดนมาร์ก นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ เป็นกลุ่มประเทศที่ครองตำแหน่งที่หนึ่งร่วมกัน รวม 9.3 คะแนน 
4.  ฟินแลนด์ และสวีเดน 9.2 คะแนน 
6.  แคนาดา 8.9 
7.  เนเธอร์แลนด์ 8.8 คะแนน 
8.  ออสเตรเลีย และสวิสเซอร์แลนด์ 8.7 คะแนน 
10.  นอร์เวย์ 8.6 คะแนน
................
................
ประเทศไทย คะแนน 3.5 อยู่อันดับที่ 78
ปี 2552 ประเทศไทยอยู่อันดับ 84 คะแนน  3.4

เอ...แล้วอย่างงี้คนไทยมีความสุขกันมากน้อยแค่ไหน ฉั้นอยากรู้จัง?

ปี 2551-2552 สถิติพบกว่าคนไทยมีสุขภาพจิตอยู่ในระดับปกติเหมือนคนทั่วไป (27-34 คะแนน) และยังพบว่ามีคะแนนสุขภาพจิตที่จัดว่าอยู่ในระดับดี (มากกว่า 34 คะแนน) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 27.7 ในปี 2551 เป็นร้อยละ 37.7 ในปี 2552 แสดงว่าคนไทยมีความสามารถในการปรับตัวเป็นเลิศ รับได้กับทุกสถานการณ์ ทั้งเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม โอ้วว....คนไทยชนะเลิศ แต่หากพิจารณาคะแนนสุขภาพจิตของผู้ที่อยู่ในเขตเมืองแม้อยู่ในระดับปกติแต่ลดลงจาก 32.6 คะแนน ในปี 2551 เหลือ 31.7 คะแนน ในปี 2552 ซึ่งอาจเนื่องมาจากปัญหาต่างๆ และสถานการณ์บ้านเมืองที่ตึงเครียด จึงทำให้คะแนนสุขภาพจิตของคนในเขตเมืองลดลงเล็กน้อย นี่คงหมายความว่าแม้คนไทยโดยรวมจะสามารถปรับตัวไปตามสังคมโดยไม่ยึดติดอะไรใดๆได้เก่งแล้ว แต่คนในสังคมเมืองก็ยังตึงเครียดอยู่มากเหมือนกัน (แหล่งข้อมูล: มองไทย...หลังวิกฤตเศรษฐกิจ)

แต่สิ่งที่ไม่น่าดีใจเลยก็คือ คนไทยมีหนี้สินเพิ่มขึ้นเยอะมากด้วย ปี 2552 คนไทยมีหนี้มากขึ้นถึง 60.9% 
เพราะคนไทยมีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่
- ค่าอาหารและเครื่องดื่ม 34.2% (ซึ่งในจำนวนนี้มีค่าเครื่องดื่มที่เป็นแอลกอฮอล์ร้อยละ 1.4) 
- ค่าที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ภายในบ้าน 20.1%
- ใช้เกี่ยวกับการเดินทางและยานพาหนะ 17.7%
- ใช้ส่วนบุคคล/เครื่องนุ่งห่ม/รองเท้า 5.4% 
- ใช้ในการสื่อสาร 3.1%
- ใช้ในการบันเทิง/การจัดงานพิธีและในการศึกษา 2.3%-2.1%
- ค่าเวชภัณฑ์/ค่ารักษาพยาบาล 1.9%
- กิจกรรมทางศาสนา 1.1%
แต่ที่สูงจนอึ้งก็คือ 12.1% - เป็นค่าภาษีของขวัญ เบี้ยประกันภัย ซื้อสลากกินแบ่ง/หวย ดอกเบี้ย และหนี้สินเกิดจากซื้อบ้าน/ที่ดิน

จริงๆฉั้นก็ไม่รู้หรอกว่า ตกลงเราควรตอบแทนคุณครูด้วยอะไรดี รู้แต่ว่าคุณครูที่ดีจริงๆอาจดูแลเด็กๆด้วยใจ บางทีเค้าอาจไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทนก็เป็นได้ แค่พานพุ่มและกราบงามๆตามธรรมเนียม หรือของขวัญเล็กๆน้อยๆก็คงปลาบปลื้มแล้ว อยากให้คนเป็นพ่อแม่สามารถพิจารณาให้ลูกได้ว่าการให้ในลักษณะไหนคือการขอบคุณ และลักษณะไหนคือการจ้างวานเป็นกรณีพิเศษ

สุดท้ายไม่ว่าการตอบแทนและการให้จะเกิดจากใจ การแข่งขัน หรือความกลัวก็ตาม ฉั้นว่าการที่ไม่มีกฏระเบียบกำหนดชัดเจนในการรับและการให้ในลักษณะนี้ มันก็จะต้องขึ้นอยู่กับ วิจารณญาณและสามัญสำนึก แต่ธรรมชาติของคนไทยก็มักทำอะไรเพื่อให้ตัวเองสบายใจเป็นหลักก่อน แถมสิ่งที่แปลกอยู่อีกอย่างก็คือ สิ่งที่คนเกลียดและกลัวมากที่สุด ก็คือไอ้คำว่ากฏระเบียบนี่แหละ ไม่รู้ทำไม!! 

วันอังคาร, ธันวาคม 06, 2554

สุขสันต์วันพ่อ

ฉั้นเกิดและเติบโตมาในครอบครัวเล็กๆ ที่ไม่ได้มีกฏระเบียบอะไรในครอบครัวมากมาย มีพี่น้อง 4 คนที่รักกันเหมือนเพื่อนแท้ พูดคุยกันได้ทุกเรื่อง เติบโตมาด้วยกัน แม้้จะทะเลาะกันบ้างตามประสาเด็ก เวลานึกย้อนกลับไปในช่วงวัยเด็ก จำได้แม่นยำในความเชื่อที่ว่า 'พ่อดุมาก' และ 'แม่ใจดีสุดๆ' ความต่างกันคนละขั้วของเค้าทั้งคู่ทำให้ฉ้ันเห็นเค้าสองคนทะเลาะกันเป็นประจำ ความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับดีกรีสัญชาตญานของการปกป้องลูกของแม่ เพราะแม่เชื่อว่าการสั่งสอนลูกมากๆลูกจะเสียใจหรืออาจกระทบกระเทือนจิตใจลูกๆได้ เพราะพ่อเป็นคนเสียงแข็ง ดุ และเจ้าระเบียบ หลายครั้งฉั้นจึงตกอยู่ท่ามกลางศึกระหว่างเค้าทั้งคู่ โดยไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วใครผิดใครถูก แต่ทุกครั้งหลังเสร็จศึกสงคราม แม่ก็จะมานั่งปรับทุกข์กับฉั้นหรือลูกคนอื่นๆอยู่เสมอ พร่ำบ่นน้อยใจต่างๆนานา ทำให้รู้สึกสงสารแม่จับใจ และเพราะความเป็นเด็ก ทำให้ไม่สามารถแยกแยะถูกผิดได้ จึงตัดสินว่า พ่อใจร้าย เกือบทุกกรณีไป

พ่อเป็นคนเดียวที่ทำหน้าที่หาเงินจุนเจือครอบครัว เห็นพ่อตื่นตั้งแต่เช้าตรู่โดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุก ทำงานทุกวันเกือบไม่เว้นวันหยุด เห็นพ่อทำงานอย่างไม่เคยขาด ลา มาสาย พ่อชอบคุยเรื่องการเมือง เรื่องข่าวสารบ้านเมืองมาก จึงมีพี่สาวคนโตของฉั้นเป็นคู่สนทนาตัวยง ส่วนฉั้นนะเหรอ...เด็กประถมถึงมัธยม(ต้น)จะไปคุยเรื่องพวกนั้นรู้เรื่องได้ยังไงกัน เมื่อคุยไม่เป็นก็เลยไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกับพ่อดี เป็นสาเหตุให้การสื่อสารระหว่างพ่อกับฉั้นน้อยลงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม่ฉั้นเป็นแม่บ้าน อยู่บ้านเลี้ยงลูก จึงมีเวลาให้ฉั้นเต็มๆ ซึ่งก็ได้เปรียบพ่อไปหลายขุม การมีแม่ที่เป็นผูู้ฟังที่ดี รับฟังเราได้ทุกเรื่อง เป็นที่ปรึกษาและพูดคุยที่ดีที่สุดในโลก การได้นอนหนุนตักหนาๆนุ่มๆของแม่และพูดคุยกับแม่จึงเป็นเวลาที่อบอุ่นเหนือสิ่งอื่นใด ต่างจากเวลาที่พ่อกลับจากงาน พ่อมักจะเหนื่อยล้าและอารมณ์ขุ่นเคือง เวลาเห็นบ้านรกพ่อก็บ่น บางวันไม่มีอาหารเย็นเตรียมไว้พ่อก็โมโห และเริ่มศึกกับแม่ทุกทีไป จึงเป็นหน้าที่ของฉั้นโดยไม่รู้ตัว ที่ต้องเหยียบหลัง นวดไหล่ ด้วยสองมือสองเท้าเล็กๆ เพื่อผ่อนคลายความเหนื่อย เมื่อยล้าให้พ่อ บางวันก็นั่งขัดรองเท้าให้พ่อจนเงาวับ แม้จะแอบเบื่อหน่ายอยู่เล็กๆ แต่มานั่งนึกตอนนี้ ...​ นอกเหนือจากการเป็นเด็กดี ไม่ดื้อรั้นแล้ว ไม่เคยรู้ตัวเลยว่านั่นแหละเกือบจะเป็นสิ่งเดียวที่ฉั้นได้มีโอกาสทำเพื่อพ่อ 

พ่อชอบพาพวกเราไปวัด เราเข้าวัดกันตั้งแต่เด็กๆ ถึงแม้ภาพที่พ่อกับแม่ทะเลาะกันจะฝังอยู่ในความทรงจำของฉั้นตลอดมาจนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แต่คำสอนของพ่อ ฉั้นก็ยังจำได้ขึ้นใจ  พ่อสอนให้ตั้งใจเรียน ให้ใช้เงินอย่างประหยัด ให้ดูแลบ้านช่องให้สะอาด ให้กินอาหารที่มีประโยชน์ ฯลฯ พ่ออยากให้พวกเราเป็นเด็กดี เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ตอนนี้ฉั้นเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ผ่านเรื่องราวทั้งร้ายทั้งดีมานักต่อนัก อ่อนแอจนเข็มแข็ง อ่อนล้าจนแข็งแกร่ง ผ่านการให้อภัยตัวเองและคนอื่นในหลายๆแง่มุมในอดีต สามารถดำเนินชีวิตอย่างเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ส่วนหนึ่งมาจากคำสอนของพ่อที่ก้องกังวาลอยู่เสมอ และความอบอุ่นและการรับฟังของแม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดในโลก 

วันนี้ไม่สำคัญหรอกว่าพวกเค้าทั้งคู่จะต่อสู้กันมาหนักหนาสาหัสขนาดไหน ไม่สำคัญว่าเค้าจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันหรือไม่ สำคัญที่สุดคือ ฉั้นเข้าใจและรับรู้ถึงความรักของพวกเค้า ที่ไม่มีคำว่าลำเอียง ไม่มีคำว่าไม่เท่าเทียม และไม่มีสิ่งใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว

แม้เราไม่เคยบอกรักกันด้วยคำพูดเลย และแม้รู้ว่าพ่อคงไม่ได้เข้ามาอ่าน แต่ฉั้นก็อยากบอกเค้าว่า
รักพ่อและแม่มากที่สุด ขอบคุณความรักของทั้งคู่ที่มีให้เราเสมอมา
สุขสันต์วันพ่อค่ะ  


วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 17, 2554

Culture Shock เมื่อออกนอกกะลา

คนไทยถูกสอนให้ไม่ตัดสินคนจากภายนอก
คนต่างชาติมองคนที่ภาพลักษณ์์ภายนอกเป็นอันดับแรก
คนต่างชาติส่วนใหญ่เชื่อและตัดสินคนจากภาพแรกที่เห็น ส่วนใหญ่จะตัดสินว่ามีหรือจนไว้ก่อน หลายๆคนมีความเชื่อว่าถ้าภาพลักษณ์ภายนอกดูไม่ดี ก็ไม่มีใครอยากจะรู้จักถึงเบื้องลึกของจิตใจ หลายคนจึงทำงานหนักกับตัวเอง ใส่ใจตัวเองมากๆ ไม่ยอมแก่ ไม่ยอมเหี่ยว ศัลยกรรมเลยเป็นที่นิยมมาก
ในขณะที่คนไทยก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ ดูดีแบบธรรมชาติ สวยก็สวยแบบธรรมชาติไปเลย เพราะเชื่อว่าต้องรู้จักให้ลึกถึงจิตใจถึงจะตัดสินได้ว่าเป็นคนจิตใจดีรึป่าว ก็ดีนะ ทุกคนเลยต้องฝึกให้สวยมาจากภายในจิตใจ

การทำร้ายผู้อื่น ทั้งทางร่างกาย วาจา และใจ ถือเป็นความผิดที่แจ้งตำรวจจับได้นะ โดยเฉพาะกับเด็ก
ถ้าโดนตี โดนทำร้ายร่างกาย แม้จะโดยพ่อแม่ พ่อแม่ก็โดนจับได้
คนไทยหลายคนยังเติบโตมาครอบครัวหรือโรงเรียนที่ทำโทษด้วยการตี สามีภรรยาหลายคู่ยังตบตีกันเป็นว่าเล่น และตำรวจยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากมายนักอยู่เลย

คนไทยนิยมตั้งคำถามที่เกี่ยวโยงเข้ากับเรื่องส่วนตัวเพื่อแสดงมารยาทและให้ความสนิทสนม
คนต่างชาตินิยมตั้งคำถามแบบข้อมูลเพื่อเลี่ยงการเกี่ยวโยงกับเรื่องส่วนตัวเพราะถือว่าผิดมารยาท 
คนไทยถามเรื่องส่วนตัวกันหน้าตาเฉยจนบางครั้งคนตอบลำบากใจ แต่ถ้าถามแล้วไม่ตอบกลับกลายเป็นคนตอบผิดมารยาท แต่สำหรับฝรั่งถ้าคนถามถามคำถามเกี่ยวโยงกับเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องที่คนตอบไม่อยากตอบ ถือว่าคนถามผิดมารยาท ก็แค่บอกให้รู้ไปเลยว่า 'None of your business!' หรืออย่างรักษาน้ำใจก็ 'I don't feel comfortable to talk about this.' เป็นอันว่าจบบทสนทนา 

คนไทยติดกับสังคมแบบพึ่งพาอาศัยกัน
คนต่างชาติอยู่ในวัฒนธรรมของการพึ่งพาตนเอง
ไม่แปลกที่จะเห็นคนไทยบางคนไว้ใจคนอื่นได้ทั้งที่ไม่ใช่แม้แต่คนรู้จัก เกรงใจคนอื่นทั้งที่ไม่ใช่แม้แต่คนในครอบครัว ยอมมองข้ามบางสิ่งบางอย่างแล้วให้อภัยทั้งที่ไม่ใช่แม้แต่เพื่อน เพราะนั่นคือสังคมไทยที่พยามมีข้อแม้กับชีวิตให้น้อยๆ มีไลฟ์สไตล์แบบเรียบง่าย เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้สบายๆ แบบที่ฝรั่งไม่นิยมและทำไม่เป็นซะด้วยซ้ำ
ฝรั่งที่มองการณ์ไกลจะทำงานหนักและเริ่มเก็บเงินตั้้งแต่เนิ่นๆเพื่อไว้ใช้ในวัยเกษียณโดยไม่พึ่งพาใครแม้แต่ลูกหลาน

คนไทยมีความคิดเห็นที่ค่อนข้างขึ้นอยู่กับคนหมู่มาก 
คนต่างชาติมีความคิดเห็นที่เป็นของตัวเอง
คนไทยมักยอมมีความคิดเห็นคล้อยตามคนหมู่มากได้ในหลายๆการตัดสินใจ อาจเพราะไม่มั่นใจความคิดตัวเองว่าถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี อายที่ต้องแสดงความคิดเห็นที่เป็นของตัวเอง กลัวที่จะแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง เผลอๆบางที...ไม่มีความคิดเห็นเลยซะด้วยซ้ำ เพราะถูกปลูกฝังมาให้สงบปากสงบคำ เกรงใจผู้อื่น ไม่พูดสอดแทรกผู้ใหญ่ ฯลฯ ในขณะที่พวกฝรั่งจะอายมากถ้าไม่มีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง หรือไม่ได้พูดสอดแทรกเพื่อแสดงการโต้แย้ง หรือ แม้แต่การคล้อยตามความคิดเห็นคนอื่นไปแบบง่ายๆ ก็เป็นเรื่องน่าแปลกได้เหมือนกัน

คนไทยหลายคนแสดงออกคล้ายกับเป็นเด็กอายุ 18 ตลอดเวลา
คนต่างชาติส่วนใหญ่เมื่ออายุครบ 18 เค้าเชื่อว่าพวกเค้าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว
พวกเค้าจะพยามตัดสินใจด้วยตัวเอง พยามแสดงออกทางความคิดและท่าทาง การพูดจา รวมทั้งการแต่งตัว เพื่อให้สมกับอายุ (Age approriate) และเมื่อคิดว่าดูแลตัวเองได้แล้ว เค้าจะย้ายออกไปอยู่ลำพัง จะไม่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ เพราะต้องการเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง (ผิดบ้างพลาดบ้างก็มีเยอะ) ส่วนพ่อแม่เองส่วนใหญ่ก็อึดอัดที่ลูกบางคนไม่ยอมออกไปอยู่ข้างนอก ไปดูแลตัวเองกันซักที ฝรั่งหลายๆคนจึงดูแก่กว่าอายุจริงไปหลายช่วงตัว ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเทียบกับคนไทย ฝรั่งหลายคนถึงกับอึ้งว่า ทำไมคนไทยดูเด็กจัง ทั้งหน้าตา บุคลิก ท่าทาง ก็พ่อแม่คนไทยยังนิยมบอกว่าลูกๆของตัวเอง 'ยังเด็กอยู่' เสมอ ต้องอยู่ในกรอบ ในกฏ ในระเบียบ คนไทยก็เลยดูเป็นเด็กตลอดกาล

คนไทยให้ความสำคัญเรื่อง อายุ
ฝรั่งไม่สนใจใครอายุเท่าไร ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียม
เป็นธรรมดามากที่เห็นพ่อแม่ลูกคุยกันราวกับเป็นเพื่อน ไม่มีคำสอนชัดเจนเรื่องการต้องตอบแทนบุญคุณ พี่น้องไม่ค่อยสนว่าใครเกิดก่อนเกิดหลัง ครูกะลูกศิษย์ยังเล่นหัวกันได้ หรือแม้แต่คนชราก็ต้องดูแลตัวเองกันไป ใครอยากพูดอะไรตอนไหนก็พูด อาการ 'เถียงหัวชนฝา' มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ แถมบางทีพวกเค้าตะโกนใส่หน้ากันซะงั้น แล้วบอกว่านี่ล่ะคือวิธีสื่อสารกันของพวกเค้า เอิ๊กกก ช๊อค!! คำถามเรื่องอายุ สำหรับฝรั่งเลยกลายเป็นเรื่องผิดมารยาท
ไม่เหมือนคนไทยที่ต้องไหว้อย่างอ่อนน้อม เรียกพี่ เรียกน้องให้รู้ใครเด็กใครผู้ใหญ่ โดนตำหนิติเตียนเป็นเรื่องใหญ่ถ้าไม่มีสัมมาคารวะ นั่งค้ำหัวผู้ใหญ่ ใครไม่ลุกให้คนแก่นั่งบนรถเมล์ถือว่าใจดำ ฯลฯ

คนไทยจึงอยู่ในสังคมที่คนส่วนใหญ่ให้ความเคารพยำเกรงกัน
ส่วนคนต่างชาติส่วนใหญ่ชอบเรียกร้องอยากให้คนอื่นให้ความเคารพยำเกรง ทั้งที่ตัวเองทำไม่เป็น!

โรงเรียนยันมหา'ลัย เด็กไทยใส่ยูนิฟอร์ม ห้ามสำอางค์ ห้ามแต่งหน้า ห้ามไว้เล็บ ห้ามปล่อยผม ฯลฯ
โรงเรียนฝรั่งไม่มียูนิฟอร์ม เด็กแข่งกันแต่งตัว แต่งหน้า ทาปาก แข่งกันสวย แข่งกันมีแฟนตั้งแต่อายุ 14
ในโรงเรียนฝรั่งขึ้นชื่อเรื่องเด็กอันธพาล หรือ Bully ที่มีนิสัยชอบ ล้อเลียนและกลั่นแกล้ง คนที่อ่อนแอกว่า เด็กผู้ชายอาจต่อยตีไปตามประสา แต่เด็กผู้หญิงจะโจมตีกันด้านรูปร่างหน้าตาให้ได้เจ็บช้ำน้ำใจ เช่น ล้อว่าอ้วน ขี้เหล่ จมูกใหญ่ ฟันเหยิน น่าเกลียด ต่างๆนานา จริงบ้างไม่จริงบ้าง ใครที่โดนล้อจะกลายเป็นคนที่ไม่เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ เด็กบางคนทนแรงกดดันไม่ไหว ก็ต้องไปเรียนที่บ้านแบบ Home School แทน น่าสงสารเน๊อะ แค่อ้วนก็ผิดด้วย เครียดแต่เด็กเลย!

คนไทยชื่นชอบการผูกมิตรไมตรี
ฝรั่งใช้ชีวิตอยู่กับการแข่งขัน
เห็นฝรั่งแข่งขันกันได้แข่งขันกันดี ไม่ว่าเรื่องเรียน เรื่องรัก เรื่องกีฬา เรื่องธุรกิจ เรื่องอาหารการกิน เรื่องความสวยความงาม เรื่องความสามารถพิเศษ เรื่องการประสบความสำเร็จ ฯลฯ เหมือนการแข่งขันซึมลึกอยู่ในสายเลือด จะเห็นเกมโชว์และเรียลลิตี้มากมายหลายรายการที่ทำเงินได้มหาศาล ด้วยกันนำคนมาแข่งกันทำเรื่องไร้สาระให้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นขึ้นมาได้ เช่น หาคู่เดทแข่งกัน แข่งกันเอาชนะใจผู้ชายคนเดียว หรือแข่งอยู่ร่วมกันในบ้านหลังหนึ่งโดยไม่ให้ถูกโหวตออก เป็นต้น ผู้คนส่วนใหญ่ต่างตกอยู่ในสังคมที่ต้องพิสูจน์ว่า ดีกว่า เหนือกว่า เป็นที่มาของคำว่า 'Ego' ที่หลายๆคนไม่ยอมก้มหัวให้ใครก็เพราะคำๆนี้
การอยู่เมืองนอก รอยยิ้มพิมพ์ใจ จึงไม่ส่งผลดีได้ในหลายๆโอกาส
ผิดกับคนไทยที่ยอมๆหยวนๆกันได้ตลอดเวลา หากต้องแข่งขันกับใครจะรู้สึกกระสับกระส่าย ไม่มีความสุข บางคนประหม่า กลัวจนขนลุกขนพองก็มี มันไม่ชินอ่ะ รู้สึกกดดัน(ตัวเอง)


อาหารไทยเราจะไม่ยึดติดกับมารยาทและลำดับการเสิร์ฟมากมาย
เมนูไหนเสร็จก่อนเสิร์ฟก่อนก็ได้ ยิ่งปาร์ตี้สไตล์ชาวบ้าน ปูเสื่อนั่งเปิบกับพื้น หยิบกิน จิ้มกิน หนุกหนาน
 แต่อาหารฝรั่ง จะให้ความสำคัญกับเรื่องการเสิร์ฟตามลำดับก่อนหลัง
อาหารว่าง อาหารคาว อาหารหวาน โดยเฉพาะตามร้านอาหารดีๆ แถมอุปกรณ์ในการรับประทานก็ไม่ควรสับสน ฝรั่งเข้าร้านอาหารอิตาเลี่ยนในเมืองไทยที่เสริ์ฟโดยคนไทย เห็นคนไทยเสิร์ฟสลัดพร้อมพาสต้า ถึงกับงง! แถมบางร้านไม่รู้มารยาทการเสิร์ฟไวน์ด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าอาย(แต่เราก็ไม่อาย อิ๊ อิ๊!)

เมืองไทยมีอาหารขายตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งข้างทาง ต้นซอย ยันท้ายซอย และเซเว่นอีเลเว่น
เมืองนอก ไม่มีอาหารขายข้างทาง มีแต่ในร้านอาหาร ร้านเบเกอร์รี่ ห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านรวงส่วนใหญ่ปิดกันตั้งแต่หกโมงเย็น แถมวันอาทิตย์ก็ปิดอีก พวกร้านที่เปิดขายตลอด 24 ชั่วโมงจะหายากมาก
การทานอาหารนอกบ้านก็แพงมากด้วย คนอยู่เมืองนอกจึงต้องฝึกทำอาหารกินเองไปโดยปริยาย
ไม่เหมือนเมืองไทย และอาหารไทยอะไรก็อร่อยไปหมด คนไทยเลยกินได้ตลอดเวลา จนมีสุขลักษณะและนิสัยกินที่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องสุขภาพซักเท่าไร ก็มันอร่อยนี่!

อาหาร เช้า กลางวัน เย็น ของคนไทยเหมือนกัน คือ จะกินอะไรตอนไหนก็ได้
กินข้าวเหนียวหมูปิ้งในมื้อเย็นก็ได้ กินข้าวจานโตๆในมื้อเช้าก็ได้ กินอาหารเผ็ดๆเป็นมื้อเช้ายังได้เลย อันนี้ฝรั่งเห็นก็ตกใจเหมือนกัน

คนไทยรู้จักพิซซ่าและคิดว่าพิซซ่าที่อร่อยควรมีทั้งแบบแป้งหนานุ่ม แป้งบางกรอบ กินกับซอสมะเขือเทศ พริกป่น หรือออริกาโน่แห้งแล้วแต่ชอบ
พิซซ่าของแท้ นิยมแบบแป้งบางกรอบ และเพิ่มรสชาติด้วยการเหยาะน้ำมันมะกอก(Olive Oil) เท่านั้น  

เมื่องไทยไม่มีวันไหนที่ห้างสรรพสินค้าปิด
ที่บราซิลและนิวซีแลนด์(เข้าใจว่าอีกหลายประเทศทางซีกโลกตะวันตกน่าจะคล้ายกัน) ห้างสรรพสินค้าปิดช่วงวันหยุดราชการ วันปีใหม่ วันคริสต์มาส หากจะเปิดก็จะเปิดหลังบ่ายสองโมงเป็นต้นไปเท่านั้น เพื่อให้สิทธิ์ทุกคนได้หยุดพักผ่อนเหมือนกัน

ผู้หญิงไทยตั้งท้อง จากนุ่งยีนส์เปลี่ยนเป็นสวมชุดนอน
ฝรั่งตั้งท้อง ขอนุ่งยีนส์ และบิกินี่ ให้สบายใจ
ฝรั่งนิยมออกกำลังกายตอนตั้งท้อง ด้วยการ เดิน วิ่งเบาๆ ว่ายน้ำ เพื่อให้ลูกในท้องแข็งแรง ชุดคลุมท้องของเค้าจะเป็นกางเกงยีนส์ที่มีผ้ายืดๆยึดติดกับเอวกางเกงยีนส์เพื่อใช้พยุงท้องกลมๆ หรือไม่ก็เสื้อผ้าแฟชั่นคนท้องไปซะเลย
แต่จะไม่มีชุดคลุมท้องแบบคนไทยที่ออกแบบคล้ายชุดนอน!!

คนไทยรักเด็ก เห็นเด็กเล็กๆน่ารักๆ โดยเฉพาะเด็กฝรั่ง จะเข้าไปทักทายเล่นด้วย
ฝรั่งไม่ชอบ!!
ฝรั่งไม่ไว้ใจใคร โดยเฉพาะคนที่ชอบมาเล่นกับลูกตัวเอง ฝรั่งจะหวง และห่วง และกังวลมาก
ยิ่งไปแตะต้องตัวลูกเค้าก็ยิ่งแล้วใหญ่
สังคมเค้ามีคดีลักพาตัวเยอะน่ะ และเด็กฝรั่งก็น่ารักๆกันทั้งนั้นอีกด้วย เลยไม่มีใครตื่นเต้นที่เห็นลูกคนนั้นคนนี่น่ารัก

การโชว์เนื้อหนังมังสา การกอด จูบ แตะเนื้อต้องตัว รวมไปถึงเรื่องเซ็กซ์
สำหรับฝรั่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
คำว่า 'One night stand' หรือการมีความสัมพันธ์กันแค่ชั่วข้ามคืน ฝรั่งเค้าหมายความตามนั้นจริงๆ
ถ้าบังเอิญใครไปมีความสัมพันธ์แบบ one night stand แล้วผิดหวังที่ไม่มีการติดต่อกลับมาในวันรุ่งขึ้น
ก็จงทำใจเถอะจ๊ะ

อีกเรื่องที่แตกต่าง คือ ฝรั่งไม่สามารถเข้าใจคนไทยได้ในเรื่อง ความรักที่มีต่อสถาบันกษัตริย์
ฝรั่งเข้าใจว่าหากเราเรียกสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่า 'สถาบัน' นั่นหมายความว่าเป็นสิ่งที่สังคม จัดตั้งให้มีขึ้นเพราะเห็นประโยชน์ว่ามีความต้องการและจำเป็นแก่วิถีชีวิตของคน แต่สิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่แตะต้องได้ วิพากษ์วิจารย์ได้ และเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม เฉกเช่นเดียวกับ สถาบันกษัตริย์ของอังกฤษ แต่เมื่อเห็นคนไทยรักและเทิดทูน สถาบันกษัตริย์ไทย ในทางตรงข้าม...การวิพากษ์วิจารย์ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสมและห้าม พวกเค้าจึงแปลกใจ ฉั้นก็ไม่สามารถอธิบายได้เหมือนกันว่า เป็นเพราะเราถูกปลูกฝังมาเนิ่นนานว่าพระมหากษัตริย์ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งความรัก เคารพ เทิดทูนอย่างสูงสุดของปวงชน และคนไทยถือว่าพระมหากษัตริย์เปรียบเสมือนสมมุติเทพ
ฝรั่งไม่เข้าใจหรอก เพราะฉั้นเอง...ตอนนี้ก็เริ่มไม่เข้าใจเหมือนกัน นับตั้งแต่มีคนบางกลุ่มที่ใช้ 'ความรัก' ที่คนไทยมีต่อพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่ง เป็นข้อต่อรองกระทำการบางอย่างที่ไม่น่าไว้ใจ และใช้ประโยชน์จาก 'ความรัก' นั้น เสมือนเป็น 'จุดอ่อน'


ในความเหมือน ประเทศไทยมีปัญหาการเมือง เศรษฐกิจและสังคม
ประเทศอื่นก็มีปัญหาการเมือง เศรษฐกิจและสังคมเหมือนกัน
ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ประสบปัญหาการเมืองที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีนักการเมืองคอร์รัปชั่น ไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีคนเห็นแก่ตัวมากมาย ไม่ใช่ประเทศเดียวที่ไว้ใจนักการเมืองไม่ได้ ไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีปัญหาข้าวยากหมากแพง ไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีประชากรเกือบล้นประเทศ ไม่ใช่ประเทศเดียวที่ไม่ได้ผู้นำประเทศที่ถูกใจซักที ไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีปัญหาขัดแย้งทางความคิด ไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีทั้งคนรวยและคนจนปนเป ไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีคนรวยดูถูกคนจน ไม่ใช่ประเทศเดียวที่คนมีการศึกษาเอาเปรียบคนด้อยการศึกษา ไม่ใช่ประเทศเดียวที่.......ฯลฯ
เพราะเหตุผลข้อเดียว .... ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวบนโลกใบนี้

วันเสาร์, พฤศจิกายน 05, 2554

ธรรมชาติอาจให้คำตอบ

ตอนนี้แม่ฉั้นไม่มีบ้านอยู่ เพราะบ้านแม่จมน้ำไปแล้ว น้องชายก็กำลังบวช ส่วนพ่อก็ตั้งใจทำงานรับใช้ศาสนาหลังเกษียรช่วงนี้เลยตามดูแลพระ(น้องชาย)ไปพลางๆระหว่างบวชให้ครบหนึ่งพรรษา ฉั้นอยู่ไกลได้แต่ส่งกำลังใจไปให้คนทางบ้าน เหลือแต่พี่สาวคนโตที่ต้องคอยดูแลแม่ งานก็ต้องทำ แม่ก็ต้องดูแล แถมต้องคอยวางแผนพาแม่หนีน้ำอีก!!

คนทุกคนมีความทุกข์กันทั้งนั้น แต่ใครบ้างที่จะเห็นแก่ตัว แบ่งปันแต่ความทุกข์ของตัวเองไปให้คนอื่น แต่เก็บความสุขไว้กับตัว ไม่เผื่อแผ่ให้ใครเลย การมีความสุขอยู่คนเดียว ความสุขมันไม่ใหญ่เท่ากับการแบ่งปันความสุขให้คนอื่นด้วยหรอก พี่สาวฉั้นเข้มแข็งมากที่ต้องคอยกระเตงแม่ไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยโดยไม่แสดงอาการท้อแท้ แม้ตัวจะอยู่ไกลแถมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอยู่คนเดียวแต่ฉั้นยังเชื่อในพลังและคุณค่าของความรักและการร่วมทุกข์ร่วมสุขอยู่นะ  และก็เชื่อเรื่องกฏแรงดึงดูดด้วย เคยได้ยินกฎแห่งแรงดึงดูดของจักรวาลมั้ย คนเราสามารถใช้กฏแรงดึงดูดของจักรวาลสร้างผ่านความรู้สึกนึกคิดของเราได้นะ 'ทุกสิ่งที่เราคิดคือสิ่งที่เป็นจริง' ถามตัวเองว่าเราจะใช้พลังแห่งความคิดนั้น สร้างสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่ร้ายให้เป็นจริงในชีวิตเรา?

ภัยธรรมชาติเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ แต่ไม่รู้เมื่อเทียบกับภัยความแตกแยกของคนในชาติ อันไหนจะร้ายแรงกว่า ภัยอันหลังนี้ได้ทำลายความรักและความสามัคคีของคนไทยไปมาก และสร้างความโกรธเคือง เครียดแค้น ลำเอียง และใจแคบให้เพิ่มขึ้นหลายเท่าทวีคูณ เป็นเหมือนพลังแห่งการดึงดูด ที่ดึงดูดแต่ความเลวร้ายมาสู่ เพื่อตอบสนองความคิดนั้นให้เป็นจริง! ฉั้นเคยได้ยินว่าคนไทยเมื่อก่อน เค้าทำอาหารก็เอาไปแบ่งปันเพื่อนบ้าน ไม่อยู่บ้านก็ฝากคนข้างบ้านดูแลบ้านให้ งานบุญทีไรก็ตุเลงกันไปช่วยลงมือลงแรง รักกันเหมือนพี่เหมือนน้อง เหมือนญาติโกโหติกา มาวันนี้ถ้าถามคนที่อยู่ในกรุงเทพ พวกเค้าคงบอกว่า ภาพลักษณ์แบบนั้นน่าจะเหลืออยู่แต่ในต่างจังหวัดแล้วมั้ง แปลว่าคนต่างจังหวัดยังรัก ช่วยเหลือและแบ่งปันกันเหมือนพี่เหมือนน้อง เหมือนญาติโกโหติกา อย่างงั้นรึป่าว แล้วคนกรุงเทพละ อยู่กันยังไง รักกันยังไง รักแล้วแสดงออกยังไง หรือทำมาหากินกันอย่างเดียว เมื่อมีงาน มีเงิน ก็ไม่ต้องพึ่งพาใครหรือขอความช่วยเหลือจากใคร จึงไม่มีโอกาสได้แบ่งปันความรักให้ใคร หรือเพราะคนที่มาอยู่ในกรุงเทพส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาหาเงิน หาอาชีพ เสร็จแล้วก็กลับไปหาความรักที่บ้านต่างจังหวัดของตัวเอง กลับเอาเงินไปช่วยเหลือครอบครัวตัวเอง กลับไปเป็นที่พึ่งยามยากให้คนที่บ้านตัวเอง ทิ้งให้คนกรุงเทพ(จริงๆ)อยู่กับงาน เงินทอง วัตถุต่อไป แล้วเมื่อมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นในภาวะแตกแยกแบบนี้ในกรุงเทพ ความรักและความสำนึกในบ้านเกิดเมืองนอนของแต่ละคนจะมีเท่ากันเหรอ ไม่แน่นะ...เมื่อภัยธรรมชาติสงบลงแล้ว แหล่งทำกินอาจไม่ใช่แหล่งทำกินอีกต่อไป คนกรุงเทพอาจต้องกลับมาพึ่งพาอาศัยกันและช่วยเหลือกันอย่างเมื่อก่อน และคนต่างจังหวัดอาจต้องกลับไปทำมาหากินที่บ้านเกิดของตัวเอง และเมื่อนั้นคงได้คำตอบสำหรับหลายๆคำถาม.... อาจได้เห็นความเท่าเทียม อาจได้เห็นอัศวิน เห็นผู้ร้าย เห็นคนดี เห็นคนฉวยโอกาสในยามทุกข์ยาก หรือแม้กระทั่งคนช่วยเหลือกันแบบไม่มีเงื่อนไข 

เราอยู่ประเทศที่กำลังพัฒนา สิ่งที่ต้องทำใจ คือ การที่มีคนคอยนั่งเฝ้ารอ แบมือขอความช่วยเหลือ มันมีมากกว่าคนที่ทำหน้าที่พัฒนาอยู่หลายเท่าตัว แล้วก็หายากนะคนที่จะช่วยเหลือใครโดยไม่หวังผลตอบแทน โชคไม่ดีนักที่นักการเมืองช่วงหลังๆดันหันมาเล่นการเมืองแบบพ่อค้าและนักการตลาด เน้นทำราคาดี มีโปรโมชั่น เข้าถึงลูกค้าถูกกลุ่ม ลูกค้าติดใจ เพราะชอบโปรโมชั่น เลยซื้อแล้วซื้ออีกมันอยู่นั่น ผู้นำประเทศก็เลยกลายเป็นกลุ่มนักการตลาด ที่ไม่เอาใจพวกกลุ่มลูกค้ารู้มาก เรื่องมาก เอาใจยากแถมไม่ซื้อ ทำการตลาดลำบาก หาเงินลำบาก ปล่อยให้พวกนี้ปากเปียกปากแฉะไปแล้วกัน เพราะยังไงก็ไม่ใช่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย! พวกคนที่อยากเป็นนักการเมืองจริงๆ อยากบริหารประเทศจริงๆ หรือ พวกใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กว่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรี เลยไม่ค่อยได้ผุดได้เกิด เพราะทำการตลาดไม่เก่ง เฮ้อ...น่าเสียดาย!!

แต่ถึงยังไง ฉั้นก็ยังมีความเชื่อว่า ด้านอื่นๆในประเทศไทยอาจจะ 'กำลัง' พัฒนา แต่ด้านคุณภาพจิตใจไม่มีประเทศไหนที่พัฒนาได้เท่าเรา และก็เชื่อว่าคนไทยยังรักกันอยู่นะ เพียงแค่รอวันที่จะเข้าใจกันและยอมรับในความเป็นจริงบนบรรทัดฐานเดียวกัน คนผิดยอมรับผิด คนโกรธเริ่มให้อภัย คนเดือดร้อนได้รับการเยียวยา แต่จะใช้เวลานานแค่ไหนในการรอคอย หรือต้องให้เสียหายกันอีกมากซักเท่าไรถึงจะคุ้มค่าความแค้น ระหว่างรอนี้ก็ต้องทนชอกช้ำเพราะต้องโดนธรรมชาติลงโทษความแตกแยก โดยเฉพาะกรุงเทพที่โดนลงโทษหนัก ทั้งโดนเผา ทั้งโดนน้ำท่วม ก็ได้แต่หวังว่าทุกคนจะมีจิตใจที่เข้มแข็งพอ... คนเรา ถ้าทนอยู่กับความเกลียดชังที่คุกรุ่นอยู่ในใจได้ ก็ต้องทนอยู่กับด้านน่าเกลียดของสังคมได้ แล้วถ้าหัวใจเรียนรู้ที่จะรักได้เมื่อไร ก็จะเห็นมุมที่น่ารักของสังคมที่ตัวเองอยู่ได้เอง

วันศุกร์, ตุลาคม 14, 2554

Exotic Brazil!

หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับ บราซิล มาหลายด้าน หลายคนว่าเป็นประเทศที่อันตราย หลายคนว่าประเทศนี้ผู้ชายหล่อ, ผู้หญิงสวย แถมเซ็กซี่อีกต่างหาก บางคนบอกว่าเป็นประเทศที่มีธรรมชาติสวยงาม บางคนรู้จักแต่ฟุตบอลบราซิล ส่วนบางคนก็สนใจเรื่องดนตรีและเสียงเพลงอันมีเอกลักษณ์ หลายคนสนใจว่าบราซิลเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจทั้งที่จริงๆแล้วก็ยังยากจนและอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ฟังดูแล้วเหมือนจะมีทุกอย่างอยู่ในตัวเอง ช่างเป็นประเทศที่น่าสนใจชวนให้อยากรู้อยากเห็น

ฉั้นเขียนเกี่ยวกับบราซิลไว้หลายโพสต์ บ่นไปเรื่อยเปื่อยตามประสา(คนแก่อยากระบาย อุ๊บส์ >.< )!!   การมาอยู่บราซิล ถ้าให้พูดอย่างไม่โกหก ขอบอกว่ายิ่งอยู่ยิ่งอยากจะกลับเมืองไทยทุกวัน!! เพราะพูดคุยกับใครก็ไม่ได้ ฟังเค้าคุยกันก็ไม่รู้เรื่อง ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างรอบตัวที่มันน่าปวดหัวและไม่น่าดึงดูดใจซึ่งก็ต้องอาศัยการปรับตัวปรับใจกันสาหัส แต่บางคนก็อาจหลงรักบราซิลเข้าอย่างจังนะ คงขึ้นอยู่กับมุมมองของชีวิตแต่ละคนจริงๆ และอยู่ที่จะเจอะเจอกับสภาพแวดล้อมใกล้ตัวยังไงด้วย

มีหลายอย่างเกี่ยวกับบราซิลที่ถ้าไม่ได้มาสัมผัสด้วยตัวเองคงไม่มีทางรู้ บราซิลได้รับอิทธิพลโดยตรงจากอเมริกาและประเทศแถบยุโรปที่นอกเหนือจากด้านเชื้อชาติและเผ่าพันธ์ุแล้ว วัฒนธรรมของบราซิลก็เหมือน 'ฝรั่ง' ทั่วไปนั่นแหละ พวกเค้าไม่มีความแตกต่างด้านวัยวุฒิ เด็กไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใหญ่ ไม่ว่ากับพ่อแม่หรือครูบาอาจารย์ การเปิดเผยเรื่องเรือนร่างและเรื่องเพศสัมพันธ์ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ การแสดงออกทางอารมณ์ก็ถือเป็นเรื่องปกติ คำเล่าลือว่าลูกสะใภ้กับแม่ผัวมักเป็นศตรูกันเหมือนในละครน้ำเน่านั้นจึงดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง เพราะผู้หญิงบราซิลจะไม่อ่อนหวานและไม่เอาอกเอาใจใคร บางคนถึงขั้นอารมณ์ร้อน ขี้หงุดหงิดฉุนเฉียวด้วย ผู้ชายบราซิลบางคนอาจเจ้าชู้แบบไม่เก็บอาการ เพราะสื่อหลายสื่อที่นี่ช่างชอบยั่วยุปลุกเร้าอารมณ์ทางเพศกันมาก มี Sex Shop อยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ไม่น้อยกว่า Motel ที่คล้ายม่านรูดบ้านเรา ได้ยินว่าตกแต่งอย่างแฟนตาซี คนไปใช้บริการมากมาย หนังสือโป๊หลายต่อหลายฉบับถูกวางขายหน้าร้านหนังสืออย่างสะดุดตายิ่งกว่าหนังสือพิมพ์รายวันซะอีก รายการทีวีที่นี่สามารถฉายอะไรก็ได้แบบ 'Uncensored' ทั้งหนังทั้งละคร ทั่งรายการวาไรตี้ ชอบมีโชว์อกตู้มและบั้นท้ายของสาวๆขนาดเบ้อเริ่มเทิ่มในบิกีนี่ไซส์เด็กให้เห็นเป็นประจำ!! -_-' หนุ่มๆดูแล้วคงมีความสุขจนน้ำลายไหลย้อย ส่วนสาวๆหลายคนเลยมีความเชื่อว่าความเซ็กซี่คือความงามที่แท้จริง วัฒนธรรมการทักทายของที่นี่ก็เป็นการกอดและจูบกันจ๊วบจ๊าบ...ซึ่งก็ดูเป็นมิตร(สนิทแนบ)ดีแท้!


ปัญหาหย่าร้างมีให้เห็นอยู่ใกล้ๆตัว คงด้วยหลายๆสาเหตุที่ว่ามาด้วย แต่เค้าว่าเวลาหย่าร้่างภรรยาจะได้ทรัพย์สินของสามีครึ่งหนึ่งตามกฏหมายหย่าพร้อมกับค่าเลี้ยงดูลูกๆจากสามีทุกเดือน จึงได้ยินมาว่ามีไม่น้อยที่ผู้หญิงใช้เป็นทางอ้อมในการหาเงินเข้ากระเป๋า จริงรึป่าว ไม่รู้!! เด็กๆที่นี่จะเคยชินกับปาร์ตี้วันเกิดอันใหญ่โตกันตั้งแต่ 2 ขวบ ยังไม่ทันรู้อิโหน่อิเหน่เลย จนกระทั้งอายุครบ 15 เป็นธรรมเนียมว่าเด็กผู้หญิงจะต้องมีงานวันเกิดที่จัดอย่างอลังการ...แบบว่าต้องใส่ 'ชุดราตรี' ไปงานกันเลยว่างั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าเพื่ออะไร!!  โรงเรียนที่บราซิลจะไม่มีกฏระเบียบอะไรมากมาย ไม่มียูนิฟอร์ม จะใส่อะไรไปเรียนก็ได้ จะแต่งหน้า ทาปาก ทำผม ทำเล็บ ได้ทั้งนั้น แข่งกันสุดฤิทธ์ การเรียนการสอนมีเพียงแค่ครึ่งวัน (ไม่รู้ครึ่งวันที่เหลือจะมีซักกี่คนที่กลับบ้านอ่านหนังสือ เข้าห้องสมุด หรือเรียนพิเศษ) การกอดจูบที่นี่ถือเป็นเรื่องปกติเพราะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นเมื่อเริ่มแตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาวก็จะเห็นพวกเค้านั่งกอดจูดกันอย่างประเจิดประเจ้อ ใครไม่เคยจูบหรือจูบไม่เป็นถือเป็นเรื่องน่าอาย ปัญหาขาดแคลนแรงงานครูอาจารย์ก็มีมากขึ้น ไหนจะปัญหายาเสพติดอีก พ่อแม่ที่ดีเลยต้องเหนื่อยหนักเพื่อคอยเฝ้าระวังเรื่องพวกนี้ น่าเห็นใจจริงๆ!!

ฉั้นอยากจะเรียกที่นี่ว่าเป็น Free Country หรือประเทศที่มีวัฒนธรรมแบบ Free Style นะ เพราะมีความอิสระทางการพูด การแสดงออก ไม่มีคำสอนหรือการปลูกฝังอะไรที่เน้นการเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจ คนส่วนใหญ่อยากทำอะไรก็ทำ คนที่นี่ถ้าไม่อยู่โหมดปกป้องระวังภัย คือ ระวังตัวเองตลอดเวลา ไม่เที่ยวไม่ดื่ม จริงจังและซีเรียสกับการใช้ชีวิต ทำงานหนัก ขยันขันแข็ง รักและหวงแหนครอบครัวมาก ไม่ยอมเป็นมิตรกับใครง่ายๆ ตั้งการ์ดอยู่ตลอดเวลาแล้วล่ะก็ ก็จะเป็นคนประเภทสบายๆไปเลย มีความสุขไปเรื่อยๆกับความบันเทิงเริงรมย์ การดื่ม การเที่ยว การร้องรำทำเพลงแบบเต็มเหนี่ยว ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายทั้งสองโหมดเรียกว่าอยู่คนละขั้วเลยทีเดียว เรื่องการเปิดเผยทางความรู้สึกและอารมณ์เนี่ย ก็ทำให้เห็นบ่อยเหมือนกันที่ผู้คนอาจทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เช่น ขับรถโฉบเฉี่ยวกันบนท้องถนนก็โมโหฉุนเฉียวจริงจัง ข่าวฆาตกรรมเลยมีให้ดูทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ผู้หญิงที่นี่ถ้ามีเงินจะใช้เงินไม่อั้นไปกับการช้อปปิ้ง คนรวยบางคนจึงประโคมใส่เครื่องประดับของมีค่า โดยเฉพาะนาฬิกาเรือนโตๆยี่ห้อแพงๆเนี่ย ชอบมาก เพื่อบ่งบอกความร่ำรวยและแสดงให้เห็นถึงฐานะทางการเงิน ไม่แปลกใจที่การปล้น การจับเรียกค่าไถ่ หรือการขโมยของจึงเกิดขึ้นเป็นประจำ แถมคนพวกนี้จะพยามวางตัว เหมือนในละครไทยเปี๊ยบ ชอบแต่งตัว แต่งหน้า ทำผม ทำเล็บ เข้าร้านเสริมสวย และดูถูกพวกคนที่มีสตังค์น้อย ส่วนคนมีสตังค์น้อยที่ว่าส่วนใหญ่อาจจะทำงานเป็นแม่บ้านทำความสะอาด เลี้ยงเด็ก รับทำเล็บ ฯลฯ เพราะความอิสระทางสังคม จึงเห็นผู้คนตะโกนข้ามหัวกันก็ได้ เอาเท้าขึ้นพาดบนโต๊ะเวลาคุยกันก็ได้ ใส่รองเท้าเดินในบ้านก็ได้ เพราะเค้าไม่เคารพยำเกรงกัน จะไปไหน จะทำอะไรจึงต้องระวังตัวไว้ก่อน เช่น ตามร้านอาหาร ก็ไม่ควรวางกระเป๋าให้ห่างสายตา บางร้านมีสายล็อกกระเป๋าติดไว้ที่เก้าอี้ให้ด้วย! หรือตามห้างฯ ออฟฟิศ คอนโดที่พักอาศัย ระบบรักษาความปลอดภัยแต่ละที่ก็ดูแน่นหนา(ซะจนรู้สึกไม่ปลอดภัย) แถมกล้องวงจรปิดตามถนนหนทาง ตามตรอก ซอก ซอย มีความสำคัญมาก เพราะเวลามีเหตุร้ายเกิดก็จะได้หลักฐานจากกล้องวงจรปิดนี่ล่ะบ่อยมาก ขโมยขโจรที่นี้ก็ล้ำหน้าถึงขนาดระเบิดตู้ ATM เพื่อขโมยเงินในตู้กันแล้ว!!

ประเทศบราซิลเป็นประเทศใหญ่ จำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 5 ของโลก มีทรัพยากรธรรมชาติของตัวเองมากมาย มีทั้งน้ำมันดิบ ทั้งปลูกข้าว ทั้งเลี้ยงวัว ทั้งเหมืองแร่ ทั้งโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งกาแฟชั้นดี ฯลฯ แต่ในขณะเดียวกันเกือบครึ่งของประเทศก็ยังเป็นคนจน ไม่มีความรู้ รายได้น้อย ความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมากมายอยู่ตามชุมชนแออัด สิ่งก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ระบบการคมนาคม ถนนหนทาง การจราจร ก็ยังล้าหลังอยู่ ค่าเงิน Reais ถึงแม้แข็งแรง แต่ถ้าเทียบกับค่าภาษีสูงลิ่วและข้าวของที่แพงโคตะระแล้ว คนเลยไม่อยากจะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย(แม้จะมีการคืนภาษีให้ตอนสิ้นปีก็เถอะ) แถมมีการนัดหยุดงานกันบ่อยๆ ระบบขนส่งมวลชนมั่ง คนขับรถไฟใต้ดินและคนขับรถเมล์มั่ง ช่วงนี้ก็พนักงานธนาคารและไปรษณีย์ นัดกัน Strike เรียกร้องขอขึ้นเงินเดือน บริษัทจะไล่ออกซะเลยก็ไม่ได้ เพราะกฏหมายคุ้มครองแรงงานที่นี่ระบุว่า ถ้าจะไล่ใครออกต้องจ่ายค่าชดเชย(ได้ยินว่าคุ้มแสนคุ้มสำหรับการตกงานซักพักใหญ่ๆ) แถมกฏหมายใหม่ระบุเพิ่มต้องแจ้งล่วงหน้าให้ท่านลูกจ้างที่เคารพทราบอย่างน้อย 3 เดือนด้วยอ่ะ! แต่ใครที่มีเงินเดือนเยอะๆก็กลับไม่อยากช้อปปิ้งในบราซิลกันนะ บินไปช้อปเมืองนอกเมืองนา อเมริกา ยุโรปกันดีกว่า เพราะค่าภาษีสินค้าในบราซิลก็สามารถซื้อตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดไปเที่ยวอเมริกาได้สบายๆ ไปอเมริกาซื้อข้าวของ คุณภาพดี ราคาถูกกว่าที่นี่ตั้งเยอะ คุ้มกว่าเป็นไหนๆ

แม้การมาท่องเที่ยวในบราซิลจะยังพอมีความตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจอยู่มากโดยเฉพาะธรรมชาติอันงดงามอย่างป่าเขาลำเนาไพร เช่น ป่าดงดิบ Amazon ทางตอนเหนือของบราซิล หรือน้ำตกขนาดยักษ์ Iguazu ที่ขั้นระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน บราซิลและอาร์เจนติน่า หรือแม้แต่ทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นลมและบิกินี่ อย่าง Rio de Janeiro, Florianopolis, Guaruja ฯลฯ แต่เพราะช่วงวันหยุดและวันแดดออก คนจะแห่กันไปเที่ยวจนแน่นขนัด การจราจรติดแหง่กอีก ไปแย่งแดด แย่งผืนทราย และแย่งอากาศกันหายใจอยู่บนชายหาด ฮืมมม...เปลี่ยนใจมั้ย?

อีกเรื่องที่สำคัญที่สุดคือเรื่องภาษา คนไทยอย่างเรานอกจากจะต้องทนทรมานใจกับเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างแล้ว ภาษาอังกฤษที่ถึงพูดได้คล่องหรือใช้งานได้ดีก็แทบไม่มีประโยชน์ เพราะการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันที่นี่ดูเหมือนจะเป็นศูนย์ "0" พวกเค้าไม่รู้ภาษาอังกฤษและพยายามจะไม่ใช้ภาษาอังกฤษให้ปวดหัว(กบาล)ด้วย หากจำเป็นต้องสื่อสารก็ต้องแถภาษาโปรตุกีซแบบ snakeๆfishๆ ไปเลย (ถ้าสามารถ!) ไม่ต้องถามใครให้เสียเวลาว่า "คุณพูดภาษาอังกฤษมั้ย? - Você fala Inglês?" ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องจริงๆก็ค่อยเฉลยว่าจริงๆแล้ว "เราพูดภาษาโปรตุกีซได้นิดหน่อย - Eu falo um pouco de Português!" แต่พอเฉลยแล้วพวกเค้าอาจเดินหนีไปเลยก็ได้ เจอบ่อย!! หรือเค้าอาจจะถามเราต่อว่า แล้วเราพูดภาษาอะไร อังกฤษหรือสแปนิช อันนี้ก็เจอบ่อยเหมือนกัน!!


เออ....บ่นมากก็เหนื่อย!! เอาเป็นว่าใครที่ตัดสินใจอยู่ที่นี่ถาวรก็คงต้องปรับตัวให้ได้ อาจจะมีความสุขไปกับงานรื่นเริง วันหยุดนักขัตฤกษ์ กิน ดื่ม เที่ยว เต้นรำ ไปตามประสา หรือไม่ก็อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปหน่อย ก็จะมีชีวิตที่สงบๆ ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย ส่วนฉั้น ไม่หวังจะอยู่ที่นี่ถาวร เลยยังปรับใจไม่ได้ซักที อยู่มาก็ครบปีแล้ว ดูข่าวสารมากก็เครียด ดูละครมากก็เอียน ดูรายการทีวีมากก็กลุ้ม ไปไหนมาไหนก็ที่เดิมๆบ่อยเข้าก็เบื่อ จะให้ดูบอลทั้งวี่ทั้งวันก็คงไม่ไหว ก็เลยต้องหาอะไรทำให้มันยุ่งๆเข้าไว้ ทำไงได้ล่ะ ยุบหนอ พองหนอ!! อย่างงี้ไง...ฉั้นถึงได้คิดถึงบ้านไม่เลิกซักกะที :-(

วันจันทร์, ตุลาคม 03, 2554

1 ปีที่(พยายาม)อยู่...อย่างมีความสุข



ครบ 1 ปีแล้ว เย้!!! เหมือนจะดีใจยังไงบอกไม่ถูกที่อยู่บราซิลครบ 1 ปี เวลาช่างทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ดีจริงๆ แม้จะเป็นเรื่องยากมากที่พยายามไม่คิดว่า ทำไมบางครั้งเวลามันถึงได้ช้าจัง หรือบางทีเวลาก็ผ่านไปเร็วเหลือเกิ๊น เพราะการอยู่อย่างไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน จิตใจเลยจดจ่อกับเรื่องเวลาเป็นพิเศษ แต่ก็ถือว่าฉั้นได้เรียนรู้อะไรมากมายหลายอย่างจากการมาอยู่ที่นี่ มีหลายสิ่งที่เปลี่ยนไปในตัวเอง เป็นผู้ใหญ่ขึ้น เติบโตขึ้น ทั้งบุคลิกท่าทาง ความคิดความอ่าน ความระแวดระวังรอบคอบในการใช้ชีวิต มันจะเปลี่ยนแบบชั่วคราวหรือถาวรก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆมันเริ่มต้นจากการต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม สังคม ผู้คน และการดำเนินชีวิตให้อยู่รอดของตัวเอง 

มันยากอยู่นะที่จะใช้ชีวิตให้มีความสุขในทุกๆที่ ทุกๆวัน เพราะมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า เราทำเพื่อ 'ใคร' หรือเพื่อ 'อะไร' แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะมี 'วิธีคิด' แบบไหนมากกว่า 

การปรับมุมมองของตัวเองบ้าง ก็มีประโยชน์ เพราะบางครั้งก็ต้องยอมรับและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลายอย่าง การทำใจให้กว้างกว่าเดิม เข้าใจและเปิดใจรับรู้สิ่งใหม่ๆ ฉั้นอาจไม่ได้ยอมรับในทุกสิ่งทุกอย่างในซีกโลกฝั่งอเมริกาใต้นี้ เพราะมีหลายอย่างที่มันขัดกับวัฒนธรรมที่เราเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก แตกต่างกับสังคมที่เราเกิดและเติบโต แต่การฝืนหรือยึดติดอยู่กับบางสิ่งบางอย่างมากเกินไป มันก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเลย

การใช้ชีวิตอยู่อย่างระมัดระวัง เป็นการปรับตัวอย่างหนึ่ง ไม่มีคำว่า ชิลๆ สบายๆ อะไรก็ได้... ทุกอย่างต้องคิดต้องตรึกตรอง มันก็เป็นการฝึกจิตอย่างหนึ่ง ให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่อ่อนต่อโลกจนเกินไป

การอยู่ในที่ที่ไม่มีผู้คนที่รู้จัก...ต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง การไม่มีภาษาที่ถนัด ก็ต้องหัดเรียนรู้วิธีที่จะสื่อสาร การที่ไม่มีสถานที่ที่คุ้นชิน ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ให้รอดและปลอดภัย ไม่มีอาหารที่ถูกปาก ก็ต้องลิ้มลองอาหารรสชาติใหม่ๆและมีความสุขกับอาหารที่ดีและมีประโยชน์ และแม้ไม่มีศาสนาที่นับถือ ก็ต้องอยู่ได้ด้วยจิตใจที่ยึดมั่นในความถูกต้องและความดี


เลิกพร่ำบ่นเถอะ ฉั้นบอกตัวเอง ว่าให้เลิกพร่ำบ่นกับอะไรต่างๆรอบตัวที่มันไม่ได้ดั่งใจ เพื่อจะได้ไม่ต้องอยู่อย่างคนทนรับสภาพ หดหู่และห่อเหี่ยวกับบางอย่างที่เราไม่ปรารถนาจะรับฟังหรือรับรู้ หรือโหยหาบางสิ่งที่รักและคิดถึง บางครั้ง...จิตใจเราเองต่างหากที่ไม่นิ่งพอที่จะไม่ตัดสินอะไรต่ออะไร ว่าถูกหรือผิด ดีหรือเลว ขาวหรือดำ หลายครั้งเราตัดสินจากประสบการณ์ตัวเอง จากอดีตของตัวเอง บรรทัดฐานของตัวเอง อาจคิดมากไป หวาดระแวงมากไป ยึดติดมากไป หรือ อะไรก็ตาม...

อาชญากรรม อุบัติเหตุ ปล้น ฆ่า มีข่าวให้เห็นอยู่ทุกวัน ละครเนื้อหาไม่เหมาะสมมีให้ดูอยู่ทุกคืน คนแล้งน้ำใจ ไม่เคารพกฏ กติกา มารยาท ก็มีอยู่เกลื่อน แต่จะพร่ำบ่นไปทำไมถ้าเราแก้ไขอะไรไม่ได้ หาอะไรที่ตัวเองชอบหรือสนุกๆทำ พบปะผู้คนบ้าง ไม่ว่าคนในครอบครัว เพื่อนใหม่ๆ เพื่อนของเพื่อน เพื่อนของแฟน แฟนของเพื่อน ที่มีโอกาสได้นัดเจอกัน ได้พบปะ พูดคุย หรือแม้แต่ทำอาหารให้เค้าชิม ไปออกกำลังกายให้จิตใจเบิกบานและสุขภาพแข็งแรง ไปเที่ยวเปิดหูเปิดตา เพ่ิมวิสัยทัศน์ใหม่ๆ เลือกอยู่กับคนที่เรารักและสบายใจ ทำใจให้ว่างเปล่ากับคนบางคนที่เราอาจตะขิดตะขวงใจ แค่นี้ความสุขเล็กๆเกิดขึ้นได้แล้ว


อย่าอยู่อย่างตามหาความสมบูรณ์แบบ ฉั้นฝึกที่จะพอใจและชื่นชมในสิ่งที่ตัวเองมี การมาอยู่ที่นี่ทำให้ฉั้นนั่งคิดทบทวนเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ หรือแท้จริงแล้วทุกความสมบูรณ์แบบต้องประกอบไปด้วยความไม่สมบูรณ์ในสัดส่วน 1:1 เสมอ?!? ทุกวันที่เราตื่นมา ใช่ว่าอากาศจะสดใสชวนให้เบิกบานใจอยู่ทุกวัน แต่นั่นแหละ...ความสมบูรณ์แบบของธรรมชาติ ถ้าจิตใจเราไม่เบิกบานตามไปด้วย ก็เป็นเพราะความสมบูรณ์แบบในจิตใจที่ต้องมีความไม่สมบูรณ์แบบบางอย่างซ่อนอยู่!! ....เอาน่า อย่าเครียดไปเลย ชีวิตมันก็เป็นของมันอย่างนี้แหละ....

อยู่อย่างมีแผน 2 เสมอ ฉั้นไม่เคยกลัวกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เพราะทุกครั้งที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงฉั้นก็แค่รับผิดชอบกับมัน เราไม่มีวันล้มเหลวหรอกถ้าเราเตรียมความพร้อมด้วยแผน 2 (หรือ 3, 4...) ไว้เสมอ ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว


ดูแลตัวเองและคนที่รักดีกว่า ในชีวิตคนเราจะมีซักกี่คน ที่เราจะรักเค้ามากมาย และจะมีซักกี่คนที่เค้าก็รักเรามากมายเช่นกัน มีซักกี่คนที่ไม่ต้องติดต่อพูดคุยกันตลอดเวลาแต่ความผูกพันก็ยังเหมือนเดิมเสมอ ฉั้นนึกดู.....ไม่มากเกินกว่าจะนับหรอก ใส่ใจคนเหล่านั้นเป็นพิเศษ ดูแลให้เค้ามีความสุขเท่าที่จะสามารถทำได้


ไม่ต้องถึงขั้นพยายามทำอะไรเพื่อใครต่อใคร หัดทำเพื่อตัวเองก่อน ซื่อสัตย์กับความรู้สึกและอารมณ์ของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องตอบรับกับทุกคำเชิญ แต่อย่าปฎิเสธทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ต้องพยายามทำอะไรเพื่อให้ตัวเองดูดี แค่เป็นคนดีก็พอ

บางทีฉั้นก็ไม่รู้หรอก ว่าอะไรคือสิ่งที่ฉั้นรักหรือเกลียดที่นี่ อาจจะไม่มีเลยก็ได้! แต่ไม่ว่าสิ่งรอบตัวจะเป็นยังไง แค่ทำให้ได้อย่างที่คิดและพูดมา ...จะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ ฉั้นว่า...คนเราก็น่าจะมีความสุขได้ทั้งนั้น... 

วันจันทร์, กันยายน 19, 2554

15 Awesome Thoughts from 15 Awesome People


1. Woody Allen on showing up.
“Eighty percent of success is showing up”

One of the biggest and simplest things you can do to ensure more success in your life – whether it is in your social life, your career or with your health – is simply to show up more. If you want to improve your health then one of the most important and effective things you can do is just to show up at the gym every time you should be there.

The weather might be bad, you might not feel like going and you find yourself having all these other things you just must do. If you still go, if you show up at the gym when motivation is low you will improve a whole lot faster than if you just stayed at home relaxing on the sofa.

I think this applies to most areas of life. If you write or paint more, every day perhaps, you will improve quickly. If you get out more you can meet more new friends. If you go on more dates your chances of meeting someone special increases. In a way success is quite a bit about numbers. The really successful people have often tried and failed a lot more than the average person.

2. Nike on taking action.
“Just do it!”

Quite a while back I sat around and thought about Nike’s old catchphrase that seems to pop up from time to time. I thought: “Well, that’s easy to say, but it’s not so easy to just do”. So I concluded that it was just another catchphrase that people throw out because well, they have to say something.

Now I can see that there is actually some really useful advice in that catchphrase. So what changed? Well, I guess I figured out that you can’t really sit and think yourself out of something. And I figured out that I was thinking way too much. And that I identified closely with what I thought and felt.

This tip is connected to the previous one. People often have a hard time with showing up consistently. Why? Because of inner resistance and bad habits (such as overthinking things). Sometimes you can motivate yourself out of such a negative headspace by, for example, reviewing why you want to show up (improve your health, earn more money etc).

Sometimes that won’t work though. And it’s those times that can send people spiralling into negative spirals going downwards or positive spirals going upwards. Because some people will stay at home when they encounter the resistance. And some will just go and do what they want to do anyway, despite that their mind and emotions might be saying “no, no, no!”

Don’t trust your thoughts or feelings too much or take them too seriously. You may want change in your life. But your mind may want homeostasis (everything to remain stable). And so there is a conflict. And so there is an inner resistance to change.

You don’t want to get stuck in overthinking things or thinking that your thoughts or emotions are in complete control of what you do. You want to stop listening to what they are saying – or screaming – and go and do whatever it is that you deep down want to do.

3. Anaïs Nin on what we see.
“We don’t see things as they are, we see them as we are.”

This was one of the biggest revelations I had when I first got into personal development.
I realized that the world was perhaps not fixed in some pattern. I realized that I was mistaking my view of the world with the world itself.

Because the world can be viewed from many different points. And it does change according to who is watching it.

An optimistic person will for example notice the opportunities, things to be grateful for and that even though things may be hard or bad right now they will change once again. The pessimist will likely stay stuck in inaction, think that his or her world will not change and look down on the optimist as some gullible and naïve fool and that way find a way to feel superior and good about himself/herself.

I have tried both ways in my life. I highly recommend going the optimistic route.

This quote is also interesting because it helps you realize that what you see in your world can also say things about you.
            
If you find a lot of hostility and standoffishness towards you in your world then perhaps you are more like that than you would like to think too?

If something about people irritates you then perhaps it is because that quality is something you yourself have and it is something you do not like about yourself?

Think about your world and what it can tell you about yourself. Think about yourself and how you may be interpreting the world in ways that do not serve you very well.

4. Confucious on the simplicity of life.
“Life is really simple, but we insist on making it complicated.”

The mind loves to think. So it thinks and thinks about things. Making them more and more complex than they ever really were. And so you bog yourself down with too many thoughts and perhaps a lack of action due to things just seeming too complicated and hard.

Don’t get lost in details and unimportant things. Realize what is most important in your life and discard what you don’t need.

Then spend more time and energy on the important things in your life. And stop thinking so much and instead take action to gain a better understanding of life and of yourself.

5. Winnie the Pooh on appreciating the little things.
“Nobody can be uncheered with a balloon”

Daily happiness is to a large part about appreciating the small things. If you just allow yourself to be happy when accomplishing a big goal or when having some great luck then you are making life harder than it needs to be.

Instead, focus on appreciating things that you may take for granted.
Take two minutes and find things in your life you can appreciate now. If you want a few suggestions, here are a few of the things that I like to appreciate:
§  My food.
§  The weather.
§  My health.
§  Friends and family.
§  This blog and the opportunity to write about what I want.
§  You, the reader.
§  Myself and the fine things about me.

The funny thing is that if you just start appreciating something you can very quickly start jumping around with your attention and appreciate just about anything around you. You may start with the food you are eating right now. Then move your attention to the phone and appreciate that you can contact anyone – and be contacted by anyone – you’d like. You might then move your attention outside, through the window and see the wonderful sunshine, then kids having fun with a football and then a really attractive person walking by. And so on.

Or you can take a couple of minutes each night and write down 5 things you are grateful for in a journal.

Doing any of these two exercises will over time make it easier to naturally in everyday situations be more appreciative and grateful for your life.

6. Audrey Hepburn on worrying what others are thinking about you.
“I never think of myself as an icon. What is in other people’s minds is not in my mind. I just do my thing.”

One of the biggest part of thinking and doing what you really want is to stop caring so much about what other people think of you.

A lot of the actions you take – or do not take – may be because you need approval from other people. When we are young we get grades in school that tells us that we are “good”. This makes it very easy to create a life where you always go looking for the world to give you the next hit of approval. It may be from your family, boss, friends, co-workers and so on.

But this need creates neediness. And the stronger the need the stronger the neediness. And so other people will sense this. And approval may be withheld or used to manipulate you. Or they may just not like your neediness.

The people on the other hand that do not care that much about getting approval often do more of what they want deep inside. They may be considered courageous for instance. So the way they live their lives will gain appreciation and approval from the people around them. It’s a bit counter-intuitive.

7. Helen Keller on fear.
“Avoiding danger is no safer in the long run than outright exposure. The fearful are caught as often as the bold.”
“Security is mostly a superstition. It does not exist in nature…. Life is either a daring adventure or nothing.”

You cannot sit on your hands and take it easy and hope to get things done. At least not the things you really want to get done (which often may be the things you fear doing).

Why do people sit on their hands and get comfortable in their ease and quiet though? Well, one big reason is because they think they are safe there. But the truth is what Keller says; safety is mostly a superstition. It is created in your mind to make you feel safe. But there is no safety out there really. It is all uncertain and unknown.

You may get laid off.Someone may break up with you and leave.Illness will probably strike.        
Death will certainly strike in your surroundings and at some point come to visit you too.

Who knows what will happen an hour from now?

This superstition of safety is not just something negative. It’s also created by your mind so you can function in life. No point in going all paranoid about what could happen a minute from now day in and day out. But there is also not that much point in clinging to an illusion of safety. So you need to find balance where you don’t obsessed by the uncertainty but also recognize that it is there and live accordingly.

When you stop clinging to your safety life also becomes a whole lot more exciting and interesting. You are no longer as confined by an illusion and realize that you set your limits for what you can do and to a large extent create your own freedom in the world. You are no longer building walls to keep yourself safe as those walls wouldn’t protect you anyway. You can instead start your own daring adventure. Perhaps slowly at first, but still.

8. Winston Churchill on your troubles.
“When I look back on all these worries, I remember the story of the old man who said on his deathbed that he had had a lot of trouble in his life, most of which had never happened”

Most things you fear will happen never happen. They are just monsters in your own mind. And if they happen then they will most often not be as painful or bad as you expected. Worrying is most often just a waste of time.

This is of course easy to say. But if you think back and remind yourself of how little of what you feared throughout your life that has actually happened you can start to release more and more worry from your thoughts.

This makes it a lot easier to start doing more of what you really want in life. And to move through your day to day life with a lighter, happier and more optimistic attitude.

9. Wayne Dyer on what you teach people.
“Maxim for life: You get treated in life the way you teach people to treat you.”

This is a very important point and something I think is perhaps often missed by people who want to improve their social lives and make it more positive. They may think “well, I have been so nice towards everyone for the last few months but it doesn’t seem to have changed their behaviour towards me much”.

This is the “nice guy/girl” problem. He or she is very nice but there is no assertiveness. There is no changed feeling within about how you feel you deserve to be treated. You may still be nice just to get approval from other people. You feel the craving need. And you then are less likely to get the approval.
We do to a large extent choose how we want to be treated. How you expect people to treat you can have a big effect on how you allow yourself to act and how people around you view and treat you. If you start creating a role for yourself where you always let people do what they want to you then you may create some pretty destructive and negative things.

·         You may create an identity for yourself where you get used to always taking whatever anyone doles out. You create a kind of victim identity where you may look happy on the outside but don’t feel so good on the inside. But since you have gotten used to it after a while you may accept it and think that: this is just who I am.
·         You may create a concept in the minds of the people around you that it’s OK to treat you this way. Either because you seem so positive despite what they are doing so they think it’s OK. Or just because you aren’t saying no and some people may take advantage of that.

Look, you can’t please everyone. I think both Eleanor Roosevelt and Buddha have mentioned something along the lines that whatever you do there will always be people who don’t like what you are doing. And that’s OK. That’s normal.

Going around trying to please everyone at your own expense isn’t healthy though. Or even a realistic thing to attempt. It eats away at you both mentally and physically.

So be nice. Be positive. But make sure you set your own standards, rules and limits too. And remember that you might as well do what you want because there will always be critics.

10. Kahlil Gibran on sorrow and joy.
“The deeper that sorrow carves into your being, the more joy you can contain. Is not the cup that holds your wine the very cup that was burned in the potter’s oven? And is not the lute that soothes your spirit, the very wood that was hollowed with knives? When you are joyous, look deep into your heart and you shall find it is only that which has given you sorrow that is giving you joy. When you are sorrowful look again in your heart, and you shall see in truth that you are weeping for that which has been your delight.”

Your pain and sorrow is in retrospect often a gift. It makes you stronger. More empathic and understanding. It helps you out in some way and guides you. You can always look back it when you feel down and be happy that you aren’t in that place anymore.

And it’s often in the sorrow that we later on create our strengths. Many very fit people started on that path because they had hit a big low point health wise. And many great speakers or just very social people may have been being deathly shy at a young age. It’s to a large extent all that emotional leverage and all those painful emotions that at least initially give people a great motivation to change their lives in a radical way.

Your sorrow expands the spectrum of human experience, understanding and emotions for you. You become more grateful because of your sorrow. The sorrow carves deeper. And the deeper it carves, the more joy you will also be able to contain. The sad times make the happy times even sweeter.

11. Mahatma Gandhi on being the change.
“You must be the change you want to see in the world.” “As human beings, our greatness lies not so much in being able to remake the world – that is the myth of the atomic age – as in being able to remake ourselves.”

If you change yourself you will change your world. If you change how you think then you will change how you feel and what actions you take. And so the world around you will change. Not only because you are now viewing your environment through new lenses of thoughts and emotions but also because the change within can allow you to take action in ways you wouldn’t have – or maybe even have thought about – while stuck in your old thought patterns.

And the problem with changing your outer world without changing yourself is that you will still be you when you reach that change you have strived for. You will still have your flaws, anger, negativity, self-sabotaging tendencies etc. intact.

And so in this new situation you will still not find what you hoped for since your mind is still seeping with that negative stuff. And if you get more without having some insight into and distance from your ego it may grow more powerful. Since your ego loves to divide things, to find enemies and to create separation it may start to try to create even more problems and conflicts in your life and world.

12. Ernest Hemingway on keeping your eyes on where you are going.
“Never mistake motion for action.”

It’s very easy to get lost in busy work. You may spend much time in your in-box or filing and organizing things. But at the end of the day or week, what have you accomplished?
Just because you’re moving doesn’t mean that you are moving in the direction you really want to go. To do that you have to do the things that you know are really important and in alignment with your goals. And not getting lost in busy work.

So, improve your effectiveness and productivity. But, more importantly, never lose your view of your big picture. And take the action and do the things you need to do to get yourself where you want to go.

13. Samuel Beckett on failure.
“Ever tried. Ever failed. No matter. Try Again. Fail again. Fail better.”

This is an easy and relaxed attitude towards failure. An attitude that says that failure is as just about as normal as cooking your food or brushing your teeth. I remind myself of this one when I have failed or made a mistake. Or when the fear of failure pops up. It pulls out all the drama one might associate with failure. And makes it easier and less burdensome to take action.

14. Kristen Zambucka on reality and changing your world.
"Though I might travel afar, I will meet only what I carry with me, for every man is a mirror. We see only ourselves reflected in those around us.Their attitudes and actions are only a reflection of our own.The whole world and its condition has its counter parts within us all.
Turn the gaze inward. Correct yourself and your world will change.”

This is perhaps my favourite quote. I like it because it reminds me that even though there is big, big world out there with many possibilities and people in the end big change in your life comes down to you changing yourself.

As I mentioned above, it’s very easy to get stuck in thinking that your perspective, the lens through which you view reality is reality itself. But you can’t really see reality. You can only see it filtered through the lens. And the lens is you.

Changing, for example, a very negative attitude to a very positive one changes how you view yourself and your entire world. But it’s very hard to convince anyone of this. You just have to choose to try another perspective and just use it for a month or so. Even though homeostasis may want to draw you back to the comfortable stability of your old viewpoint. Which may cause you to rationalize that this positive attitude stuff is uncool or cheesy.

Truth is life will never be as in your dreams if you don’t change and correct yourself. No one is coming to save you. No book or personal development guru, not your parents, no knight/lady in white armour. Yes, people around you can of course be a big help.

But as an adult in this world it is time to grow up and save yourself. Not just because it is the right thing to do. But also because it is what actually works.

15. Mark Twain on following your heart.
“Twenty years from now you will be more disappointed by the things that you didn’t do than by the ones you did so. So throw off the bowlines. Sail away from the safe harbor. Catch the trade winds in your sails. Explore. Dream. Discover.”

An awesome quote. And I really don’t have much to add to that one. Well, maybe to write it down and keep it as a daily reminder – on your fridge or bathroom door – of what you can actually do with your life.
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...